จากชาติเจ้าน้ำใจสู่ชาติที่หยิ่งและขี้เหยียด 100 กว่าปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเกาหลี

เวลาไปเที่ยวหรือติ่งเกาหลี หลายคนคงเคยเจอประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่า "คนชาตินี้ทำไมดูหยิ่งจัง" หรือ "ทำไมเย็นชา ดุ กระแทกกระทั้น" จนเกิดเป็นกำแพงทางวัฒนธรรมในใจ แต่ถ้าเราลองถอดแว่นตาอคติ แล้วสวมแว่นตาทางประวัติศาสตร์และนิติสังคมวิทยาเพื่อย้อนดูรากเหง้าของพวกเขา เราจะพบว่าอุปนิสัยของชาวเกาหลีมีการกลายพันธุ์มาอย่างน่าสนใจ และถูกบันทึกไว้โดยบุคคลที่สามมานับพันปี
​กระทู้นี้ขอชวนทุกคนมาวิเคราะห์ "อุปนิสัยและจิตวิญญาณคนเกาหลี" ผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากสายตาชาวจีน ชาวตะวันตก และบันทึกของเกาหลีเองครับ
​
1 .ชนเผ่าดุดันที่รักการปาร์ตี้ (ผ่านสายตาชาวจีนโบราณ)
​เอกสารที่เก่าแก่และเป็นกลางที่สุดที่พูดถึงชาวคาบสมุทรเกาหลีคือ จดหมายเหตุสามก๊กของจีน (ซานกั๋วจื้อ - 三國志) ในส่วนของพงศาวดารราชวงศ์เวย บทที่ว่าด้วยชนเผ่าทางตะวันออก (Wei Zhi Dongyi Zhuan - 魏志東夷傳) เขียนขึ้นราวศตวรรษที่ 3
​ชาวจีนในยุคนั้นมองคนเกาหลีโบราณ (พูยอ, โคกูรยอ, ซัมฮัน) ว่าเป็น "นักรบบนหลังม้าที่รักเสียงดนตรี"
​ดุดันและห้าวหาญ: บันทึกระบุชัดเจนว่าชาวโคกูรยอมีนิสัยดุดัน ก้าวร้าว เชี่ยวชาญการรบ นิยมการปล้นสะดมเพื่อความอยู่รอดเพราะภูมิประเทศเป็นภูเขาเพาะปลูกยาก
​Work Hard, Play Hard: สิ่งที่จีนทึ่งคือ ชนเผ่าเหล่านี้รักการเฉลิมฉลองมาก บันทึกกล่าวถึงเทศกาลบวงสรวงสวรรค์ เช่น 'ยองโก' ของพูยอ หรือ 'ทงแมง' ของโคกูรยอ ที่ผู้คนจะมารวมตัวกัน "ดื่มสุรา ร้องรำทำเพลง และเต้นรำติดต่อกันหลายวันหลายคืน" ซึ่งหากมองมาที่ปัจจุบัน วัฒนธรรมการดื่มดุและร้องคาราโอเกะโต้รุ่ง (ฮเวชิก) ก็สืบทอดสายเลือดนี้มาเต็มๆ
​
2. จากวิญญาณนักรบ สู่ความแข็งขืนในระเบียบ (หลักฐานของเกาหลี)
​เมื่อเข้าสู่ยุคสร้างรัฐชาติ บันทึกของเกาหลีเองอย่าง พงศาวดารซัมกุกซากี (Samguk Sagi) ได้สะท้อนการจัดระเบียบสังคมที่เปลี่ยนนิสัยคน
​ยุคชิลลาและโคกูรยอ สังคมถูกขับเคลื่อนด้วย "จิตวิญญาณซังมู" (상무) หรือความกล้าหาญทางทหาร ชิลลามีการตั้งกลุ่ม ฮวารัง (Hwarang) ปลูกฝังชายหนุ่มให้รบไม่ถอย กตัญญู และภักดี นิสัยเด็ดเดี่ยวกล้าตายจึงถูกฝังรากลึก
​ยุคโชซอน จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อลัทธิขงจื๊อใหม่ (Neo-Confucianism) เข้ามาเป็นกฎหมายและลัทธิประจำรัฐ นิสัยคนเกาหลีถูกรีเซ็ตครั้งใหญ่ สังคมถูกตีกรอบด้วยระบบอาวุโสและชนชั้นอย่างรุนแรง เกิดอุดมคติแบบ "ซอนบี" (선비) คือบัณฑิตผู้หยิ่งทะนงในความรู้ รักษาความถูกต้อง ยอมตายดีกว่ายอมเสียเกียรติ ซึ่งเป็นรากฐานของความดื้อดึงและยึดมั่นในหลักการของคนเกาหลีมาจนถึงทุกวันนี้

3. สังคมปิดที่กดทับ (ผ่านสายตาชาติตะวันตก)
​เมื่อเกาหลีเข้าสู่ยุคปลายโชซอนที่ใช้นโยบายปิดประเทศ (Hermit Kingdom) บันทึกของชาวตะวันตกให้ภาพที่น่าสนใจและอธิบายความ "หน้าหงิก" ของคนเกาหลีได้ดีมาก
​
บันทึกของ เฮนดริก ฮาเมล (Hendrick Hamel - ศตวรรษที่ 17) กะลาสีเรือชาวดัตช์ที่ติดอยู่ในโชซอน 13 ปี บันทึกว่าชาวโชซอนมีความหวาดระแวงคนต่างชาติอย่างหนัก (ผลจากการถูกรุกรานบ่อย) มีการลงโทษทางกฎหมายที่โหดร้าย แต่ในระดับหมู่บ้าน พวกเขากลับมีความอยากรู้อยากเห็นและมีน้ำใจต่อกันอย่างมาก (ความเป็น 'อูรี' หรือพวกเดียวกัน)
​บันทึกของ อิซาเบลลา เบิร์ด บิชอป (Isabella Bird Bishop - ปลายศตวรรษที่ 19) นักเดินทางชาวอังกฤษเขียนในหนังสือ Korea and Her Neighbours สังเกตว่า ชาวบ้านเกาหลีในประเทศดูเฉื่อยชา ขี้เกียจ และหน้าตาอมทุกข์ "แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะพวกเขาสันหลังยาว ทว่าระบบชนชั้นขุนนาง (ยังบัน) ต่างหากที่ขูดรีดพวกเขา หากขยันแล้วรวยก็จะถูกยึดทรัพย์" เธอทึ่งมากเมื่อพบว่าคนเกาหลีที่อพยพข้ามพรมแดนไปแมนจูเรียหรือรัสเซีย (ที่ไม่มีขุนนางกดทับ) กลับกลายเป็นคนที่ขยันขันแข็ง อดทน และสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว
​ภาค 4: ถอดรหัสความ "หยิ่งและเย็นชา" ในยุคปัจจุบัน
​จากรากฐานประวัติศาสตร์ด้านบน เมื่อปะทะกับการสร้างชาติยุคใหม่หลังสงครามเกาหลี ภาพลักษณ์ความหยิ่งที่เราสัมผัสได้ อธิบายได้ด้วยมิติทางสังคมวิทยา 4 ประการครับ:
​1. ระบบพวกเรา (อูรี - 우리) vs คนนอก
คนเกาหลีถูกหล่อหลอมให้สร้างกำแพงกับ "คนนอก" เพื่อป้องกันตัว หากคุณเดินชนกันในรถไฟใต้ดิน เขาอาจไม่ขอโทษและทำหน้าเมินเฉย เพราะคุณไม่มีตัวตนในวงจรสังคมเขา แต่ถ้าคุณถูกดึงเข้ากลุ่ม (เช่น เป็นเพื่อนของเพื่อน หรือทำงานที่เดียวกัน) ความเย็นชาจะละลายกลายเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้ง (정 - จอง) ทันที
​2. มรดกของชนชั้น "ยังบัน" ในคราบทุนนิยม (기분 - คีบุน)
ระบบชนชั้นยกเลิกไปแล้วทางกฎหมาย แต่ยังอยู่ในจิตใต้สำนึก สังคมเกาหลีแคร์ "หน้าตาและสถานะ" (คีบุน) สูงมาก ความเย่อหยิ่ง การจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือการประโคมของแบรนด์เนม คือการ "ประกาศสถานะทางชนชั้นแบบใหม่" เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกสังคมที่แข็งกระด้างเหยียบย่ำ
​3. ชาตินิยมเชิงป้องกันตัว และความรู้สึก "ฮัน" (한)
"ฮัน" คือความโศกเศร้า ขมขื่น และคับแค้นใจจากประวัติศาสตร์ที่ถูกรังแก เกาหลีใต้พลิกประเทศจากกองขี้เถ้ามาเป็นมหาอำนาจในเวลาไม่กี่สิบปี ความสำเร็จนี้แลกมาด้วยเลือดตาแทบกระเด็น ความภูมิใจในชาติที่ดูเหมือนล้นเกิน (หรือบางครั้งดูยกตนข่มท่าน) แท้จริงแล้วคือกลไกป้องกันตัวเพื่อตะโกนบอกโลกว่า "ฉันไม่ได้ด้อยกว่าใครอีกต่อไปแล้ว" และเนื่องด้วยจากการเปลี่ยนผ่านจากประเทศยากจนสู่ประเทศพัฒนาแล้วในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดสภาวะ รวยฉับพลันสังคมที่เคยวัดกันด้วยสายเลือดขุนนาง หันมาวัดกันด้วยขนาดเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ความเจ็บปวดที่เคยถูกชาติอื่นเหยียดหยามในอดีต จึงถูกระบายออกในรูปแบบของการ 'เหยียด' หรือมองข้ามแรงงานและผู้คนจากประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่า เพื่อเป็นการย้ำเตือนและยืนยันสถานะความสำเร็จของชาติตนเองในปัจจุบัน
​4. สังคม ปัลรี-ปัลรี (빨리빨리)
การต้องแข่งขันกันเรียน แข่งกันเข้าทำงานในแชโบล (Chaebeol) ทำให้ทุกคนต้องวิ่งหน้าตั้งตลอดเวลา ความใจร้อน ความตรงไปตรงมาจนดูหยาบคาย และการไม่มีเวลามานั่งถนอมน้ำใจคนแปลกหน้า จึงเป็นผลผลิตของโครงสร้างสังคมที่บีบคั้นรุนแรง

ความ "หยิ่ง" "เย็นชา" และ "เหยียด" ของคนเกาหลี ไม่ใช่นิสัยที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเราย้อนดูตั้งแต่ยุคสามอาณาจักร พวกเขาคือชนเผ่าที่รักเสียงดนตรีและเต็มไปด้วยแพสชั่น แต่บาดแผลจากการถูกรุกราน การถูกกดทับโดยระบบขุนนาง และการต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในยุคทุนนิยมสมัยใหม่ ได้บีบให้พวกเขาต้องสร้าง "เกราะ" ขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองเอาไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่