รากที่แท้จริงของ "ฮันบก" คือ "ฮูฝู" ไม่ใช่ฮั่นฝูของชาวฮั่น

ทุกครั้งที่มีภาพยนตร์หรือซีรีส์ย้อนยุค เรามักจะเห็นสงครามคีย์บอร์ดเรื่อง "ฮันบกเป็นของใคร?" หรือ "ฮันบกก็แค่ก๊อปปี้ฮั่นฝูของจีน" วนเวียนอยู่เสมอ วันนี้จะขอพากางตำราประวัติศาสตร์ศิลปะและมานุษยวิทยา เพื่ออธิบายแบบรวบยอดให้เห็นว่า รากฐานโครงสร้าง (DNA) ที่แท้จริงของชุดเกาหลีนั้น มาจาก "ฮูฝู" (เครื่องแต่งกายชนเผ่าทางเหนือ) ไม่ใช่ "ฮั่นฝู" (เครื่องแต่งกายชาวฮั่น) และการรับอิทธิพลจากจีนเป็นเพียงการ "สวมทับ" เชิงพิธีการ ไม่ใช่การเป็นต้นกำเนิด
​1.ทำไมรากของฮันบกถึงเป็น "ฮูฝู" ไม่ใช่ "ฮั่นฝู"?
​ในทางมานุษยวิทยา โครงสร้างเสื้อผ้าเอเชียตะวันออกแบ่งเป็น 2 ระบบหลักตามวิถีชีวิต
​ระบบฮั่นฝู (สังคมเกษตรกรรม): เน้นเสื้อคลุมยาวชิ้นเดียว (One-piece) แขนกว้าง รุ่มร่าม สง่างาม เดินช้าๆ และมีกฎเหล็กคือการไขว้คอเสื้อแบบ "ขวาทับซ้าย" (โย่วเริ่น)
​ระบบฮูฝู หรือ อัลไตอิก (สังคมเร่ร่อนและขี่ม้า): เสื้อผ้าต้องทะมัดทะแมง โครงสร้างเป็นแบบ "แยกชิ้นบน-ล่าง" (Two-piece) เสื้อท่อนบนยาวคลุมสะโพกแขนกระบอก กางเกงขายาวมัดข้อเท้า และมักไขว้คอเสื้อแบบ "ซ้ายทับขวา" (จั่วเริ่น)
​เมื่อเราดูโครงสร้างพื้นฐานของฮันบกตั้งแต่ยุคอาณาจักรพูยอและโคกูรยอ มาจนถึงยุคโชซอน แกนกลางของชุดคือเสื้อท่อนบน (ชอกอรี) คู่กับกางเกง (พาจี) หรือกระโปรง (ชีมา) เสมอ นี่คือโครงสร้างแบบ "ฮูฝู" บริสุทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อการขี่ม้าท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ไม่ใช่เสื้อคลุมยาวกรอมเท้าชิ้นเดียวแบบฮั่นฝู
​2. บันทึกประวัติศาสตร์และมุมมองของนักวิชาการทั้งสองฝ่าย
​ประเด็นนี้ไม่ใช่มโนทัศน์ที่คิดขึ้นเอง แต่มีหลักฐานชั้นต้นและบทสรุปจากนักวิชาการทั้งจีนและเกาหลีรองรับ
​หลักฐานโบราณคดีเกาหลี: ภาพจิตรกรรมฝาผนังสุสานโคกูรยอ (Goguryeo Tombs) แสดงให้เห็นชนชั้นสูงสวมเสื้อท่อนบนแยกกับกางเกง มีขอบขลิบสีเข้มรอบคอเสื้อและปลายแขน (ซึ่งต่อมาคือแถบคิทและแถบทงจองบนขอบคอเสื้อฮันบก) และมีการไขว้คอเสื้อซ้ายทับขวาแบบชนเผ่าทางเหนืออย่างชัดเจน
​บันทึกประวัติศาสตร์จีน (ซานกั๋วจื้อ - บันทึกสามก๊ก): ในบทที่ว่าด้วยชาวตงอี๋ (เผ่าทางตะวันออก) มีการบันทึกถึงเครื่องแต่งกายของชาวพูยอและโคกูรยอว่ามีลักษณะเฉพาะตัว เน้นเสื้อท่อนบนและกางเกง ซึ่งผู้บันทึกชาวฮั่นมองว่าเป็นชุดแบบคนนอกด่าน
​ทรรศนะนักประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายเกาหลี: นักวิชาการอย่าง ศาสตราจารย์ คิมมุนจา และผู้เชี่ยวชาญด้าน 복식사 (ประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย) ยืนยันตรงกันว่า ฮันบกจัดอยู่ในกลุ่ม Scytho-Siberian / Altaic clothing system ซึ่งแชร์รากฐานร่วมกับกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ ไม่ใช่สายวิวัฒนาการที่แตกแขนงมาจากฮั่นฝู
แหล่งที่มา : 한국복식사 개론 (Introduction to History of Korean Traditional Dress) ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ 교문사 (Gyomoon) ในปี 2015
A study on the Source of Hanbok in ancient times (2004)

​ทรรศนะนักวิชาการจีน: หนังสือระดับตำนาน "Zhongguo Gudai Fushi Yanjiu" (การวิจัยเครื่องแต่งกายจีนโบราณ) ของ เสิ่นฉงเหวิน (Shen Congwen) ได้แยกแยะสายวิวัฒนาการของ "ฮูฝู" ไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นนวัตกรรมของชนเผ่าทางเหนือที่จีนเองต่างหากต้องเป็นฝ่ายไปหยิบยืมมาใช้ (เช่น นโยบาย "ฮูฝูฉีเซ่อ" ของอ๋องจ้าวอู่หลิงในยุคจ้านกั๋ว ที่บังคับให้ทหารฮั่นเปลี่ยนมาใส่เสื้อแขนแคบกางเกงขี่ม้าแบบฮูฝูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกองทัพ)
แหล่งที่มา : 《中国古代服饰研究》 (Zhongguo Gudai Fushi Yanjiu / การวิจัยเครื่องแต่งกายจีนโบราณ) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1981

​3. "ฮั่นฝู" เข้ามามีบทบาทตอนไหน? (ระบบโครงสร้างคู่ขนาน)
​ถ้าฮันบกคือฮูฝู แล้วทำไมซีรีส์ยุคชิลลาหรือโชซอนถึงมีชุดที่คล้ายฮั่นฝู? คำตอบคือ "Dual System" (ระบบผสมผสาน)
​เมื่อรัฐบนคาบสมุทรเกาหลีเริ่มรวมศูนย์อำนาจ สิ่งหนึ่งที่ชนชั้นปกครองมองหาคือ ความเป็นอารยชน กลุ่มคนที่มีความเป็นอารยะที่สุดในแถบนั้น ยุคนั้น คือ ชาวฮั่น จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการทำให้เป็นจีน หรือ Sinicization เกิดขึ้น มีการรับอิทธิพลของจีนฮั่นและรับปรัชญาขงจื๊อ ชนชั้นปกครองจึงได้นำ "เปลือกนอก" ของฮั่นฝูมาใช้เพื่อแสดงความเป็นอารยชน
​เปลี่ยนทิศทางการไขว้เสื้อ: รับค่านิยมจีนมาบังคับใช้การไขว้เสื้อ "ขวาทับซ้าย" เพื่อแยกตนเองออกจากคนเถื่อน
​ชุดพิธีการและชุดขุนนาง (Gwanbok): ชิลลารับรูปแบบชุดขุนนางคอกลมจากราชวงศ์ถัง โชซอนรับชุดพิธีการจากราชวงศ์หมิง (เช่น ชุดมยอนบกของกษัตริย์)
​แฟชั่นแขนเสื้อกว้าง: ชนชั้นสูง (ยังบัน) ปรับชอกอรีและเสื้อคลุมให้มีแขนกว้างรุ่มร่ามคล้ายฮั่นฝู เพื่อประกาศว่าตนเป็นบัณฑิตที่ไม่ต้องใช้แรงงาน
​สรุปง่ายๆชาวเกาหลีใส่โครงสร้าง "ฮูฝู" อยู่ข้างใน เป็นแกนกลางในการใช้ชีวิต และสวม "ฮั่นฝู" ทับไว้ชั้นนอกเพื่อเป็นเครื่องแบบทางการเมืองและพิธีการ
​4. ดักทางตรรกะ "ถึงจะเป็นฮูฝู แต่เผ่าทางเหนือปัจจุบันก็อยู่ในจีน สุดท้ายฮันบกก็มาจากจีนอยู่ดี"
​สำหรับใครที่เตรียมจะคอมเมนต์ด้วยตรรกะรวบยอดแบบนี้ ขออนุญาตดักทางด้วยหลักวิชาการสากล 3 ข้อครับ:
​ตรรกะพรมแดนรัฐชาติสมัยใหม่ (Anachronism Fallacy): การเอาแผนที่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 21 ไปทาบทับประวัติศาสตร์เมื่อ 2,000 ปีก่อนเป็นความผิดพลาดทางวิชาการอย่างร้ายแรง ชนเผ่าเร่ร่อน (เซียนเป่ย, ซงหนู, มั่วเฮ่อ) ในอดีตเป็นรัฐชาติพันธุ์อิสระที่มีอธิปไตยของตนเอง การที่ดินแดนของพวกเขาถูกผนวกรวมเป็นเขตแดนจีนในปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่าวัฒนธรรมอัลไตอิกเมื่อ 2,000 ปีก่อนจะถูกสวมรอยเป็น "ลิขสิทธิ์ของชาวฮั่น" ย้อนหลังได้
​วิวัฒนาการที่แยกสายกันเด็ดขาด (Divergent Evolution): แม้ฮันบกและชุดดั้งเดิมของชนกลุ่มน้อยในจีนจะมีรากฮูฝูร่วมกัน แต่มันแยกสายวิวัฒนาการกันมานานนับพันปี ฝั่งแผ่นดินใหญ่ถูกพัฒนาโดยชาวแมนจูจนกลายเป็น "กี่เพ้า" เข้ารูป ในขณะที่ฮันบกพัฒนาไปสู่การขยายวอลลุ่ม กระโปรงชีมาที่พองกว้าง และเสื้อชอกอรีที่สั้นกุดในปลายยุคโชซอน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เคยปรากฏในแผ่นดินจีน
​นวัตกรรมร่วมของภูมิภาค (Shared Regional DNA): โครงสร้างเสื้อท่อนบนและกางเกง ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น "นวัตกรรมร่วม" ของมนุษยชาติในเขตหนาว เหมือนที่คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นุ่งผ้าท่อนล่างคล้ายกัน การที่โคกูรยอและอาณาจักรบนคาบสมุทรแชร์แพทเทิร์นนี้กับเพื่อนบ้านในทุ่งหญ้าสเตปป์ ไม่ได้ทำให้พวกเขาตกเป็นซับเซต (Subset) ของศูนย์กลางอารยธรรมฮั่นแต่อย่างใด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่