จอดซ้ายที่ป้ายรัก | นิยายรักของผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องมีความรักแล้ว (ตอนที่ 2 ยินดีที่ไม่รู้จัก)



 
 
ชายหนุ่มวัยใกล้สามสิบหน้าคมผมยุ่งด้วยแรงลม ลดกล้องไซด์คอมแพ็คในมือลง เมื่อเห็นหญิงสาวในเฟรมถ่ายภาพของตัวเอง เดินจากชายหาดเข้าใกล้เกลียวคลื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

จริงๆ เขาก็เห็นหล่อนมาสักพักละ ตั้งแต่ร่างเล็กๆ นั่นโผล่เข้ามาในกล้อง เดินลากขาสั้นๆ ดุ่มๆ ไปจนถึงชายหาด

มันควรจะเป็นภาพที่โรแมนติกสิ !! อย่างน้อยการเติมเต็มสิ่งมีชีวิตในภาพ ก็ทำให้ภาพที่ได้มีชีวิตชีวา ต่างจากภาพชายหาดโล่งๆ ที่เขาถ่ายได้มาหลายวันบ้าง แต่ไหล่ที่ห่อลงพร้อมๆ กับมือที่ยกขึ้นปิดใบหน้าเมื่อเกลียวคลื่นระลอกแรกแตะเท้า ก็ทำเอาเขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

เซนท์ของช่างภาพมืออาชีพ ที่มักจะได้รับและถ่ายทอดเรื่องราว ผ่านมุมมองของกล้องมาหลายปีบอกเขาว่า นี่มันไม่ปกติ

ชายหนุ่มยกกล้องขึ้นส่องอีกครั้ง คราวนี้หมุนเลนส์ให้ซูมเข้าไปให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนั่นก็ทำให้เขาเห็นรายละเอียดของหญิงสาวมากขึ้น

ผมสีน้ำตาลยาวจนถึงเกือบกลางหลังนั้นถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆ เหมือนไม่ตั้งใจ เสื้อยืดสีขาวลายการ์ตูนตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นสีเทายาวละต้นขาลงมาจนเกือบถึงเข่า ข่มให้ร่างบางๆ นั้นแลดูตัวเล็กตัวน้อยลงไปอีก 

หญิงสาวเหม่อมองไปยังผืนทะเลสีฟ้าใส ก่อนสาวเท้าลึกลงไปในทะเลอีกก้าวหนึ่ง

ชายหนุ่มลดกล้องลงพร้อมกับนิ่งคิด ภาพที่เห็นนั้นแลดูคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

..มันคือความเศร้า..

หืม…

เท้าไวเท่าความคิด ครามลดกล้องในมือลงก่อนรีบสาวเท้าจ้ำพรวดๆ มุ่งหน้าไปยังชายหาด

ชิuหายแล้ว ...เคมีในสมองพุ่งพรวด ต้องรีบเลย ครามบอกขาตัวเองว่าอย่างนั้น

ไม่ถึงสามนาทีกระมัง ร่างสูงๆ ที่จ้ำพรวดๆ ไม่คิดชีวิตก็ลงมายืนอยู่ห่างจากร่างเล็กๆ นั่นไม่ถึง 20 เมตร

"ป้า จะทำไรน่ะ"

ชายหนุ่มใช้เสียงนำไปก่อน อย่างน้อยร่างนั้น คงไม่ตัดสินใจเดินลึกลงไปอีกก้าวหรอกนะ

หญิงสาวที่ยืนหันหลังให้ โดยมีน้ำทะเลท่วมถึงหัวเข่าสะดุ้งเฮือก ก่อนหันมามองหน้าเขา

ไม่สิ..ไม่ใช่ป้า 

พอได้มาสบตากันใกล้ๆ ครามก็จับความเศร้าที่เป็นริ้วไหวอยู่ในสายตาคู่นั้นได้

"จะคิดสั้นรึไง แถวนี้คลื่นลมไม่แรงหรอกนะ ถ้าอยากฆ่าตัวตายก็ต้องไปอีกฝั่งนึงโน่น ทางโน้นน่ะ โขดหินเยอะ ผาก็สูงดี รับรองได้ตายสมใจอยาก"

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ 

"น..นายเป็นใครอ่ะ" ทัชชาถอยกรูด

ชิบหะ หะ หาย ละ..รอบสอง
 
"ไม่รู้สิ ชาวประมงมั๊ง"

ทัชชามองหน้าชายหนุ่ม ใบหน้าสะอาดสะอ้านนั้นไม่ใช่ชาวประมงแน่ ชาวประมงที่ไหนจะถือกล้องแทนที่จะถือ เอ่อ..ถืออะไรนะ เบ็ดเหรอ เบ็ดใช่รึเปล่า ชาวประมงต้องถือเบ็ดแน่นอน หล่อนคิดว่าอย่างนั้น

"โกหก อย่ามายุ่งกับชั้นนะ"

หญิงสาวไม่ได้ตวาดแหวแต่น้ำเสียงตึงเครียด ร่างบางๆ นั้นถอยหลังลึกลงไปในผืนน้ำอีก คราวนี้ครามต้องตัดสินใจก้าวตามลงไปในทะเลด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ก็ไม่ได้อยากยุ่ง แค่จะบอกว่าเวลาศพขึ้นอืดน่ะ มันอุจาด บางศพอยู่ในทะเลหลายวัน เนื้องี้ เปื่อยยุ่ยเชียว ญาติพี่น้องหาไม่เจอก็มี๊ นี่พูดเฉยๆ นะ"

ทัชชาถอยพยายามถอยห่างจากเขา แต่ดูเหมือนยิ่งถอย ฝ่ายนั้นก็ยิ่งตามมาอยู่ดี

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย !!

"มันเรื่องของชั้นอ่ะ ถอยไปนะ" ทัชชาเริ่มกลัว แถวนี้มีใครอยู่บ้างมั้ยเนี่ย ถะ..ถ้าตะโกนคนจะได้ยินมั้ย

แล้วจะถอยลึกลงไปทำไมล้าว ครามก้าวพรวดตามลงไปจนระดับน้ำถึงเอวแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังถอยไม่หยุด 

เอาไงดีวะ กล้องก็อยู่ในมือซะด้วย
 
คลื่นสีขาวลูกใหญ่ซัดมาอีกลูก ประจวบเหมาะกับที่ร่างนั้นก้าวลึกลงไปจนน้ำเกือบถึงอก

แล้วก็เป็นอย่างที่คิด

..โอ๊ะ..

"เฮ้ย...." ครามผวาเข้าคว้าเมื่อร่างบางๆ นั้นจมหายลงไปในฟองคลื่นในชั่วพริบตา

ชิuหายแล้วกู....ครามแทบร้องเมื่อเขาจุ่มกล้องในมือลงสู่น้ำทะเลโดยไม่มีเสียง ในขณะที่มืออีกข้าง คว้าแขนเล็กๆ ข้างนั้นไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
เชี้ยยยยย....

....

ทัชชานั่งหนาว หน้าซีด ปากสั่นอยู่บนหาด อาการสำลักน้ำยังคงไม่หายไปไหน ตาก็แสบ จมูกก็แสบ แถมยังมีชายหนุ่มหน้าหงิกที่จับกล้องของตัวเองที่งมขึ้นมาจากทะเลหมาดๆ มายืนจ้องหล่อนอย่างเอาเป็นเอาตายอีกด้วย

ความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งคู่มาเกือบห้านาทีแล้ว ฟ้าสีทึมขึ้นเรื่อยๆ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่หาดนี้น่าจะสวย แต่นาทีนี้กลับมีแต่ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหน้าซีดตาแดงตัวสั่น เพราะทั้งตกใจทั้งหนาว ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนยืนถือกล้องพลิกไปพลิกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก

"ชะ..ชั้นไม่ได้อยากฆ่าตัวตายนะ ไม่ใช่ความผิดชั้นซะหน่อย" ทัชชาขยับปากอ้อมแอ้มบอกเขา ใจนึงก็รู้สึกขอบคุณที่เขาอุตส่าห์ช่วยดึงหล่อนขึ้นมาก่อนที่คลื่นจะลากหล่อนลงไปลึกกว่านั้น แต่อีกใจนึง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด

ชายหนุ่มกรอกตาเงยหน้าขึ้นมองฟ้า มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือกล้องยกขึ้นฟาดลมเบาๆ เหมือนพยายามกลืนความหวังดีที่สูญเปล่าลงไป นี่มันเป็นความซวยซับซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนของเขาเองสินะ

และความซวยนั้นดูเหมือนไม่ยอมสิ้นสุด

ความซวยมันเริ่มจากตรงไหนนะ ใช่ เริ่มจากตอนที่เขาตกงานเพราะนิตยสารที่เขาเป็นช่างภาพประจำให้มาเกือบสิบปีปิดตัวลงรึเปล่า

หรือเกิดขึ้น ตอนที่คนที่เขาคิดจะจับมือเคียงข้างกันไปตลอดชีวิตบอกเลิก

ครามนิ่งคิด

เกือบสองปีแล้วตั้งแต่ครามถูกเลิกจ้างจากนิตยสารฉบับนั้น ไม่ลำพังแต่ครามหรอก แม้แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็ทยอยกันโดนจ้างออก นับตั้งแต่ผู้คนหันไปหาสื่อบันเทิงออนไลน์ นิตยสารหลายหัวก็ทยอยหายไป ผู้คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่เคยมีรายได้ประจำ จากอาชีพที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อิจฉาของใครอีกหลายคน ก็กลายเป็นภาระของครอบครัวหรือแม้แต่ตัวเอง

บางครั้งทางรอดก็ไม่ใช่ทางเลือก เพื่อนร่วมงานของครามหลายคนหันไปทำอาชีพอื่น รุ่นพี่ที่อายุมากหน่อยก็ย้ายออกจากเมืองหลวงไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างจังหวัด แต่คนอย่างครามที่ยังไม่มีที่ไปก็ยังคงพยายามหาวิธีอยู่รอดให้ได้ในสถานการณ์แบบนี้

"เฮ้ย..ก็มาทำร้านกาแฟกับกูดิ่ ไหนว่าไปเรียนชงกาแฟมาไม่ใช่เหรอ"

รุ่นพี่ของครามที่เอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนทำร้านกาแฟชักชวน เพราะเห็นว่าครามยังไม่มีจุดหมายอื่น ในภาวะที่สื่อสิ่งพิมพ์ค่อยๆ ทยอยตายลง การหางานใหม่ในสายเดิมนั้นมันก็ยากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

"ผมเรียนมาชงกินเองนะพี่" ครามบอกพี่ทดไปว่าอย่างนั้น ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่อายุเข้าใกล้เลขห้าเข้าไปทุกทีพยักหน้ารับรู้

"มันจะแตกต่างกันตรงไหนวะ ชงกินเองอร่อย ก็ชงให้คนอื่นกินได้ อีกอย่าง เดี๋ยวนี้ผู้คนเค้าไม่ได้เน้นที่รสชาติอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ เอ็งเห็นมะ เดี๋ยวนี้เค้าไปร้านกาแฟ ร้านคาเฟ่ ถ่ายรูปลงโซเชียลกันทั้งนั้น กูจะแต่งร้านให้งามๆ แนวๆ เลย ไปเตรียมตัวได้ เดี๋ยวกูทำเสร็จกูจะเรียก..."

เดี๋ยวกูทำเสร็จ กูจะเรียก.....

นั่นมันเกือบปีมาแล้วมั้ยนะ

แล้วไง นี่สมบัติส่วนตัวที่พอจะขายกินได้ยังจะมาพังอีก

"ขอโทษละกันถ้าชั้นทำให้นายเข้าใจผิด ชั้น เอ่อ จะซ่อมกล้องนี่ให้ละกัน"

ซ่อมเหรอ..ครามก้มลงมองดูกล้องตัวเล็กในมือ ความที่คร่ำหวอดอยู่ในอาชีพมานาน ทำให้เขารู้ว่าน้ำทะเลนั้นทำร้ายตัวกล้องได้มากขนาดไหน 

ชายหนุ่มพยายามใช้ชายเสื้อชื้นๆ เช็ดตัวกล้อง ทั้งที่รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์

"ช่างเถอะ" หมดแล้วกล้องกู ครามถอนหายใจแรงๆ จะขายกินซะหน่อย สงสัยคงต้องได้ใช้เงินก้อนสุดท้ายไปออกรถขายเต้าฮวยกันก็คราวนี้

"ชั้นจะออกค่าซ่อมให้ จริงๆ " ทัชชายืนยัน อย่างน้อยก็ไม่ควรมีใครต้องเสียหาย เพียงเพราะหวังดีกับชีวิตคนอื่น ถึงแม้จะเป็นความหวังดีที่หล่อนไม่ต้องการก็เถอะ

"คุณรู้มั้ยว่ามันตัวละเท่าไหร่"

ทัชชาส่ายหน้า

"สี่หมื่น" 

"ห๊ะ !!" สี่หมื่นเนี่ยนะ” ไม่ใช่ละ ขอถอนคำพูดที่หล่อนนึกเมื่อตะกี้นี้ทั้งหมด "ล้อเล่นรึเปล่าเนี่ย"

อีกฝ่ายทำหน้าหงิก

"ชั้น เอ่อ คงช่วยได้นิดนึงนะ อาจจะไม่มากอ่ะ" คราวนี้ทัชชาสั่นจริงๆ ไม่ได้สั่นเพราะหนาวอีกแล้ว แต่สั่นเพราะมูลค่าความเสียหายของกล้องที่หล่อนมองว่ามันก็กล้องจิ๋วๆ สักตัวมันมากเกินกว่าที่คิด

"แล้วไง จะไม่ช่วยซ่อม ว่างั้น"

"ก็ไม่ได้พูดอย่างนั้น" ทัชชาฝืนยิ้มแห้งๆ ให้เขา

เออ ค่อยพอพูดรู้เรื่องกันหน่อย ว่าแต่นิดนึงของหล่อนนั่นมันกี่บาท

"แล้วผมจะแน่ใจได้ไงว่าคุณจะช่วยผมออกเงินค่าซ่อมกล้อง"

อ้าว... ทัชชามองตาเรียวๆ ของตานั่นที่หรี่ลงไปอีก นี่เค้าใช้ตารีๆ คู่นั้นมองโลกผ่านเลนส์กล้องได้ไงนะ

"ชั้นเหมือนคนไม่รับผิดชอบรึไง" ทัชชาโยกตัวเบาๆ หลบตาลงพื้นเล็กน้อย ก่อนช้อนสายตาขึ้นสบเขาอีกรอบ "ชั้นบอกจะช่วยค่าซ่อมก็ช่วยสิ" กราฟชีวิตอะไรมันจะดิ่งเหวขนาดนี้ ความวัวเรื่องหัวใจยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกอีก

"ผมไม่ได้บอกว่าคุณจะไม่รับผิดชอบ ผมแค่ถามว่าผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะช่วยค่าซ่อมกล้อง”

เอ๊ะ..ตานี่ พูดไม่รู้เรื่อง 

...............
 
จบตอนที่ 2

.........................................

สวัสดีค่ะ พัชราวลัย นะคะ

นักเขียนมือใหม่ที่เพิ่งกลับมาสนุกกับการเขียนนิยายอีกครั้ง

วันนี้เอา "จอดซ้ายที่ป้ายรัก" ตอนที่ 2 ยินดีที่ไม่รู้จัก มาฝากค่ะ

เป็นนิยายรักของคนธรรมดาๆ ที่ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเอง จนวันหนึ่ง โลกดันเหวี่ยงใครบางคนเข้ามาในจังหวะที่ไม่ตั้งใจ

ใครผ่านมาเจอกันในถนนนักเขียน ฝาก ทัชชา ไหมทอง และครามไว้เป็นเพื่อนอ่านเล่นๆ สักเรื่องนะคะ

คอมเม้นท์ติชมกันได้เต็มที่เลยค่ะ คนเขียนจะดีใจมาก ยิ้ม

อ่านตอนต่อๆ ไป และติดตามเรื่อง จอดซ้ายที่ป้ายรัก ได้ที่ ReadAWrite ได้เลยนะคะ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ

..............

สำหรับเพื่อนๆ ที่มองหาตอนที่ 1 ขออนุญาตแปะทางเดินเล็กๆ ให้ไปด้วยกันนะคะ

https://www.readawrite.com/c/a1a17bb9d805f41b24ad7f8fc71792fd


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่