อานาปานสติ ๒๖๐๐ (สร้างกับ เอไอ)

จตุกะที่ ๑: กายานุปัสสนา (Body Observation)
๑.๑ พุทธพจน์แสดงขั้นตอนปฏิบัติ (จากอานาปานสติสูตร):
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ... นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้หน้าเฉพาะ เธอนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก:
ขั้นที่ ๑: หายใจเข้า-ออกยาว ก็รู้ชัด (Long Breath)
ขั้นที่ ๒: หายใจเข้า-ออกสั้น ก็รู้ชัด (Short Breath)
ขั้นที่ ๓: ศึกษาว่า 'เราจักกำหนดรู้ซึ่งกายทั้งปวง' หายใจเข้า-ออก (Whole Body Awareness)
ขั้นที่ ๔: ศึกษาว่า 'เราจักทำกายสังขารให้สงบระงับ' หายใจเข้า-ออก (Calming Bodily Formations)

๑.๒ ท่อนกำกับสติปัฏฐาน (จากมหาสติปัฏฐานสูตร):
ดังพรรณนามาฉะนี้
๑. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็น ภายในบ้าง (Internal Observation - สังเกตกายตนเอง)
๒. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็น ภายนอกบ้าง (External Observation - สังเกตกายผู้อื่นตามความเป็นจริง)
๓. ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (Internal and External Observation)
๔. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเกิดขึ้น ในกายบ้าง (Observing Arising Factors)
๕. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเสื่อมไป ในกายบ้าง (Observing Vanishing Factors)
๖. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง
๗. ก็หรือสติว่า "กายมีอยู่" ของเธอนั้น เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้า เพียงเพื่อให้รู้ (ญาณ) เพียงเพื่อให้ระลึก (ปะติสสะติ) เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย และย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำอย่างนี้แล

จตุกะที่ ๒: เวทนานุปัสสนา (Feeling Observation)

๒.๑ พุทธพจน์แสดงขั้นตอนปฏิบัติ (จากอานาปานสติสูตร):
เธอย่อมศึกษาว่า:
ขั้นที่ ๕: 'เราจักกำหนดรู้ซึ่งปีติ' หายใจเข้า-ออก (Rapture)
ขั้นที่ ๖: 'เราจักกำหนดรู้ซึ่งสุข' หายใจเข้า-ออก (Pleasure)
ขั้นที่ ๗: 'เราจักกำหนดรู้ซึ่งจิตตสังขาร' หายใจเข้า-ออก (Mental Formations)
ขั้นที่ ๘: 'เราจักทำจิตตสังขารให้สงบระงับ' หายใจเข้า-ออก (Calming Mental Formations)

๒.๒ ท่อนกำกับสติปัฏฐาน (จากมหาสติปัฏฐานสูตร):
ดังพรรณนามาฉะนี้
๑. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเป็น ภายในบ้าง (สังเกตความรู้สึกของตนเอง)
๒. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเป็น ภายนอกบ้าง (สังเกตความรู้สึกที่เกิดจากผู้อื่น)
๓. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
๔. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเกิดขึ้น ในเวทนาบ้าง
๕. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเสื่อมไป ในเวทนาบ้าง
๖. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในเวทนาบ้าง
๗. ก็หรือสติว่า "เวทนามีอยู่" ของเธอนั้น เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้า เพียงเพื่อให้รู้ เพียงเพื่อให้ระลึก เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย และย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เป็นประจำอย่างนี้แล

จตุกะที่ ๓: จิตตานุปัสสนา (Mind Observation)
๓.๑ พุทธพจน์แสดงขั้นตอนปฏิบัติ (จากอานาปานสติสูตร):
เธอย่อมศึกษาว่า:
ขั้นที่ ๙: 'เราจักกำหนดรู้ซึ่งจิต' หายใจเข้า-ออก (Experiencing the Mind)
ขั้นที่ ๑๐: 'เราจักทำจิตให้ร่าเริงยิ่ง' หายใจเข้า-ออก (Gladdening the Mind)
ขั้นที่ ๑๑: 'เราจักตั้งจิตมั่น' หายใจเข้า-ออก (Concentrating the Mind)
ขั้นที่ ๑๒: 'เราจักเปลื้องจิต' หายใจเข้า-ออก (Liberating the Mind)

๓.๒ ท่อนกำกับสติปัฏฐาน (จากมหาสติปัฏฐานสูตร):
ดังพรรณนามาฉะนี้
๑. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็น ภายในบ้าง (สังเกตสภาพจิตตนเอง)
๒. ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็น ภายนอกบ้าง (สังเกตสภาพจิตผู้อื่น)
๓. ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
๔. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเกิดขึ้น ในจิตบ้าง
๕. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเสื่อมไป ในจิตบ้าง
๖. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในจิตบ้าง
๗. ก็หรือสติว่า "จิตมีอยู่" ของเธอนั้น เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้า เพียงเพื่อให้รู้ เพียงเพื่อให้ระลึก เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย และย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำอย่างนี้แล

จตุกะที่ ๔: ธัมมานุปัสสนา (Truth Observation)

๔.๑ พุทธพจน์แสดงขั้นตอนปฏิบัติ (จากอานาปานสติสูตร):
เธอย่อมศึกษาว่า:
ขั้นที่ ๑๓: 'เราจักตามพิจารณาเห็นซึ่งความไม่เที่ยง' หายใจเข้า-ออก (Observing Inconstancy)
ขั้นที่ ๑๔: 'เราจักตามพิจารณาเห็นซึ่งความจางคลาย' หายใจเข้า-ออก (Observing Dispassion)
ขั้นที่ ๑๕: 'เราจักตามพิจารณาเห็นซึ่งความดับ' หายใจเข้า-ออก (Observing Cessation)
ขั้นที่ ๑๖: 'เราจักตามพิจารณาเห็นซึ่งความสลัดคืน' หายใจเข้า-ออก (Observing Relinquishment)

๔.๒ ท่อนกำกับสติปัฏฐาน (จากมหาสติปัฏฐานสูตร):
ดังพรรณนามาฉะนี้
๑. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็น ภายในบ้าง (สังเกตสภาวธรรมในตน)
๒. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็น ภายนอกบ้าง (สังเกตสภาวธรรมภายนอกตน)
๓. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
๔. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเกิดขึ้น ในธรรมบ้าง
๕. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ความเสื่อมไป ในธรรมบ้าง
๖. ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในธรรมบ้าง
๗. ก็หรือสติว่า "ธรรมมีอยู่" ของเธอนั้น เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้า เพียงเพื่อให้รู้ เพียงเพื่อให้ระลึก เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย และย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เป็นประจำอย่างนี้แล
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่