จอดซ้ายที่ป้ายรัก (ตอนที่ 3) | ขั้วบวกและขั้วลบ | นิยายรักโรแมนติก




ตอนที่ 4 ขั้วบวกและขั้วลบ



 
ชาร้อนสองถ้วย ถูกหญิงสาววัยต้นสี่สิบในชุดเดรสยาวลายมัดย้อมวางลง ตรงหน้าคู่กรณีทั้งคู่

นาฬิกาที่แขวนอยู่ตรงมุมล็อบบี้ บอกเวลาสองทุ่มครึ่งแล้ว แต่สองคนนี้ก็ยังนั่งจ้องหน้า จิกตากันไม่เลิก

"เอ่อ ค่อยๆ คุยกันนะคะ พี่ว่า..ปัญหามันน่าจะแก้กันได้น่ะค่ะ" ตวงทิพย์พยายามปลอบใจคนทั้งคู่ ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ รู้แต่เพียงว่าตอนนี้เจ้ากล้องตัวปัญหา ถูกวางแหมะอยู่บนโต๊ะ  ครั้นจะพูดอะไรเยอะไปก็เหมือนจะไม่งาม เพราะฝ่ายหนึ่งก็เป็นแขกที่เพิ่งเข้ามาพักใหม่เป็นวันแรก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ได้ชื่อว่าเป็นญาติสนิท

ที่แน่ๆ ดูเหมือนสองคนนี้ยังไม่มีใครยอมกินมื้อเย็นด้วยซ้ำ

"พี่ว่าเรากินข้าวเย็นกันก่อนมั้ยคะ ครัวยังไม่ปิดน่ะค่ะ เดี๋ยวสามทุ่มครัวปิดแล้วจะหิวไปกันใหญ่"

"ยังไม่หิวค่ะพี่ อยากคุยเรื่องนี้ให้จบก่อน"

ท้องชายหนุ่มร้องโครกครากขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้าเจ้าของ

"ก็ดี" ครามเขย่าขากลบเกลื่อน เออ ใครมันจะไปหิว "คุยกันไปเลย ผมเองก็ไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ ที่ไปช่วยน่ะเพราะตอนนั้นมันไม่มีใคร นี่กลัวจะตายหาศพไม่เจอหรอกนะ"

ปากจัด !! ทัชชาตาเขียวปั๊ด หน้าตาดีซะเปล่า ปากจัดยิ่งกว่าปลากัดปลาปิรันย่าอีก

"ชั้นขอความช่วยเหลือคุณรึไง คุณเข้าใจผิดไปเองแท้ๆ ชั้นไม่ออกปากช่วยค่าซ่อมกล้องให้ก็ได้ด้วยซ้ำ" ประโยคนั้นหล่อนอ้อมแอ้มลดเสียงลงครึ่งหนึ่ง 

"งั้นผมกลับกรุงเทพฯ แล้วส่งบิลซ่อมไปให้คุณ หารสองก็ได้เอ้า โอเค.มั้ยล่ะ คุณทิ้งที่อยู่ไว้เลย"

อ้อ อยู่กรุงเทพฯ เหมือนกันด้วย

"แล้วชั้นจะรู้ได้ไงว่าคุณเอาไปซ่อมถูกหรือแพงอ่ะ"

"นี่คุณกลัวผมโกงเหรอ" ครามจ้องหน้าขาวๆ ปากซีดๆ ของยัยตัวเล็ก ผมยาวๆ ยังคงแข็งลู่เพราะคราบน้ำทะเลเกาะแห้งกรัง โดยยังไม่ทันได้กลับเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง 

ยายนี่ วันๆ ได้ออกแดดบ้างมั้ยนะ ตัวขาวซีดยังกับกระดาษ

"ไม่ใช่อย่างนั้น" 

"เอ่อ พี่ขอขัดจังหวะนิดนึงนะคะ" พี่ทิพย์ที่ยืนฟังมาพักนึงแล้วรีบออกปาก "คืองี้ค่ะคุณน้อง พอดีครามเค้าเป็นญาติกับพี่น่ะค่ะ อันนี้พี่รับรองเลยว่าเค้าเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีนอกมีในเด็ดขาด อีกอย่างพี่ก็เห็นใจเค้าด้วย เพราะงานนี้พี่เป็นคนไหว้วานเค้ามาถ่ายรูปโปรโมทรีสอร์ทให้ แล้วนี่ยังมากล้องพังอีก คือ..เค้าเป็นตากล้องน่ะค่ะ ถ้ากล้องพังก็เหมือนเครื่องมือทำมาหากินไม่มี ก็..ออกจะลำบาก"

อ้อ เป็นช่างภาพนี่เอง มิน่าลงทุนซื้อเครื่องมือซะแพงเชียว ใช้ของถูก ๆ หน่อยก็ไม่ได้...ทัชชาบ่นอุบในใจ ไม่รู้แหละ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่หล่อนจะต้องควักเงินไปช่วยเขาซ่อมด้วย เขาจะซื้อกล้องใหม่ หรือใช้กล้องตัวละสองแสนหล่อนก็ไม่ว่า

"แล้วคุณล่ะ เป็นใคร เชื่อถือได้รึเปล่า" 

ทำไมอีตานี่ถึงได้ยั่วโมโหได้มากขนาดนี้นะ "ขอโทษนะ ชั้น......" 

"เดี๋ยวค่า อย่าเพิ่งทะเลาะกัน คุณน้องเค้าเป็นเพื่อนกับพี่ไหมไง ครามน่าจะรู้จัก"

"เป็นเพื่อนกับพี่ไหมเหรอครับพี่ทิพย์" ครามรู้จักไหมทองตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันแล้ว ถึงจะอยู่กันคนละคณะ แต่ด้วยความที่อยู่ชมรมกีฬาด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่แปลกที่จะได้พบเจอกันบ่อยๆ แต่นับตั้งแต่เรียนจบกันมาหลายปี เขาก็ไม่เคยเจอเพื่อนรุ่นพี่คนนี้อีกเลย

กี่ปีแล้วนะ สี่ ห้า ไม่สิ เกือบสิบปีแล้ว

เป็นเพื่อนกับพี่ไหมนี่เอง มิน่า ตีนกาขึ้นละ...ชายหนุ่มหรี่ตาเรียวๆ นั่นหาจุดบกพร่องบนหน้าหญิงสาวไปอีก

"ใช่ๆ คุณน้องเค้าเพิ่งมาถึงวันนี้เอง มาถึงก็เกิดเรื่องเลย" ตวงทิพย์หัวเราะแหะๆ "เอาเป็นว่าในฐานะคนกันเอง อย่าทะเลาะกันเลยนะ พี่ขอล่ะ เอางี้วันนี้พี่ถือโอกาสเลี้ยงข้าวเย็นละกัน เอาข้าวผัดอเมริกันสักคนละจานเนอะ พอท้องอิ่ม อารมณ์ก็น่าจะดีขึ้นทั้งคู่อ่ะ"

พี่ทิพย์รีบตัดบท ก่อนจะตรงรี่เข้าครัวเพื่อไปสั่งอาหารจานเดียวให้แบบมัดมือชก ทิ้งให้คนสองคนนั่งจ้องหน้ากัน เหมือนเล่นเกมใครหลบตาก่อนเป็นฝ่ายผิดยังไงยังงั้น

..............

ทัชชากลับมาถึงร้านได้สามวันแล้ว

นับตั้งแต่เกิดเรื่องที่ทำให้กล้องของนายตาตี่ไหล่กว้างคนนั้นพัง หล่อนก็ไม่เคยเจอเขาเดินว้อบแว้บอยู่ตรงส่วนไหนของรีสอร์ทอีกเลย ความเกิดเรื่องที่ทำให้ต้องคิดเพิ่ม ทำให้ความรู้สึกโหวงๆ ในใจเมื่อคิดถึงเรื่องเดิมๆ บรรเทาลงได้นิดหน่อย

มันคงเป็นแค่ความใจหาย ที่รู้ว่าใครสักคนในชีวิตกำลังจะหายไปล่ะกระมัง

"ไหนแกบอกว่าจะลาพักร้อนอาทิตย์นึงไง นี่อะไร ไปได้แค่สามวัน เผ่นกลับมาซะละ หายนอยด์แล้วล่ะสิ" ไหมทองหัวเราะ หึหึ พลางเช็ดถูเคาน์เตอร์คิดเงิน เตรียมเปิดร้านแล้วในวันที่หล่อนกลับมาถึง 

ทัชชาไม่อยากบอกเพื่อนเลยว่า นอกจากไปแล้วไม่สามารถหนีความรู้สึกว่างโหวงในหัวใจได้ หล่อนยังแบกเอาภาระทางการเงินกลับมาอีกด้วย

"ยังไงพี่ทิพย์ช่วยบอกเค้าด้วยนะคะ ว่าทัชรอบิลที่เค้าส่งซ่อมกล้องอยู่ ถ้าเค้าซ่อมเสร็จแล้ว ก็โทร. ติดต่อทัชตามเบอร์นี้ได้เลยค่ะ"

ทัชชาฝากเบอร์โทรศัพท์ถึงตานั่น ก่อนที่จะเช็คเอ้าท์ออกมา พี่เจ้าของรีสอร์ทบอกว่าเขากลับกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่วันรุ่งขึ้นถัดจากวันที่เกิดเรื่องแล้ว ก็คงจะรีบเอากล้องไปซ่อมล่ะกระมัง 

"พี่จะบอกเค้าให้นะคะ เสียดายจังรอบนี้มาแบบไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ รอบหน้ามาอีกนะคะ คราวนี้ถือว่าฟาดเคราะห์กันไปทั้งสองคนเลย" พี่ทิพย์บอกยิ้มๆ 
เสียงกระดิ่งประตูหน้าร้านดังขึ้นมาในขณะที่ทัชชาก้มลงเช็ดเก้าอี้หลังเคาน์เตอร์

"ขอโทษนะคะ พอดีร้านยังไม่...." หญิงสาวชะงักไปนิดนึงเมื่อเห็นคนที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาในร้าน

ตาตี่ ไหล่กว้าง แล้วก็ดูเหมือนจะเผลอทำคางยื่นตอนโกรธได้ด้วย

นี่เป็นโลโก้ประจำตัวเขารึเปล่านะ

"เชิญค่า ร้านกำลังจะเปิดพอดีเลย สั่งเครื่องดื่มนั่งรอสักครู่ได้นะคะ" ไหมทองส่งเสียงเชิญชวนเพราะคิดว่าน่าจะเป็นลูกค้าประจำสักคนเป็นแน่ แต่พอเห็นหน้าคนที่ผลักประตูเข้ามาเท่านั้น หล่อนก็ทำตาโตด้วยความดีใจ

"โอ้โห คราม นี่ลมอะไรหอบนายมาที่ร้านชั้นได้เนี่ย รู้ได้ไงว่าชั้นอยู่ที่นี่อ่ะ"

ชายหนุ่มในชุดเสื้อเทาสีมอๆ กับกางเกงยีนส์ทรงเหมือนจะหลุดจากตูดยิ้มกว้างให้ไหมทอง เป็นรอยยิ้มจำเพาะเจาะจงที่ไม่ได้เผื่อแผ่มาถึงทัชชาแน่ๆ หล่อนรู้สึกได้

"หวัดดีครับ ไม่เจอกันนานเลย"

"กี่ปีแล้วเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า" ไหมทองถึงกับทิ้งผ้าเช็ดแก้วในมือแล้วเดินไปต้อนรับเขาถึงกลางร้าน "มาๆ นั่งก่อน นี่ชั้นเพิ่งจะถามถึงนายกับพี่ทิพย์ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองนะ"

"ครับ พอดีอาทิตย์ที่แล้วผมก็ไปอยู่ที่รีสอร์ทพี่ทิพย์นั่นแหละ"

"โห อะไรจะชะตาต้องกันขนาดนั้น นี่แสดงว่าก็เคยเจอกับเพื่อนชั้นแล้วสิ ทัชแกรู้จักครามรึยัง ครามเป็นรุ่นน้องที่มหาลัยเราไง ตอนเราขึ้นปี 4 มันก็มาเข้าปี 1 พอดี"

รู้จักสิ  ทัชชายิ้มเจื่อนๆ

"รู้จักกันแล้วครับพี่"

"ดีเลย พออายุมากขึ้นชั้นก็เริ่มคิดถึงเพื่อนเก่าๆ เรื่องเก่าๆ บรรยากาศเก่าๆ ขึ้นมาซะงั้น นี่เพิ่ง 33 เองนะ ยังเป็นได้ขนาดนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า" ไหมทองลากชายหนุ่มรุ่นน้องมานั่งที่เก้าอี้สูงหน้าเคาเตอร์ "มาๆ นั่งก่อน ชั้นเลี้ยงเบียร์เอง ต้องฉลองกันหน่อยละ" ไหมทองกระวีกระวาดลุกไปเปิดตู้แช่หยิบเบียร์ยี่ห้อดังมาเปิดแล้วเดินถือมาให้

" ไปไงมาไงถึงมาโผล่แถวนี้ได้ล่ะเนี่ย" 

"พอดีผมเอากล้องมาซ่อมที่ร้านแถวๆ นี้ฮะ ก็เลยแวะมาเยี่ยม"

"ยังเป็นตากล้องอยู่หนังสือเล่มเดิมเหรอ โห นานแล้วนะนี่"

"อ๋อ ไม่ได้ทำแล้วครับ พอดีหนังสือปิดตัวไปแล้ว ผมก็..ตกงานตามระเบียบ"

"เอาจริงดิ่" ไหมทองอุทาน "เออ ชีวิตมันก็ไม่แน่นอนจริงๆ นะ ตอนชั้นกับยายทัชลาออกจากบริษัทมาหุ้นกันเปิดร้านก็แบบนี้เหมือนกัน เหมือนบริษัทจะไม่ยอมให้เราโตแล้วอ่ะ อย่างว่าแหละ เด็กใหม่ๆ จบสูงๆ เดี๋ยวนี้เยอะแยะ จ้างเด็กใหม่ในเงินเดือนที่จ่ายน้อยลง สกิลบางอย่างก็เก่งกว่าเราไปอีก บางทีประสบการณ์ทำงาน ก็ไม่ช่วยอะไรสำหรับสายการตลาดแบบพวกชั้นอ่ะ"

ชายหนุ่มรับฟังเงียบๆ

"แล้วทำอะไรอยู่ล่ะตอนนี้ ออกมานานยัง หางานใหม่ได้แล้วเหรอ"

"ยังเลยครับ ก็รับงานฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ สามปีแล้วครับพี่ แต่ช่วงหลังโควิดสองปีแรกก็จะลำบากหน่อย เพราะไม่ค่อยมีใครจ้าง รุ่นพี่ที่รู้จักกันก็ชวนไปทำร้านกาแฟเพราะผมไปเรียนมาแต่ก็ยังไม่ได้ไปทำเพราะทางโน้นน่าจะติดอะไรบางอย่าง นี่..." ชายหนุ่มปรายตามายังทัชชาที่เอาแต่เช็ดถูหาเลขหวยแก้เก้ออยู่ที่เคาเตอร์ "...กล้องก็มาเจ๊งอีก จะกินแกลบอยู่แล้วครับเนี่ย"

"เอ๊า" 

ไหมทองหน้าเสียตามไปด้วย ในขณะที่ทัชชาได้แต่ก้มหน้างุดๆ เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย "แบบนี้ก็แย่เลยสิ แล้วยังรับงานร้องเพลงเหมือนตอนอยู่มหาลัยรึเปล่าล่ะ มาทำงานร้านชั้นมะ ชั้นว่าจะหานักร้องใหม่ๆ มาเพิ่มสักคนอยู่พอดี"

ห๊ะ หานักร้องใหม่เพิ่ม  หาตอนไหน ทัชชาเงยหน้าขึ้นจ้องเพื่อนเขม็ง "ดะ..เดี๋ยว แกไม่ได้บอกชั้นเลยนะ ว่าแกจะหานักร้องเพิ่มอ่ะ เราก็มีพี่จอมแล้วไง ทำไมต้องหานักร้องเพิ่มด้วยล่ะ"

"แก ร้านเรามันลูกค้าเยอะนะ ยิ่งช่วงเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์นี่แกกับชั้นแทบไม่ได้พักกันเลย ขนาดมียัยติ๊ดช่วยยังแทบเอาตัวไม่รอดแถมพี่จอมยังคิวแน่นอีก ถ้ามีนักร้องหล่อๆ เสียงดีๆ เพิ่มอีกสักคนก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ เผื่อเราจะได้ขยายร้านกันได้ไง เราเคยคุยกันแล้วนี่ ว่าต้องหาคนมาผลัดเปลี่ยนพี่จอมบ้าง ลูกค้าจะได้ไม่จำเจ"

แต่ไม่ใช่คนนี้ และเดี๋ยวนี้นะ ทัชชาอยากตะโกนบอกเพื่อนไปแบบนั้น

"ว่าไง สนใจมั้ยคราม แต่ชั้นไม่ได้ให้เป็นเงินเดือนนะ ชั้นให้เป็นรายชั่วโมง อาทิตย์ละสองสามวัน ไหนๆ นายก็ไม่ได้มีงานประจำช่วงนี้นี่ ก็ทำๆ ไปก่อน ช่วยๆ กัน ถ้ามีจ็อบที่ต้องรับงานถ่ายภาพข้างนอก ก็แจ้งล่วงหน้า ลาเป็นคราวๆ ไป สนใจมาลองมะ" 

ทัชชาเดินกระมิดกระเมี้ยนมายืนข้างเพื่อน เอียงตัว สะกิดแล้วสะกิดอีก ว่าให้ออกไปคุยกันหลังร้านก่อน แต่ดูเหมือนนาทีนี้ ไหมทองจะไม่สนใจอะไรเลย
"ผมไม่ได้ร้องเพลงมานานมากแล้วนะพี่ไหม ตั้งแต่ได้งานประจำก็ไม่ได้กลับไปร้องเลย"

"นั่นสิ" ทัชชารีบเสริม แทบจะตบขาตัวเองดังฉาด "เค้าไม่ใช่มืออาชีพนะแก ประสบการณ์ร้องเพลง เอนเตอร์เทนลูกค้ามีรึเปล่าเหอะ ถ้าลูกค้าหายหมดแกจะทำยังไง คิดใหม่เถอะ"

ตาตี่ๆ นั้นหรี่มองหล่อนอีกรอบ

เอ๊า ก็มันจริงนี่ ร้องเพลงได้กับร้องเพลงเป็นนี่มันต่างกันนะ

อีกอย่าง ถึงจะเคยรับจ็อบร้องเพลงมาก่อน แต่ก็ทิ้งมานานมาก อะไรเป็นหลักประกันว่าเขาจะทำได้ล่ะ 

นี่มันงานนะ ไม่ใช่เวทีประกวดร้องเพลงซุปเปอร์ลูกทุ่ง

"ลองดูก็ได้ครับ"

เจ้ดดดด..เข้...ชายหนุ่มอ่านสายตาจากดวงตากลมโตของหญิงสาวออก แล้วแปลออกมาได้เป็นคำๆ นั้น

........ 

จบตอนที่ 3

....................................


 สวัสดีค่ะทุกคน

วันนี้นักเขียนมือใหม่คนเดิมกลับมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นวันที่ 3 แล้วค่ะ

วันนี้ขอพา “จอดซ้ายที่ป้ายรัก” ตอนที่ 3 มาฝากกันต่อ

เรื่องราวของความสัมพันธ์ที่อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า “รัก”

แต่บางที...คนที่เราไม่ได้คิดว่าจะใช่ตั้งแต่แรก

อาจกลายเป็นคนที่เข้ามาเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิตเราแบบไม่ทันตั้งตัวก็ได้

เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกของเรา เขียนไปก็เรียนรู้ไป

แค่มีใครสักคนแวะเข้ามาอ่าน มาทัก หรือทิ้งความคิดเห็นไว้ให้

คนเขียนก็ดีใจมากแล้วค่ะ

วันนี้เอาตอนที่ 3 มาฝากไว้ที่ถนนนักเขียน

ส่วนใครอ่านแล้วอยากตามต่อ สามารถไปอ่าน “จอดซ้ายที่ป้ายรัก” ได้ที่ ReadAWrite ได้เลยนะคะ

(จอดซ้ายที่ป้ายรัก ตอนที่ 4 https://www.readawrite.com/c/f88b710299aa69e784247049b89da492 )
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่