วสี ๕ : ความชำนาญในฌาน
เมื่อผู้ปฏิบัติอบรมจิตจนเข้าถึง อัปปนาสมาธิ ได้แล้ว จึงนับว่าเข้าสู่ขั้นของฌาน และเรียกได้ว่าเป็น ฌายีบุคคล คือบุคคลผู้เพ่งหรือผู้มีฌาน
จากจุดนี้ การปฏิบัติมิได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะสามารถเข้าฌานได้ครั้งหนึ่ง หากต้องฝึกให้เกิด ความชำนาญในฌาน จนสามารถควบคุมการเข้า อยู่ ออก และพิจารณาฌานได้ตามสมควร
ความชำนาญนี้เรียกว่า วสี ๕ ได้แก่
๑. อาวัชชนวสี — ชำนาญในการนึกถึงอารมณ์ฌาน
๒. สมาปัชชนวสี — ชำนาญในการเข้าฌาน
๓. อธิษฐานวสี — ชำนาญในการดำรงฌาน
๔. วุฏฐานวสี — ชำนาญในการออกจากฌาน
๕. ปัจจเวกขณวสี — ชำนาญในการพิจารณาฌาน
กล่าวอย่างง่าย วสี ๕ คือการฝึกให้จิตมีความคล่องแคล่วต่อฌาน มิใช่เข้าฌานได้โดยบังเอิญ แต่สามารถรู้ทางเข้า รู้วิธีดำรงอยู่ รู้เวลาออก และรู้จักทบทวนสภาวะนั้นอย่างชัดเจน
๑. อาวัชชนวสี
ชำนาญในการนึกถึงอารมณ์ฌาน
ในระยะแรก ผู้ปฏิบัติอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะทำจิตให้สงบได้
ต้องค่อย ๆ ระลึกถึงอารมณ์กรรมฐาน ประคองจิตกลับมาเมื่อเผลอ พิจารณาอารมณ์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความฟุ้งซ่านลดลงและจิตเริ่มรวมตัว
แต่เมื่อฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง จิตจะคุ้นเคยกับอารมณ์ที่เคยนำไปสู่ฌานมากขึ้น
จากเดิมที่ต้องใช้เวลานาน
ก็เหลือเพียงระยะสั้น
จากเดิมที่ต้องคอยประคองหลายครั้ง
ก็สามารถน้อมจิตเข้าหาอารมณ์นั้นได้อย่างรวดเร็ว
จนในที่สุด เพียงระลึกถึงอารมณ์กรรมฐาน จิตก็พร้อมที่จะสงบและรวมตัวได้ทันที
ความชำนาญเช่นนี้เรียกว่า อาวัชชนวสี คือความชำนาญในการน้อมจิตหรือระลึกถึงอารมณ์แห่งฌาน
อาจเปรียบได้กับผู้ที่เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเป็นครั้งแรก ย่อมต้องดูทางอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินทางเส้นเดิมบ่อยครั้ง ย่อมจำทางได้ขึ้นใจ และสามารถไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาอีก
ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อจิตคุ้นเคยกับทางแห่งความสงบแล้ว เพียงน้อมจิตไปทางนั้น จิตย่อมรู้ทางของตนเอง
๒. สมาปัชชนวสี
ชำนาญในการเข้าฌาน
เมื่อรู้จักอารมณ์ที่นำจิตเข้าสู่ความสงบแล้ว ขั้นต่อไปคือการฝึก เข้าสู่ฌานให้คล่องแคล่ว
ในระยะแรก การเข้าสมาธิอาจเป็นไปอย่างช้า ๆ
จิตค่อย ๆ สงบจากความคิด
นิวรณ์ค่อย ๆ เบาบาง
ปีติและสุขค่อย ๆ ปรากฏ
ความเป็นหนึ่งของจิตค่อย ๆ เด่นขึ้น
ผู้ปฏิบัติควรสังเกตลำดับของจิตให้ชัดว่า จิตจากสภาพปกติค่อย ๆ เข้าสู่ความสงบอย่างไร มีสิ่งใดเป็นเหตุให้สมาธิแก่กล้าขึ้น และมีอุปสรรคใดทำให้จิตสะดุด
เมื่อเข้าใจลำดับเหล่านี้ดีแล้ว จึงฝึกให้การเข้าสู่ฌานรวดเร็วขึ้นตามลำดับ
จากที่เคยใช้เวลานาน อาจเหลือเพียงไม่กี่นาที
จากที่เคยต้องคอยประคองจิตอย่างมาก ก็สามารถปล่อยให้จิตดำเนินเข้าสู่ความสงบตามทางที่คุ้นเคย
จนเมื่อความชำนาญแก่กล้า เพียงน้อมจิตเข้าสู่อารมณ์ที่เหมาะสม จิตก็สามารถเข้าสู่ฌานได้โดยรวดเร็ว
ความชำนาญนี้เรียกว่า สมาปัชชนวสี คือความชำนาญในการเข้าสมาบัติหรือเข้าฌาน
ข้อสำคัญคือ ความรวดเร็วในการเข้าฌานมิได้เกิดจากการเร่งหรือบีบบังคับจิต แต่เกิดจากความคุ้นเคยที่สั่งสมขึ้นจากการฝึกอย่างถูกต้อง
๓. อธิษฐานวสี
ชำนาญในการดำรงฌาน
เมื่อเข้าฌานได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการฝึกให้จิตสามารถ ดำรงอยู่ในฌานได้ตามเวลาที่ตั้งใจ
ในระยะแรก อาจรักษาสมาธิไว้ได้เพียงช่วงสั้น ๆ แล้วจิตก็ถอนออกมาเอง
ผู้ปฏิบัติจึงควรฝึกจากระยะเวลาที่ตนสามารถทำได้จริงก่อน เช่น ตั้งใจดำรงอยู่ในความสงบเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่มระยะเวลาทีละน้อยเมื่อจิตมีกำลังมากขึ้น
หัวใจของการฝึกมิได้อยู่ที่การแข่งกับเวลา แต่คือความสามารถในการรักษาคุณภาพของสมาธิให้สม่ำเสมอ
หากกำหนดว่าจะอยู่ในฌานระยะหนึ่ง แล้วสามารถดำรงอยู่ได้โดยจิตไม่ฟุ้ง ไม่เสื่อมจากองค์ฌาน และออกได้ใกล้เคียงกับเวลาที่ตั้งใจไว้ ความชำนาญย่อมค่อย ๆ เกิดขึ้น
ความสามารถเช่นนี้เรียกว่า อธิษฐานวสี คือความชำนาญในการกำหนดหรือดำรงฌาน
คำว่า “อธิษฐาน” ในที่นี้ มิได้หมายถึงการอ้อนวอนขอสิ่งใด แต่หมายถึง การตั้งเจตนากำหนดจิตอย่างมั่นคง
ในคัมภีร์อาจกล่าวถึงการดำรงสมาธิเป็นเวลานานมาก แต่สำหรับผู้ปฏิบัติทั่วไป ไม่ควรนำระยะเวลาเป็นเครื่องตัดสินความก้าวหน้า เพราะความสำคัญอยู่ที่ความมั่นคง ความถูกต้อง และความสมดุลของกายกับจิต
๔. วุฏฐานวสี
ชำนาญในการออกจากฌาน
ผู้ที่เข้าฌานได้ ควรฝึกให้สามารถ ออกจากฌานได้อย่างมีสติและเป็นไปตามที่กำหนด
ในระยะแรก เมื่อจะออกจากสมาธิ อาจค่อย ๆ ถอนจิตออกจากความตั้งมั่นอย่างช้า ๆ
ผู้ปฏิบัติตั้งใจก่อนว่า
“บัดนี้จะออกจากฌาน”
จากนั้นจิตจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากความแนบแน่นในอารมณ์ กลับมารับรู้กาย ลมหายใจ และสิ่งแวดล้อมตามลำดับ
การฝึกเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเห็นความแตกต่างระหว่าง
* ขณะอยู่ในฌาน
* ขณะกำลังออกจากฌาน
* และขณะกลับมาสู่จิตปกติ
เมื่อทำซ้ำบ่อยครั้ง จิตจะเกิดความคล่องแคล่ว สามารถออกจากฌานได้ตามเวลาที่ตั้งใจ โดยไม่ต้องใช้เวลานาน
ความชำนาญนี้เรียกว่า วุฏฐานวสี คือความชำนาญในการออกจากฌาน
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพยายามถอนจิตอย่างกระชากหรือฉับพลันจนร่างกายเกิดความตกใจ ควรออกจากสมาธิด้วยความรู้ตัวและเป็นธรรมชาติ
เมื่อออกแล้ว ควรนั่งสงบอยู่ชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อให้กายและจิตปรับตัวอย่างสมดุล
๕. ปัจจเวกขณวสี
ชำนาญในการพิจารณาฌาน
เมื่อออกจากฌานแล้ว ไม่ควรรีบลุกขึ้นหรือหันไปสนใจเรื่องอื่นทันที
ควรใช้เวลาชั่วครู่ ย้อนพิจารณาสภาวะที่เพิ่งผ่านไป
เช่น
* จิตเข้าสู่ความสงบด้วยเหตุใด
* นิวรณ์สงบลงอย่างไร
* องค์ฌานใดปรากฏเด่น
* ปีติมีลักษณะอย่างไร
* สุขมีลักษณะอย่างไร
* เอกัคคตาตั้งมั่นเพียงใด
* จิตอยู่ในฌานได้นานเพียงใด
* อะไรเป็นเหตุให้ถอนออกจากฌาน
* มีความแตกต่างจากครั้งก่อนอย่างไร
การพิจารณาเช่นนี้มิใช่การคิดปรุงแต่งในขณะอยู่ในฌาน แต่เป็นการย้อนตรวจสอบ ภายหลังออกจากฌานแล้ว
ในระยะแรกอาจต้องใช้เวลาพิจารณาทีละองค์อย่างละเอียด แต่เมื่อชำนาญ เพียงน้อมจิตย้อนดู ก็สามารถรู้สภาวะต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน
ความชำนาญนี้เรียกว่า ปัจจเวกขณวสี คือความชำนาญในการพิจารณาหรือทบทวนฌาน
วสีข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงเพียงความรู้สึกว่า “สงบมาก” แต่สามารถพิจารณาได้ว่า ความสงบนั้นมีองค์ประกอบอย่างไร และเป็นฌานระดับใด
เหตุใดต้องฝึกวสี ๕
การได้ฌานครั้งหนึ่งกับการมีความชำนาญในฌานนั้นแตกต่างกัน
ผู้ที่ยังไม่ชำนาญ อาจ
* บางวันเข้าได้ บางวันเข้าไม่ได้
* เข้าได้แต่รักษาไว้ไม่ได้
* อยู่ได้แต่ไม่สามารถกำหนดเวลาออก
* ออกแล้วไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
* หรือเข้าใจผิดว่าสภาวะบางอย่างเป็นฌาน
ส่วนผู้มีวสี ย่อมรู้จักจิตของตนอย่างละเอียด
รู้ว่า จะน้อมจิตอย่างไร
รู้ว่า จะเข้าสู่อย่างไร
รู้ว่า จะดำรงอยู่อย่างไร
รู้ว่า จะออกเมื่อใด
และรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในฌานนั้นคืออะไร
ดังนั้น วสีจึงเป็นการเปลี่ยนจาก
“ฌานที่เกิดขึ้นแก่เรา”
ไปสู่
“ความชำนาญในการใช้และรู้จักฌาน”
วสี ๕ กับการเลื่อนฌาน
เมื่อผู้ปฏิบัติมีความชำนาญในฌานชั้นหนึ่งแล้ว จึงควรพิจารณาความละเอียดและความหยาบขององค์ฌานนั้น เพื่อก้าวไปสู่ฌานที่สูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในปฐมฌานมี
* วิตก
* วิจาร
* ปีติ
* สุข
* เอกัคคตา
เมื่อผู้ปฏิบัติมีความชำนาญในปฐมฌาน ย่อมสามารถพิจารณาเห็นว่า วิตกและวิจารยังเป็นองค์ที่หยาบ เพราะยังมีลักษณะของการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์และประคองจิตอยู่กับอารมณ์
เมื่อเห็นความหยาบของวิตกและวิจาร จิตย่อมโน้มไปหาความสงบที่ละเอียดกว่า จนสามารถละวิตกและวิจารแล้วเข้าถึง ทุติยฌาน
ต่อจากนั้น เมื่อชำนาญในทุติยฌาน ก็พิจารณาเห็นความกระเพื่อมของปีติ แล้วละปีติเข้าสู่ ตติยฌาน
เมื่อชำนาญในตติยฌาน ก็เห็นว่าสุขยังเป็นเวทนาที่ทำให้จิตมีความโน้มเอียงอยู่ จึงละสุขแล้วเข้าสู่ จตุตถฌาน อันมีอุเบกขาและเอกัคคตาเป็นองค์สำคัญ
ดังนั้น การเลื่อนฌานมิใช่การ “ผลักจิตให้สูงขึ้น” แต่เป็นการเห็นความหยาบขององค์เดิม แล้วปล่อยองค์นั้นไปตามธรรมชาติ
ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ
คำของครูบาอาจารย์โบราณที่ว่า
“ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ”
เป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งในการฝึกสมาธิ
การรีบร้อนอยากได้ฌานเร็ว ๆ มักทำให้จิตเกิดความอยาก ความคาดหวัง และความกดดัน ซึ่งทั้งหมดนี้กลับเป็นสิ่งรบกวนสมาธิ
การเจริญฌานจึงมิใช่การแข่งขันกับผู้อื่น และมิใช่การแข่งขันกับตนเอง
ควรฝึกทีละขั้น
ให้ขณิกสมาธิมั่นคง
ก่อนคิดถึงอุปจารสมาธิ
ให้อุปจารสมาธิมั่นคง
ก่อนหวังอัปปนาสมาธิ
ให้ฌานที่ได้มีความชำนาญ
ก่อนคิดเลื่อนไปสู่ฌานที่สูงขึ้น
ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรงมิได้เกิดจากการดึงยอดให้สูงขึ้น แต่เกิดจากการบำรุงรากให้มั่นคง
การฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน
ยิ่งรากฐานมั่นคง ความก้าวหน้าภายหลังยิ่งเป็นไปอย่างปลอดภัยและไม่ผิดพลาดง่าย
ข้อควรระวังในการฝึกวสี
การฝึกวสีไม่ควรกลายเป็นความพยายาม “ควบคุมจิต” ด้วยความอยากหรือการบังคับอย่างรุนแรง
เพราะหากเกิดความคิดว่า
“วันนี้ต้องเข้าฌานให้ได้”
“ต้องอยู่ให้ครบสองชั่วโมง”
“ต้องออกตรงเวลาทุกครั้ง”
ความอยากนั้นอาจกลายเป็นอุปสรรคเสียเอง
การกำหนดเวลาและการฝึกความชำนาญควรเป็นไปอย่างสงบ โดยถือว่าเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของจิต มิใช่การใช้อัตตาบังคับจิต
อีกทั้งประสบการณ์บางอย่าง เช่น ความนิ่ง ความว่าง ความสว่าง ความชา หรือความรู้สึกว่าร่างกายหายไป ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักตัดสินว่าเข้าฌานแล้วโดยลำพัง
ควรพิจารณาร่วมกับ
* ความสงบของนิวรณ์
* ความตั้งมั่นของจิต
* องค์ฌาน
* ความต่อเนื่องของสมาธิ
* และความสามารถในการเข้า ออก และพิจารณาสภาวะนั้นได้อย่างชัดเจน
สรุปวสี ๕
เมื่อจิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิแล้ว ผู้ปฏิบัติควรฝึกความชำนาญในฌาน ๕ ประการ คือ
๑. อาวัชชนวสี
นึกถึงอารมณ์แห่งฌานได้คล่อง
๒. สมาปัชชนวสี
เข้าสู่ฌานได้คล่อง
๓. อธิษฐานวสี
ดำรงอยู่ในฌานได้ตามสมควรแก่เวลาที่กำหนด
๔. วุฏฐานวสี
ออกจากฌานได้อย่างมีสติและคล่องแคล่ว
๕. ปัจจเวกขณวสี
ย้อนพิจารณาฌานและองค์ฌานได้อย่างชัดเจน
วสีทั้ง ๕ จึงเป็นเครื่องแสดงว่า สมาธิมิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือโดยบังเอิญ แต่จิตได้รับการอบรมจนรู้จักหนทางแห่งความสงบอย่างแท้จริง
เมื่อมีความชำนาญในฌานชั้นหนึ่งแล้ว การก้าวสู่ฌานที่ละเอียดขึ้นย่อมเป็นไปอย่างมีหลัก มีลำดับ และผิดพลาดได้ยากขึ้น
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรรีบร้อนแสวงหาฌานที่สูงกว่า หากควรทำฌานที่ตนเข้าถึงแล้วให้มั่นคงเสียก่อน
เพราะในทางภาวนา
ความลึกสำคัญกว่าความเร็ว
ความชำนาญสำคัญกว่าความหวือหวา
และความสม่ำเสมอสำคัญกว่าประสบการณ์พิเศษเพียงครั้งคราว
เมื่อฝึกอย่างมั่นคงและไม่ประมาท จิตย่อมค่อย ๆ เดินจากความสงบระดับหนึ่ง ไปสู่ความสงบที่ละเอียดกว่า จนกลายเป็นฐานอันมั่นคงสำหรับการเจริญปัญญาและการปล่อยวางกิเลสในขั้นต่อไป
วสี ๕ : ความชำนาญในฌาน
เมื่อผู้ปฏิบัติอบรมจิตจนเข้าถึง อัปปนาสมาธิ ได้แล้ว จึงนับว่าเข้าสู่ขั้นของฌาน และเรียกได้ว่าเป็น ฌายีบุคคล คือบุคคลผู้เพ่งหรือผู้มีฌาน
จากจุดนี้ การปฏิบัติมิได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะสามารถเข้าฌานได้ครั้งหนึ่ง หากต้องฝึกให้เกิด ความชำนาญในฌาน จนสามารถควบคุมการเข้า อยู่ ออก และพิจารณาฌานได้ตามสมควร
ความชำนาญนี้เรียกว่า วสี ๕ ได้แก่
๑. อาวัชชนวสี — ชำนาญในการนึกถึงอารมณ์ฌาน
๒. สมาปัชชนวสี — ชำนาญในการเข้าฌาน
๓. อธิษฐานวสี — ชำนาญในการดำรงฌาน
๔. วุฏฐานวสี — ชำนาญในการออกจากฌาน
๕. ปัจจเวกขณวสี — ชำนาญในการพิจารณาฌาน
กล่าวอย่างง่าย วสี ๕ คือการฝึกให้จิตมีความคล่องแคล่วต่อฌาน มิใช่เข้าฌานได้โดยบังเอิญ แต่สามารถรู้ทางเข้า รู้วิธีดำรงอยู่ รู้เวลาออก และรู้จักทบทวนสภาวะนั้นอย่างชัดเจน
๑. อาวัชชนวสี
ชำนาญในการนึกถึงอารมณ์ฌาน
ในระยะแรก ผู้ปฏิบัติอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะทำจิตให้สงบได้
ต้องค่อย ๆ ระลึกถึงอารมณ์กรรมฐาน ประคองจิตกลับมาเมื่อเผลอ พิจารณาอารมณ์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความฟุ้งซ่านลดลงและจิตเริ่มรวมตัว
แต่เมื่อฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง จิตจะคุ้นเคยกับอารมณ์ที่เคยนำไปสู่ฌานมากขึ้น
จากเดิมที่ต้องใช้เวลานาน
ก็เหลือเพียงระยะสั้น
จากเดิมที่ต้องคอยประคองหลายครั้ง
ก็สามารถน้อมจิตเข้าหาอารมณ์นั้นได้อย่างรวดเร็ว
จนในที่สุด เพียงระลึกถึงอารมณ์กรรมฐาน จิตก็พร้อมที่จะสงบและรวมตัวได้ทันที
ความชำนาญเช่นนี้เรียกว่า อาวัชชนวสี คือความชำนาญในการน้อมจิตหรือระลึกถึงอารมณ์แห่งฌาน
อาจเปรียบได้กับผู้ที่เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเป็นครั้งแรก ย่อมต้องดูทางอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินทางเส้นเดิมบ่อยครั้ง ย่อมจำทางได้ขึ้นใจ และสามารถไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาอีก
ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อจิตคุ้นเคยกับทางแห่งความสงบแล้ว เพียงน้อมจิตไปทางนั้น จิตย่อมรู้ทางของตนเอง
๒. สมาปัชชนวสี
ชำนาญในการเข้าฌาน
เมื่อรู้จักอารมณ์ที่นำจิตเข้าสู่ความสงบแล้ว ขั้นต่อไปคือการฝึก เข้าสู่ฌานให้คล่องแคล่ว
ในระยะแรก การเข้าสมาธิอาจเป็นไปอย่างช้า ๆ
จิตค่อย ๆ สงบจากความคิด
นิวรณ์ค่อย ๆ เบาบาง
ปีติและสุขค่อย ๆ ปรากฏ
ความเป็นหนึ่งของจิตค่อย ๆ เด่นขึ้น
ผู้ปฏิบัติควรสังเกตลำดับของจิตให้ชัดว่า จิตจากสภาพปกติค่อย ๆ เข้าสู่ความสงบอย่างไร มีสิ่งใดเป็นเหตุให้สมาธิแก่กล้าขึ้น และมีอุปสรรคใดทำให้จิตสะดุด
เมื่อเข้าใจลำดับเหล่านี้ดีแล้ว จึงฝึกให้การเข้าสู่ฌานรวดเร็วขึ้นตามลำดับ
จากที่เคยใช้เวลานาน อาจเหลือเพียงไม่กี่นาที
จากที่เคยต้องคอยประคองจิตอย่างมาก ก็สามารถปล่อยให้จิตดำเนินเข้าสู่ความสงบตามทางที่คุ้นเคย
จนเมื่อความชำนาญแก่กล้า เพียงน้อมจิตเข้าสู่อารมณ์ที่เหมาะสม จิตก็สามารถเข้าสู่ฌานได้โดยรวดเร็ว
ความชำนาญนี้เรียกว่า สมาปัชชนวสี คือความชำนาญในการเข้าสมาบัติหรือเข้าฌาน
ข้อสำคัญคือ ความรวดเร็วในการเข้าฌานมิได้เกิดจากการเร่งหรือบีบบังคับจิต แต่เกิดจากความคุ้นเคยที่สั่งสมขึ้นจากการฝึกอย่างถูกต้อง
๓. อธิษฐานวสี
ชำนาญในการดำรงฌาน
เมื่อเข้าฌานได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการฝึกให้จิตสามารถ ดำรงอยู่ในฌานได้ตามเวลาที่ตั้งใจ
ในระยะแรก อาจรักษาสมาธิไว้ได้เพียงช่วงสั้น ๆ แล้วจิตก็ถอนออกมาเอง
ผู้ปฏิบัติจึงควรฝึกจากระยะเวลาที่ตนสามารถทำได้จริงก่อน เช่น ตั้งใจดำรงอยู่ในความสงบเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่มระยะเวลาทีละน้อยเมื่อจิตมีกำลังมากขึ้น
หัวใจของการฝึกมิได้อยู่ที่การแข่งกับเวลา แต่คือความสามารถในการรักษาคุณภาพของสมาธิให้สม่ำเสมอ
หากกำหนดว่าจะอยู่ในฌานระยะหนึ่ง แล้วสามารถดำรงอยู่ได้โดยจิตไม่ฟุ้ง ไม่เสื่อมจากองค์ฌาน และออกได้ใกล้เคียงกับเวลาที่ตั้งใจไว้ ความชำนาญย่อมค่อย ๆ เกิดขึ้น
ความสามารถเช่นนี้เรียกว่า อธิษฐานวสี คือความชำนาญในการกำหนดหรือดำรงฌาน
คำว่า “อธิษฐาน” ในที่นี้ มิได้หมายถึงการอ้อนวอนขอสิ่งใด แต่หมายถึง การตั้งเจตนากำหนดจิตอย่างมั่นคง
ในคัมภีร์อาจกล่าวถึงการดำรงสมาธิเป็นเวลานานมาก แต่สำหรับผู้ปฏิบัติทั่วไป ไม่ควรนำระยะเวลาเป็นเครื่องตัดสินความก้าวหน้า เพราะความสำคัญอยู่ที่ความมั่นคง ความถูกต้อง และความสมดุลของกายกับจิต
๔. วุฏฐานวสี
ชำนาญในการออกจากฌาน
ผู้ที่เข้าฌานได้ ควรฝึกให้สามารถ ออกจากฌานได้อย่างมีสติและเป็นไปตามที่กำหนด
ในระยะแรก เมื่อจะออกจากสมาธิ อาจค่อย ๆ ถอนจิตออกจากความตั้งมั่นอย่างช้า ๆ
ผู้ปฏิบัติตั้งใจก่อนว่า
“บัดนี้จะออกจากฌาน”
จากนั้นจิตจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากความแนบแน่นในอารมณ์ กลับมารับรู้กาย ลมหายใจ และสิ่งแวดล้อมตามลำดับ
การฝึกเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเห็นความแตกต่างระหว่าง
* ขณะอยู่ในฌาน
* ขณะกำลังออกจากฌาน
* และขณะกลับมาสู่จิตปกติ
เมื่อทำซ้ำบ่อยครั้ง จิตจะเกิดความคล่องแคล่ว สามารถออกจากฌานได้ตามเวลาที่ตั้งใจ โดยไม่ต้องใช้เวลานาน
ความชำนาญนี้เรียกว่า วุฏฐานวสี คือความชำนาญในการออกจากฌาน
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพยายามถอนจิตอย่างกระชากหรือฉับพลันจนร่างกายเกิดความตกใจ ควรออกจากสมาธิด้วยความรู้ตัวและเป็นธรรมชาติ
เมื่อออกแล้ว ควรนั่งสงบอยู่ชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อให้กายและจิตปรับตัวอย่างสมดุล
๕. ปัจจเวกขณวสี
ชำนาญในการพิจารณาฌาน
เมื่อออกจากฌานแล้ว ไม่ควรรีบลุกขึ้นหรือหันไปสนใจเรื่องอื่นทันที
ควรใช้เวลาชั่วครู่ ย้อนพิจารณาสภาวะที่เพิ่งผ่านไป
เช่น
* จิตเข้าสู่ความสงบด้วยเหตุใด
* นิวรณ์สงบลงอย่างไร
* องค์ฌานใดปรากฏเด่น
* ปีติมีลักษณะอย่างไร
* สุขมีลักษณะอย่างไร
* เอกัคคตาตั้งมั่นเพียงใด
* จิตอยู่ในฌานได้นานเพียงใด
* อะไรเป็นเหตุให้ถอนออกจากฌาน
* มีความแตกต่างจากครั้งก่อนอย่างไร
การพิจารณาเช่นนี้มิใช่การคิดปรุงแต่งในขณะอยู่ในฌาน แต่เป็นการย้อนตรวจสอบ ภายหลังออกจากฌานแล้ว
ในระยะแรกอาจต้องใช้เวลาพิจารณาทีละองค์อย่างละเอียด แต่เมื่อชำนาญ เพียงน้อมจิตย้อนดู ก็สามารถรู้สภาวะต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน
ความชำนาญนี้เรียกว่า ปัจจเวกขณวสี คือความชำนาญในการพิจารณาหรือทบทวนฌาน
วสีข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงเพียงความรู้สึกว่า “สงบมาก” แต่สามารถพิจารณาได้ว่า ความสงบนั้นมีองค์ประกอบอย่างไร และเป็นฌานระดับใด
เหตุใดต้องฝึกวสี ๕
การได้ฌานครั้งหนึ่งกับการมีความชำนาญในฌานนั้นแตกต่างกัน
ผู้ที่ยังไม่ชำนาญ อาจ
* บางวันเข้าได้ บางวันเข้าไม่ได้
* เข้าได้แต่รักษาไว้ไม่ได้
* อยู่ได้แต่ไม่สามารถกำหนดเวลาออก
* ออกแล้วไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
* หรือเข้าใจผิดว่าสภาวะบางอย่างเป็นฌาน
ส่วนผู้มีวสี ย่อมรู้จักจิตของตนอย่างละเอียด
รู้ว่า จะน้อมจิตอย่างไร
รู้ว่า จะเข้าสู่อย่างไร
รู้ว่า จะดำรงอยู่อย่างไร
รู้ว่า จะออกเมื่อใด
และรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในฌานนั้นคืออะไร
ดังนั้น วสีจึงเป็นการเปลี่ยนจาก
“ฌานที่เกิดขึ้นแก่เรา”
ไปสู่
“ความชำนาญในการใช้และรู้จักฌาน”
วสี ๕ กับการเลื่อนฌาน
เมื่อผู้ปฏิบัติมีความชำนาญในฌานชั้นหนึ่งแล้ว จึงควรพิจารณาความละเอียดและความหยาบขององค์ฌานนั้น เพื่อก้าวไปสู่ฌานที่สูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในปฐมฌานมี
* วิตก
* วิจาร
* ปีติ
* สุข
* เอกัคคตา
เมื่อผู้ปฏิบัติมีความชำนาญในปฐมฌาน ย่อมสามารถพิจารณาเห็นว่า วิตกและวิจารยังเป็นองค์ที่หยาบ เพราะยังมีลักษณะของการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์และประคองจิตอยู่กับอารมณ์
เมื่อเห็นความหยาบของวิตกและวิจาร จิตย่อมโน้มไปหาความสงบที่ละเอียดกว่า จนสามารถละวิตกและวิจารแล้วเข้าถึง ทุติยฌาน
ต่อจากนั้น เมื่อชำนาญในทุติยฌาน ก็พิจารณาเห็นความกระเพื่อมของปีติ แล้วละปีติเข้าสู่ ตติยฌาน
เมื่อชำนาญในตติยฌาน ก็เห็นว่าสุขยังเป็นเวทนาที่ทำให้จิตมีความโน้มเอียงอยู่ จึงละสุขแล้วเข้าสู่ จตุตถฌาน อันมีอุเบกขาและเอกัคคตาเป็นองค์สำคัญ
ดังนั้น การเลื่อนฌานมิใช่การ “ผลักจิตให้สูงขึ้น” แต่เป็นการเห็นความหยาบขององค์เดิม แล้วปล่อยองค์นั้นไปตามธรรมชาติ
ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ
คำของครูบาอาจารย์โบราณที่ว่า
“ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ”
เป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งในการฝึกสมาธิ
การรีบร้อนอยากได้ฌานเร็ว ๆ มักทำให้จิตเกิดความอยาก ความคาดหวัง และความกดดัน ซึ่งทั้งหมดนี้กลับเป็นสิ่งรบกวนสมาธิ
การเจริญฌานจึงมิใช่การแข่งขันกับผู้อื่น และมิใช่การแข่งขันกับตนเอง
ควรฝึกทีละขั้น
ให้ขณิกสมาธิมั่นคง
ก่อนคิดถึงอุปจารสมาธิ
ให้อุปจารสมาธิมั่นคง
ก่อนหวังอัปปนาสมาธิ
ให้ฌานที่ได้มีความชำนาญ
ก่อนคิดเลื่อนไปสู่ฌานที่สูงขึ้น
ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรงมิได้เกิดจากการดึงยอดให้สูงขึ้น แต่เกิดจากการบำรุงรากให้มั่นคง
การฝึกจิตก็เช่นเดียวกัน
ยิ่งรากฐานมั่นคง ความก้าวหน้าภายหลังยิ่งเป็นไปอย่างปลอดภัยและไม่ผิดพลาดง่าย
ข้อควรระวังในการฝึกวสี
การฝึกวสีไม่ควรกลายเป็นความพยายาม “ควบคุมจิต” ด้วยความอยากหรือการบังคับอย่างรุนแรง
เพราะหากเกิดความคิดว่า
“วันนี้ต้องเข้าฌานให้ได้”
“ต้องอยู่ให้ครบสองชั่วโมง”
“ต้องออกตรงเวลาทุกครั้ง”
ความอยากนั้นอาจกลายเป็นอุปสรรคเสียเอง
การกำหนดเวลาและการฝึกความชำนาญควรเป็นไปอย่างสงบ โดยถือว่าเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของจิต มิใช่การใช้อัตตาบังคับจิต
อีกทั้งประสบการณ์บางอย่าง เช่น ความนิ่ง ความว่าง ความสว่าง ความชา หรือความรู้สึกว่าร่างกายหายไป ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักตัดสินว่าเข้าฌานแล้วโดยลำพัง
ควรพิจารณาร่วมกับ
* ความสงบของนิวรณ์
* ความตั้งมั่นของจิต
* องค์ฌาน
* ความต่อเนื่องของสมาธิ
* และความสามารถในการเข้า ออก และพิจารณาสภาวะนั้นได้อย่างชัดเจน
สรุปวสี ๕
เมื่อจิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิแล้ว ผู้ปฏิบัติควรฝึกความชำนาญในฌาน ๕ ประการ คือ
๑. อาวัชชนวสี
นึกถึงอารมณ์แห่งฌานได้คล่อง
๒. สมาปัชชนวสี
เข้าสู่ฌานได้คล่อง
๓. อธิษฐานวสี
ดำรงอยู่ในฌานได้ตามสมควรแก่เวลาที่กำหนด
๔. วุฏฐานวสี
ออกจากฌานได้อย่างมีสติและคล่องแคล่ว
๕. ปัจจเวกขณวสี
ย้อนพิจารณาฌานและองค์ฌานได้อย่างชัดเจน
วสีทั้ง ๕ จึงเป็นเครื่องแสดงว่า สมาธิมิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือโดยบังเอิญ แต่จิตได้รับการอบรมจนรู้จักหนทางแห่งความสงบอย่างแท้จริง
เมื่อมีความชำนาญในฌานชั้นหนึ่งแล้ว การก้าวสู่ฌานที่ละเอียดขึ้นย่อมเป็นไปอย่างมีหลัก มีลำดับ และผิดพลาดได้ยากขึ้น
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรรีบร้อนแสวงหาฌานที่สูงกว่า หากควรทำฌานที่ตนเข้าถึงแล้วให้มั่นคงเสียก่อน
เพราะในทางภาวนา
ความลึกสำคัญกว่าความเร็ว
ความชำนาญสำคัญกว่าความหวือหวา
และความสม่ำเสมอสำคัญกว่าประสบการณ์พิเศษเพียงครั้งคราว
เมื่อฝึกอย่างมั่นคงและไม่ประมาท จิตย่อมค่อย ๆ เดินจากความสงบระดับหนึ่ง ไปสู่ความสงบที่ละเอียดกว่า จนกลายเป็นฐานอันมั่นคงสำหรับการเจริญปัญญาและการปล่อยวางกิเลสในขั้นต่อไป