นิยายรักเรื่องแรกที่กลับมาเขียนอีกครั้ง หลังจากห่างจากงานเขียนไปนาน ฝากทัดชา ไหมทอง และคราม ไว้ด้วยนะคะ
.........
คุณเคยมีเพื่อนสนิทที่ไม่เคยพบหน้ากันเลยสักครั้งไหม...
ใครบางคน ที่คุณพูดคุยด้วยได้แทบทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังคำพูด ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น และรู้ดี ว่าแม้ในวันที่โลกทั้งใบดูไม่น่าอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีใครคนหนึ่งรอรับฟัง
สำหรับทัชชา...
นที คือคนคนนั้น
สิบปีของมิตรภาพที่เริ่มต้นจากโลกออนไลน์ สิบปีที่เธอคุ้นเคยกับเสียงของเขา โดยไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่ง เสียงเดียวกันนี่เองจะทำให้เธอแทบหมดแรง
"ฮัลโหล ทัช ทัช! ได้ยินหรือเปล่าเนี่ย"
ทัชชากะพริบตาปริบๆ สายตายังจับอยู่ที่การ์ดแต่งงานบนหน้าจอ
สติกลับมาแล้ว แล้วหัวใจล่ะ
"อื้ม ได้ยินแล้ว เมื่อกี้เหมือนสัญญาณมันจะขาดๆ หายๆ อ่ะ เลยไม่ได้ยิน" ทัชชาอ้อมแอ้มตอบ พยายามบังคับน้ำเสียงให้ฟังดูสดใส "เซอร์ไพรส์รับวันวาเลนไทม์เลยนะเนี่ย ยินดีด้วยนะที เมื่อไหร่เนี่ย เมื่อกี้ไม่ได้ดู"
"วันที่ 24 เดือนหน้าไง มัวแต่ขยายการ์ดดูชื่อล่ะสิ" อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "ถึงกับเซอร์ไพรส์เลยเหรอ"
"หงะ..แหงสิ" หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น นึกขอบคุณระยะทางที่ทำให้อีกฝ่ายไม่เห็นสีหน้าของเธอในเวลานี้
"มามั้ย ไม่ไกลเท่าไหร่นะ"
"จะไปยังไงล่ะ ให้ชั้นขับรถไปคนเดียวเนี่ยนะ"
"เออ ลืมไป ข้ามจังหวัดนี่หว่า 555" อีกฝ่ายเหมือนจะรู้จักหล่อนดีกว่าที่ทัชชารู้จักตัวเองเสียอีก นทีรู้ดีว่าหญิงสาวไม่ค่อย "กล้า" ที่จะขับรถออกนอกตัวจังหวัดของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรละ ..แม่สิงห์ทางเรียบแถมระยะสั้น.. หลายครั้งที่เขาล้อเลียนหล่อนว่าอย่างนั้น
"มาเถอะ ขากลับเดี๋ยวไปส่ง"
"บ้า" ทัชชาโยนเสียงหัวเราะกลับไป มันจะกลบความรู้สึกทุกอย่างที่อยู่ในใจได้ไหมหนอ " ไม่เอาอ่ะ เป็นภาระเปล่าๆ อีกอย่าง ถึงชั้นไปก็ต้องไปนั่งเด๋ออยู่คนเดียวในงาน เพื่อนที่ชั้นรู้จักก็มีแค่คนเดียว เป็นเจ้าบ่าวยืนอยู่บนเวทีโน่น ไว้สักพักเธอหายเหนื่อยแล้ว เราคงได้เจอกันเนอะ..รู้ใช่ป่าวว่าชั้นดีใจด้วย จริงๆ นะ"
"รู้ มาเหอะ กลับไม่ได้ก็จองโรงแรมนอนสักคืนก็สิ้นเรื่อง เดี๋ยวหาของอร่อยๆ ให้กิน ไม่ปล่อยให้เหงาหรอก เค้กในงานอร่อยนะ เพื่อนเจ้าบ่าวโสดๆ ก็เยอะ ฮ่าฮ่าฮ่า"
อย่าเสียงสั่นนะทัชชา เข้มแข็งเข้าไว้
"แหม ถ้าชั้นตกหลุมรักใครง่ายๆ ก็ดีสิ ว่าแต่แอบไปมีแฟนตอนไหนเนี่ย ไม่เห็นเคยบอก ไหนว่าแก่ตัวไปไม่ได้แต่งงานจะย้ายมาอยู่ข้างบ้านกันไง"
"ก็ตอนชั้นขอเธอแต่งงาน เธอไม่ตอบนี่"
"ขอตอนไหนอ่ะ ไม่ได้ขอ"
"ขอ"
"ไม่ได้ขอ"
"เออ ถึงจะดูเหมือนพูดเล่นแต่ชั้นจริงจังนะ"
ทางนั้นเงียบไปอีกรอบ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวชั้นจะขับรถขึ้นไปก่อนอยู่แล้ว จะแวะหาละกัน"
"ไม่ๆ อย่าเลย นี่เธอจะแต่งงานนะ เอาเป็นว่าให้มันเป็นช่วงเวลาพิเศษของเธอละกัน ไว้เจอกันตอนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วดีกว่า เอาเป็นว่าแค่เธอมีความสุขชั้นก็ดีใจแล้ว "
"จะสุขหรือจะอะไรยังไม่รู้เลย อนาคตมันไม่แน่นอนหรอก รุ่นพี่ที่ชั้นรู้จักฐานะดี หน้าที่การงานดี แต่งมาสิบปีแล้วยังหย่ากันได้เลย ไม่เคยเห็นทะเลาะกันสักครั้งด้วยนะ"
"ไม่หรอก ชั้นเชื่อว่ามันจะราบรื่น คนอย่างเธอเป็นคนที่คิดอะไรละเอียดรอบคอบเสมอ กว่าจะแต่งงานได้นี่ก็คงคิดมาถ้วนถี่แล้วแหละ"
"ไม่รู้สิ....." อีกฝ่ายนิ่งไปอีกรอบ
"...ทัช เราอยากให้มาจริงๆ นะ..."
.............
"ห๊ะ แกว่าไงนะทัช อยากไปเที่ยวคนเดียวสักพักเหรอ" หญิงสาวร่างสูงที่ยืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้า ยกมือขึ้นอังหน้าผากเพื่อนสองสามรอบ "ป่วยรึเปล่าเนี่ย"
ตลอดทั้งบ่าย ไหมทองก็พอมองออก ว่าทัชชาซึมๆ ไป ไม่คิดเลยว่าคำแรกของวันที่ได้พูดจากันหลังจากเปิดร้านก็คือแม่ตัวเล็กอยากลาพักร้อน
"เปล่า" ทัชชายักไหล่
"เปล่าแล้วเป็นไร ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตั้งแต่เมื่อกี้ละ นี่ถ้าชั้นไม่รู้จักแกดี ชั้นก็คงคิดว่าแกอกหักรักคุดแหง ไหน อะไร ยังไง เล่าสิ" ไหมทองลากเก้าอี้มานั่งตรงข้าม
"ไม่ได้เป็นไร ชั้นแค่เบื่อๆ เหมือนมันเหนื่อยอ่ะแก ตั้งแต่เราเปิดร้านมาหกปีนี่ ชั้นก็ยังไม่เคยไปเที่ยวไหนไกลๆ เลยนะ"
"แกก็ไปเที่ยวกับชั้นกับยายติ๊ดบ่อยๆ อยู่แล้วนี่ เอาอะไรไม่ได้ไปวะ”
อีกฝ่ายนิ่ง
“เออๆ แล้วแกอยากไปไหน"
"ไม่รู้สิ ทะเลมั้ง"
"ไปทะเล!!" ไหมทองแผดเสียงลั่น "แล้วไปยังไง"
"ก็ขับรถไปสิ" ทัชชาอ้อมแอ้มตอบ
"ขับรถไป โอ้โห ไปสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้านก่อนดีมะ ไม่เอาอ่ะ ไม่ให้ไป ถ้าแกไปใครจะช่วยชั้นดูร้านล่ะ"
"ก็ยายติ๊ดไง" ทัชชาหมายถึงหุ้นส่วนอีกหนึ่งหน่อของร้านที่บัดนี้เริ่มผันตัวไปช่วยแม่ครัวมือหนึ่งทำอาหารจนเข้าขั้นพอที่จะเรียกว่ามือทองได้แล้ว ถึงเจ้าตัวจะแอบเมาช่วงใกล้ปิดร้านบ่อยไปหน่อยก็เถอะ
"ก็รู้ว่ามันทำได้” ไหมทองลากเสียง “แต่ชั้นเป็นห่วงนี่นา ร้อยวันพันปีแกเคยขับรถทางไกลซะที่ไหน นอกจากจะไปกับพวกชั้น เอางี้ จะไปก็ไป แต่อย่าขับรถไปเองเลยแก ขอเหอะ ถ้าจะไปก็นั่งรถทัวร์ไป หรือไม่อถ้าอีทะเลที่แกอยากไปมันมีเครื่องบิน ก็นั่งเครื่องบินเถอะ ชั้นให้แกพักอาทิตย์นึงเลยเอ้า ว่าแต่...." ไหมทองเขม้นมองหน้าเพื่อน พยายามค้นหาความผิดปกติอีกครั้ง
"แกแน่ใจนะทัช ว่าไม่ได้เป็นอะไรอ่ะ"
....
อากาศทั้งวันแจ่มใส แต่กว่าทัชชาจะขับรถมาถึงที่หมายก็เย็นมากแล้ว
บังกะโลขาวสี่หลังนั้นตั้งอยู่นอกชายหาด แม้จะมีบ้านพักแค่ไม่กี่หลัง แต่ถนนก็เข้าถึงและอยู่ในทำเลที่เงียบสงบกว่าที่คิด
"คุณน้องเช็คอินก่อนได้เลยนะคะ ส่วนกระเป๋านี่ เดี๋ยวให้พี่พนักงานช่วยยกไปไว้ที่ห้องให้"
ทัชชาเหลียวไปมองหญิงสาวที่ผายมือไปยังเคาน์เตอร์เช็คอินของที่พัก นี่สินะ รุ่นพี่ที่ยายไหมพูดถึง
"ถ้าแกจะไปจริงๆ ชั้นจะจองที่พักให้ เป็นบังกะโลริมหาดของรุ่นพี่ชั้นเองแหละ เล็กหน่อยแต่ก็ใกล้หาดดี แกจะอยู่สักกี่คืนก็ได้ เดี๋ยวชั้นขอส่วนลดให้" ถึงปากจะแข็ง พูดจาโผงผาง แต่ไหมทองก็มักยืนหนึ่งในเรื่องตามใจทัชชาเสมอ
"โชคดีที่น้องไหมโทร.มาจองก่อนนะคะเนี่ย ได้หลังสุดท้ายพอดีเลย หลังนี้อยู่ใกล้ชายหาดสุดแล้วค่ะ เดินไปนิดเดียวก็ถึง เย็นๆ ออกไปเดินเล่นดูพระอาทิตย์ตกได้นะคะ สวยมากๆ เลย"
"ขอบคุณค่ะ" ทัชชายิ้มบางๆ ขอบคุณเจ้าของบ้านพัก นาทีนี้หล่อนแค่อยากอยู่คนเดียวในโลกของคนที่ไม่รู้จักแค่นั้นเอง
ทัชชาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแทบจะทันทีที่เข้าห้อง หน้าต่างบานโตจุดเดียวที่มี หันไปทางทิศใต้ ระเบียงเล็กๆ พร้อมโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อน เคาน์เตอร์กาแฟขนาดย่อมวางแก้วไว้สองใบ กาต้มน้ำไฟฟ้าใบจิ๋ว ชาและกาแฟสำเร็จรูป เสียงแอร์คอนดิชั่นครางต่ำ แม้ไม่ได้เย็นฉ่ำทันใจ แต่ก็ถือว่าเป็นห้องพักที่คุ้มค่าราคากันเองที่สุดในละแวกนี้แล้ว
"อ้อ ไปถึงแล้วโทร.บอกชั้นด้วยล่ะ บอกให้นั่งรถทัวร์ไปก็ไม่เอา แล้วก็ขับช้าๆ ด้วย ใครอยากแซงก็ให้เค้าแซงไป ว่าแต่เกือบสามร้อยโลเชียวนะแก ไหวแน่นะ" ก่อนมาไหมทองบ่นกระปอดกระแปดเพราะต้องแหกขี้ตาตื่นขับรถจากบ้านมาส่ง จริงๆ ด้วยความเร็วระดับทัชชาขับก็ไม่เคยเกินเก้าสิบอยู่แล้วนะ วีรกรรมขับรถตามรถขายไข่โดยไม่กล้าแซง ตอนที่หล่อนขับรถเป็นใหม่ๆ ยังเป็นเรื่องเด็ดที่ทำให้เก็บมาขำกันบ่อยๆ
"แล้วไปถึงไม่ใช่ไปขลุกตัวอยู่ในห้องล่ะ อยากเห็นทะเลก็ออกไปดูทะเลบ้าง แน่ใจนะ ว่าไม่ให้ชั้นไปเป็นเพื่อนอ่ะ"
..อย่าเลย..ทัชชาตอบเพื่อนไปว่าอย่างนั้น
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่ที่นอนหนานุ่ม นี่หล่อนดิ้นรนมาทำอะไรถึงที่นี่เนี่ย รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว ว่าไม่มีใครหนีความรู้สึกของตัวเองพ้นหรอก
"เราอยากให้มาจริงๆ นะ"
เสียงทุ้มๆ ของใครบางคนแทรกเข้ามาในความทรงจำอีกรอบ
พอแล้วทัชชา เลิกรู้สึกกับเรื่องที่ไม่ควรรู้สึกได้แล้ว
หญิงสาวยันตัวเองให้ลุก สุดท้ายหล่อนก็บังคับตัวเองให้ "ทำ" ในสิ่งที่ไม่อยากทำจนได้
...........
ทะเลสีฟ้าครามนั้นสวยอย่างที่มันควรจะสวยจริงๆ
ทัชชาเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดธรรมดากับกางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง หนีบรองเท้าแตะ ลัดเลาะไปยังทางเดินเล็กๆ หลังโขดหิน ไม่ถึงห้านาทีถัดมาพื้นดินก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทรายเม็ดอ่อนนุ่ม แสงแดดยามเย็นโรยลงแล้ว คงอีกพักหนึ่งกว่าฟ้าจะเปลี่ยนสี
หาดทรายไร้ผู้คน เห็นแต่ทิวคลื่นเตี้ยๆ ที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่ง เศรษฐกิจหลังโรคระบาดซบเซาลง แต่เหมือนคนทั้งโลกยังไม่ตื่นจากการจำศีล หลายปีที่ผ่านมา นอกจากเพื่อนในชีวิตจริงแบบไหมทองแล้ว ทัชชาก็มีแต่ "เขา"คนนั้นกระมัง ที่เป็นเพื่อนให้พักพิงใจอยู่เสมอ
"คนเราจะเป็นเพื่อนกันนานเป็นสิบปี โดยไม่เคยเจอหน้ากันได้ไงวะ" ไหมทองเคยวิจารณ์เขาว่าอย่างนั้น
"ก็เป็นแล้ว นี่ไง" ทัชชาหัวเราะ
"ส่วนใหญ่ไอ้ที่ชั้นเจอ ก็พวกแจกหนมจีบอ่ะ ไม่งั้นก็พวกขอดูนม" ไหมทองก้มลงมองไซส์หน้าอกตัวเองแล้วยักไหล่ "เป็นเพื่อนกันมาตั้งสิบปีนี่ ไม่คิดจะข้ามเฟรนด์โซนกันบ้างหรือไงวะ ถามจริง"
ทัชชานิ่ง
ตลอดมาหล่อนรู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่นะ
คนๆ หนึ่ง จะอยู่ในสถานะเพื่อนสนิท ที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้นานขนาดนี้เลยเหรอ
ทัชชาสูดลมหายใจลึกๆ
ลมทะเลโบกโบย จู่ๆ น้ำตาที่กลั้นไว้มานานก็ร่วงเผาะ
.....
จบตอนที่ 1
................
อ่านตอนต่อไปและติดตามเรื่องนี้ได้ที่
https://www.readawrite.com/c/a1a17bb9d805f41b24ad7f8fc71792fd
ขอบคุณค่ะ
จอดซ้ายที่ป้ายรัก (ตอนที่1) หากฉันรู้สักนิด | นิยายรักโรแมนติก
นิยายรักเรื่องแรกที่กลับมาเขียนอีกครั้ง หลังจากห่างจากงานเขียนไปนาน ฝากทัดชา ไหมทอง และคราม ไว้ด้วยนะคะ
.........
คุณเคยมีเพื่อนสนิทที่ไม่เคยพบหน้ากันเลยสักครั้งไหม...
ใครบางคน ที่คุณพูดคุยด้วยได้แทบทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังคำพูด ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น และรู้ดี ว่าแม้ในวันที่โลกทั้งใบดูไม่น่าอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีใครคนหนึ่งรอรับฟัง
สำหรับทัชชา...
นที คือคนคนนั้น
สิบปีของมิตรภาพที่เริ่มต้นจากโลกออนไลน์ สิบปีที่เธอคุ้นเคยกับเสียงของเขา โดยไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่ง เสียงเดียวกันนี่เองจะทำให้เธอแทบหมดแรง
"ฮัลโหล ทัช ทัช! ได้ยินหรือเปล่าเนี่ย"
ทัชชากะพริบตาปริบๆ สายตายังจับอยู่ที่การ์ดแต่งงานบนหน้าจอ
สติกลับมาแล้ว แล้วหัวใจล่ะ
"อื้ม ได้ยินแล้ว เมื่อกี้เหมือนสัญญาณมันจะขาดๆ หายๆ อ่ะ เลยไม่ได้ยิน" ทัชชาอ้อมแอ้มตอบ พยายามบังคับน้ำเสียงให้ฟังดูสดใส "เซอร์ไพรส์รับวันวาเลนไทม์เลยนะเนี่ย ยินดีด้วยนะที เมื่อไหร่เนี่ย เมื่อกี้ไม่ได้ดู"
"วันที่ 24 เดือนหน้าไง มัวแต่ขยายการ์ดดูชื่อล่ะสิ" อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "ถึงกับเซอร์ไพรส์เลยเหรอ"
"หงะ..แหงสิ" หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น นึกขอบคุณระยะทางที่ทำให้อีกฝ่ายไม่เห็นสีหน้าของเธอในเวลานี้
"มามั้ย ไม่ไกลเท่าไหร่นะ"
"จะไปยังไงล่ะ ให้ชั้นขับรถไปคนเดียวเนี่ยนะ"
"เออ ลืมไป ข้ามจังหวัดนี่หว่า 555" อีกฝ่ายเหมือนจะรู้จักหล่อนดีกว่าที่ทัชชารู้จักตัวเองเสียอีก นทีรู้ดีว่าหญิงสาวไม่ค่อย "กล้า" ที่จะขับรถออกนอกตัวจังหวัดของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรละ ..แม่สิงห์ทางเรียบแถมระยะสั้น.. หลายครั้งที่เขาล้อเลียนหล่อนว่าอย่างนั้น
"มาเถอะ ขากลับเดี๋ยวไปส่ง"
"บ้า" ทัชชาโยนเสียงหัวเราะกลับไป มันจะกลบความรู้สึกทุกอย่างที่อยู่ในใจได้ไหมหนอ " ไม่เอาอ่ะ เป็นภาระเปล่าๆ อีกอย่าง ถึงชั้นไปก็ต้องไปนั่งเด๋ออยู่คนเดียวในงาน เพื่อนที่ชั้นรู้จักก็มีแค่คนเดียว เป็นเจ้าบ่าวยืนอยู่บนเวทีโน่น ไว้สักพักเธอหายเหนื่อยแล้ว เราคงได้เจอกันเนอะ..รู้ใช่ป่าวว่าชั้นดีใจด้วย จริงๆ นะ"
"รู้ มาเหอะ กลับไม่ได้ก็จองโรงแรมนอนสักคืนก็สิ้นเรื่อง เดี๋ยวหาของอร่อยๆ ให้กิน ไม่ปล่อยให้เหงาหรอก เค้กในงานอร่อยนะ เพื่อนเจ้าบ่าวโสดๆ ก็เยอะ ฮ่าฮ่าฮ่า"
อย่าเสียงสั่นนะทัชชา เข้มแข็งเข้าไว้
"แหม ถ้าชั้นตกหลุมรักใครง่ายๆ ก็ดีสิ ว่าแต่แอบไปมีแฟนตอนไหนเนี่ย ไม่เห็นเคยบอก ไหนว่าแก่ตัวไปไม่ได้แต่งงานจะย้ายมาอยู่ข้างบ้านกันไง"
"ก็ตอนชั้นขอเธอแต่งงาน เธอไม่ตอบนี่"
"ขอตอนไหนอ่ะ ไม่ได้ขอ"
"ขอ"
"ไม่ได้ขอ"
"เออ ถึงจะดูเหมือนพูดเล่นแต่ชั้นจริงจังนะ"
ทางนั้นเงียบไปอีกรอบ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวชั้นจะขับรถขึ้นไปก่อนอยู่แล้ว จะแวะหาละกัน"
"ไม่ๆ อย่าเลย นี่เธอจะแต่งงานนะ เอาเป็นว่าให้มันเป็นช่วงเวลาพิเศษของเธอละกัน ไว้เจอกันตอนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วดีกว่า เอาเป็นว่าแค่เธอมีความสุขชั้นก็ดีใจแล้ว "
"จะสุขหรือจะอะไรยังไม่รู้เลย อนาคตมันไม่แน่นอนหรอก รุ่นพี่ที่ชั้นรู้จักฐานะดี หน้าที่การงานดี แต่งมาสิบปีแล้วยังหย่ากันได้เลย ไม่เคยเห็นทะเลาะกันสักครั้งด้วยนะ"
"ไม่หรอก ชั้นเชื่อว่ามันจะราบรื่น คนอย่างเธอเป็นคนที่คิดอะไรละเอียดรอบคอบเสมอ กว่าจะแต่งงานได้นี่ก็คงคิดมาถ้วนถี่แล้วแหละ"
"ไม่รู้สิ....." อีกฝ่ายนิ่งไปอีกรอบ
"...ทัช เราอยากให้มาจริงๆ นะ..."
.............
"ห๊ะ แกว่าไงนะทัช อยากไปเที่ยวคนเดียวสักพักเหรอ" หญิงสาวร่างสูงที่ยืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้า ยกมือขึ้นอังหน้าผากเพื่อนสองสามรอบ "ป่วยรึเปล่าเนี่ย"
ตลอดทั้งบ่าย ไหมทองก็พอมองออก ว่าทัชชาซึมๆ ไป ไม่คิดเลยว่าคำแรกของวันที่ได้พูดจากันหลังจากเปิดร้านก็คือแม่ตัวเล็กอยากลาพักร้อน
"เปล่า" ทัชชายักไหล่
"เปล่าแล้วเป็นไร ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตั้งแต่เมื่อกี้ละ นี่ถ้าชั้นไม่รู้จักแกดี ชั้นก็คงคิดว่าแกอกหักรักคุดแหง ไหน อะไร ยังไง เล่าสิ" ไหมทองลากเก้าอี้มานั่งตรงข้าม
"ไม่ได้เป็นไร ชั้นแค่เบื่อๆ เหมือนมันเหนื่อยอ่ะแก ตั้งแต่เราเปิดร้านมาหกปีนี่ ชั้นก็ยังไม่เคยไปเที่ยวไหนไกลๆ เลยนะ"
"แกก็ไปเที่ยวกับชั้นกับยายติ๊ดบ่อยๆ อยู่แล้วนี่ เอาอะไรไม่ได้ไปวะ”
อีกฝ่ายนิ่ง
“เออๆ แล้วแกอยากไปไหน"
"ไม่รู้สิ ทะเลมั้ง"
"ไปทะเล!!" ไหมทองแผดเสียงลั่น "แล้วไปยังไง"
"ก็ขับรถไปสิ" ทัชชาอ้อมแอ้มตอบ
"ขับรถไป โอ้โห ไปสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้านก่อนดีมะ ไม่เอาอ่ะ ไม่ให้ไป ถ้าแกไปใครจะช่วยชั้นดูร้านล่ะ"
"ก็ยายติ๊ดไง" ทัชชาหมายถึงหุ้นส่วนอีกหนึ่งหน่อของร้านที่บัดนี้เริ่มผันตัวไปช่วยแม่ครัวมือหนึ่งทำอาหารจนเข้าขั้นพอที่จะเรียกว่ามือทองได้แล้ว ถึงเจ้าตัวจะแอบเมาช่วงใกล้ปิดร้านบ่อยไปหน่อยก็เถอะ
"ก็รู้ว่ามันทำได้” ไหมทองลากเสียง “แต่ชั้นเป็นห่วงนี่นา ร้อยวันพันปีแกเคยขับรถทางไกลซะที่ไหน นอกจากจะไปกับพวกชั้น เอางี้ จะไปก็ไป แต่อย่าขับรถไปเองเลยแก ขอเหอะ ถ้าจะไปก็นั่งรถทัวร์ไป หรือไม่อถ้าอีทะเลที่แกอยากไปมันมีเครื่องบิน ก็นั่งเครื่องบินเถอะ ชั้นให้แกพักอาทิตย์นึงเลยเอ้า ว่าแต่...." ไหมทองเขม้นมองหน้าเพื่อน พยายามค้นหาความผิดปกติอีกครั้ง
"แกแน่ใจนะทัช ว่าไม่ได้เป็นอะไรอ่ะ"
....
อากาศทั้งวันแจ่มใส แต่กว่าทัชชาจะขับรถมาถึงที่หมายก็เย็นมากแล้ว
บังกะโลขาวสี่หลังนั้นตั้งอยู่นอกชายหาด แม้จะมีบ้านพักแค่ไม่กี่หลัง แต่ถนนก็เข้าถึงและอยู่ในทำเลที่เงียบสงบกว่าที่คิด
"คุณน้องเช็คอินก่อนได้เลยนะคะ ส่วนกระเป๋านี่ เดี๋ยวให้พี่พนักงานช่วยยกไปไว้ที่ห้องให้"
ทัชชาเหลียวไปมองหญิงสาวที่ผายมือไปยังเคาน์เตอร์เช็คอินของที่พัก นี่สินะ รุ่นพี่ที่ยายไหมพูดถึง
"ถ้าแกจะไปจริงๆ ชั้นจะจองที่พักให้ เป็นบังกะโลริมหาดของรุ่นพี่ชั้นเองแหละ เล็กหน่อยแต่ก็ใกล้หาดดี แกจะอยู่สักกี่คืนก็ได้ เดี๋ยวชั้นขอส่วนลดให้" ถึงปากจะแข็ง พูดจาโผงผาง แต่ไหมทองก็มักยืนหนึ่งในเรื่องตามใจทัชชาเสมอ
"โชคดีที่น้องไหมโทร.มาจองก่อนนะคะเนี่ย ได้หลังสุดท้ายพอดีเลย หลังนี้อยู่ใกล้ชายหาดสุดแล้วค่ะ เดินไปนิดเดียวก็ถึง เย็นๆ ออกไปเดินเล่นดูพระอาทิตย์ตกได้นะคะ สวยมากๆ เลย"
"ขอบคุณค่ะ" ทัชชายิ้มบางๆ ขอบคุณเจ้าของบ้านพัก นาทีนี้หล่อนแค่อยากอยู่คนเดียวในโลกของคนที่ไม่รู้จักแค่นั้นเอง
ทัชชาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแทบจะทันทีที่เข้าห้อง หน้าต่างบานโตจุดเดียวที่มี หันไปทางทิศใต้ ระเบียงเล็กๆ พร้อมโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อน เคาน์เตอร์กาแฟขนาดย่อมวางแก้วไว้สองใบ กาต้มน้ำไฟฟ้าใบจิ๋ว ชาและกาแฟสำเร็จรูป เสียงแอร์คอนดิชั่นครางต่ำ แม้ไม่ได้เย็นฉ่ำทันใจ แต่ก็ถือว่าเป็นห้องพักที่คุ้มค่าราคากันเองที่สุดในละแวกนี้แล้ว
"อ้อ ไปถึงแล้วโทร.บอกชั้นด้วยล่ะ บอกให้นั่งรถทัวร์ไปก็ไม่เอา แล้วก็ขับช้าๆ ด้วย ใครอยากแซงก็ให้เค้าแซงไป ว่าแต่เกือบสามร้อยโลเชียวนะแก ไหวแน่นะ" ก่อนมาไหมทองบ่นกระปอดกระแปดเพราะต้องแหกขี้ตาตื่นขับรถจากบ้านมาส่ง จริงๆ ด้วยความเร็วระดับทัชชาขับก็ไม่เคยเกินเก้าสิบอยู่แล้วนะ วีรกรรมขับรถตามรถขายไข่โดยไม่กล้าแซง ตอนที่หล่อนขับรถเป็นใหม่ๆ ยังเป็นเรื่องเด็ดที่ทำให้เก็บมาขำกันบ่อยๆ
"แล้วไปถึงไม่ใช่ไปขลุกตัวอยู่ในห้องล่ะ อยากเห็นทะเลก็ออกไปดูทะเลบ้าง แน่ใจนะ ว่าไม่ให้ชั้นไปเป็นเพื่อนอ่ะ"
..อย่าเลย..ทัชชาตอบเพื่อนไปว่าอย่างนั้น
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่ที่นอนหนานุ่ม นี่หล่อนดิ้นรนมาทำอะไรถึงที่นี่เนี่ย รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว ว่าไม่มีใครหนีความรู้สึกของตัวเองพ้นหรอก
"เราอยากให้มาจริงๆ นะ"
เสียงทุ้มๆ ของใครบางคนแทรกเข้ามาในความทรงจำอีกรอบ
พอแล้วทัชชา เลิกรู้สึกกับเรื่องที่ไม่ควรรู้สึกได้แล้ว
หญิงสาวยันตัวเองให้ลุก สุดท้ายหล่อนก็บังคับตัวเองให้ "ทำ" ในสิ่งที่ไม่อยากทำจนได้
...........
ทะเลสีฟ้าครามนั้นสวยอย่างที่มันควรจะสวยจริงๆ
ทัชชาเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดธรรมดากับกางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง หนีบรองเท้าแตะ ลัดเลาะไปยังทางเดินเล็กๆ หลังโขดหิน ไม่ถึงห้านาทีถัดมาพื้นดินก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทรายเม็ดอ่อนนุ่ม แสงแดดยามเย็นโรยลงแล้ว คงอีกพักหนึ่งกว่าฟ้าจะเปลี่ยนสี
หาดทรายไร้ผู้คน เห็นแต่ทิวคลื่นเตี้ยๆ ที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่ง เศรษฐกิจหลังโรคระบาดซบเซาลง แต่เหมือนคนทั้งโลกยังไม่ตื่นจากการจำศีล หลายปีที่ผ่านมา นอกจากเพื่อนในชีวิตจริงแบบไหมทองแล้ว ทัชชาก็มีแต่ "เขา"คนนั้นกระมัง ที่เป็นเพื่อนให้พักพิงใจอยู่เสมอ
"คนเราจะเป็นเพื่อนกันนานเป็นสิบปี โดยไม่เคยเจอหน้ากันได้ไงวะ" ไหมทองเคยวิจารณ์เขาว่าอย่างนั้น
"ก็เป็นแล้ว นี่ไง" ทัชชาหัวเราะ
"ส่วนใหญ่ไอ้ที่ชั้นเจอ ก็พวกแจกหนมจีบอ่ะ ไม่งั้นก็พวกขอดูนม" ไหมทองก้มลงมองไซส์หน้าอกตัวเองแล้วยักไหล่ "เป็นเพื่อนกันมาตั้งสิบปีนี่ ไม่คิดจะข้ามเฟรนด์โซนกันบ้างหรือไงวะ ถามจริง"
ทัชชานิ่ง
ตลอดมาหล่อนรู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่นะ
คนๆ หนึ่ง จะอยู่ในสถานะเพื่อนสนิท ที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้นานขนาดนี้เลยเหรอ
ทัชชาสูดลมหายใจลึกๆ
ลมทะเลโบกโบย จู่ๆ น้ำตาที่กลั้นไว้มานานก็ร่วงเผาะ
.....
จบตอนที่ 1
................
อ่านตอนต่อไปและติดตามเรื่องนี้ได้ที่
https://www.readawrite.com/c/a1a17bb9d805f41b24ad7f8fc71792fd
ขอบคุณค่ะ