พอเข้าอายุ 60 หลายคนตรวจสุขภาพกันจริงจังกว่าเดิมครับ เจาะเลือดดูน้ำตาล ไขมัน ตับ ไต วัดความดัน พอผลออกมาดีก็รู้สึกโล่งว่า “ปีนี้ยังโอเค”
แต่ปัญหาคือ ผลเลือดไม่ได้บอกทุกอย่าง
มะเร็งบางชนิดระยะแรกอาจยังไม่ทำให้ค่าเลือดผิดปกติ กระดูกพรุนก็ไม่ได้ดูจากแคลเซียมในเลือดอย่างเดียว ต้อหินช่วงแรกอาจยังมองเห็นดี และบางโรคของหลอดเลือดก็ไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ครับ
ดังนั้นวัย 60+ ผมอยากให้เปลี่ยนจากคำถามว่า
“ปีนี้เจาะเลือดหรือยัง?”
เป็น “มีอะไรที่ถึงเวลาต้องคัดกรอง แต่เราไม่เคยตรวจหรือเปล่า?”
7 เรื่องนี้ผมว่าอย่างน้อยควรรู้ไว้ครับ
1. มะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่ารอให้ถ่ายเป็นเลือดก่อนค่อยตรวจ
มะเร็งลำไส้ใหญ่นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับว่า “ไม่มีอาการ” ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรอยู่ข้างใน
มะเร็งลำไส้จำนวนหนึ่งเริ่มจากติ่งเนื้อเล็ก ๆ ในลำไส้ แล้วใช้เวลาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราตรวจเจอตั้งแต่ระยะติ่งเนื้อ บางชนิดสามารถตัดออกก่อนที่จะพัฒนาไปไกลกว่านั้นได้
ช่วงอายุ 60 จึงยังอยู่ในช่วงสำคัญของการคัดกรองมะเร็งลำไส้ครับ โดยแนวทางสากลหลายแห่งแนะนำการคัดกรองในผู้ใหญ่อายุประมาณ 45–75 ปี ส่วนวิธีตรวจมีหลายแบบ ไม่ได้มีแต่ส่องกล้องอย่างเดียว เช่น ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ หรือส่องกล้องตามความเหมาะสมของแต่ละคน ความเสี่ยงและรอบการตรวจก็ไม่เท่ากันครับ
สิ่งที่ผมอยากให้ถามตัวเองคือ
“เราเคยคัดกรองมะเร็งลำไส้จริง ๆ หรือยัง?”
ไม่ใช่แค่ปีนี้ไม่มีซีด ไม่มีปวดท้อง แล้วถือว่าผ่านครับ
โดยเฉพาะถ้ามีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ มีประวัติติ่งเนื้อ หรือมีโรคลำไส้บางชนิด แผนการตรวจอาจต้องเริ่มเร็วหรือถี่กว่าคนทั่วไป
2. ผู้หญิงวัยนี้ อย่าลืมแมมโมแกรมแม้จะคลำไม่เจอก้อน
เรื่องเต้านมก็เหมือนกันครับ
หลายคนใช้วิธี
“อาบน้ำแล้วคลำดู ไม่มีก้อนก็น่าจะโอเค”
การสังเกตความผิดปกติของเต้านมยังมีประโยชน์ แต่ก้อนบางก้อนเล็กเกินกว่าจะคลำเจอครับ
การตรวจด้วย แมมโมแกรม คือการเอกซเรย์เต้านมเพื่อหาความผิดปกติที่ยังเล็กมาก แนวทางของ USPSTF ปัจจุบันแนะนำแมมโมแกรมทุก 2 ปีในผู้หญิงอายุ 40–74 ปีที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงทั่วไปครับ
ดังนั้นวัย 60 ต้น ๆ ถึง 70 ต้น ๆ ยังอยู่ในช่วงที่การคัดกรองมีความสำคัญมาก
แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น เคยเป็นมะเร็งเต้านม มีญาติใกล้ชิดเป็นตั้งแต่อายุน้อย หรือมีพันธุกรรมบางอย่าง แผนการตรวจก็อาจต่างออกไป
และถ้ามีก้อนใหม่ หัวนมบุ๋ม มีเลือดออกจากหัวนม หรือผิวเต้านมเปลี่ยน อันนี้ไม่ต้องรอถึงรอบแมมโมแกรมครับ
3. มะเร็งปากมดลูก อย่าเพิ่งหยุดตรวจเพราะคิดว่า “แก่แล้ว”
จุดนี้ผู้หญิงวัย 60 หลายคนหลุดจากการตรวจครับ
ประจำเดือนหมดแล้ว
ไม่มีเพศสัมพันธ์แล้ว
ไม่มีอาการอะไร
ก็เลยคิดว่า
“คงไม่ต้องตรวจปากมดลูกแล้วมั้ง”
จริง ๆ อายุ 60–65 ยังเป็นช่วงที่ต้องดูว่าการคัดกรองที่ผ่านมา ครบและต่อเนื่องเพียงพอหรือยัง
สำหรับผู้หญิงอายุเกิน 65 ปีที่เคยคัดกรองอย่างเหมาะสมต่อเนื่อง ผลปกติ และไม่มีความเสี่ยงสูง อาจหยุดคัดกรองได้ แต่คำสำคัญอยู่ที่คำว่า “เคยตรวจเพียงพอแล้ว” ครับ ไม่ใช่แค่ครบ 65 ปุ๊บแล้วหยุดทุกคน
ถ้าจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายตรวจเมื่อไร
ไม่เคยตรวจสม่ำเสมอ
หรือเคยมีผลผิดปกติ
ตรงนี้ควรทบทวนก่อนครับ
วัย 60 ไม่ใช่เวลาที่จะบอกว่า
“หมดประจำเดือนแล้ว มดลูกคงเกษียณไปพร้อมเรา”
ยังต้องดูประวัติให้ครบก่อนครับ
4. กระดูกพรุน ตรวจเลือดแคลเซียมปกติไม่ได้แปลว่ากระดูกแน่น
ข้อนี้คนเข้าใจผิดเยอะมากครับ
ตรวจเลือดออกมา
แคลเซียมปกติ
เลยคิดว่า
“งั้นกระดูกไม่น่าพรุน”
ไม่ใช่แบบนั้นครับ
ร่างกายพยายามรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมอยู่แล้ว ดังนั้นคนที่มวลกระดูกลดลงก็ยังมีแคลเซียมในเลือดปกติได้
ถ้าจะดูว่ากระดูกบางหรือพรุนจริงไหม ต้องใช้การตรวจ ความหนาแน่นของกระดูก โดยมักใช้เครื่องที่เรียกว่า DXA
ปัจจุบันมีคำแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปตรวจคัดกรองกระดูกพรุน และผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่อายุน้อยกว่านั้น ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงมากก็อาจต้องประเมินก่อนถึง 65 ครับ
ส่วนผู้ชายต้องดูเป็นรายคนมากกว่า เพราะหลักฐานสำหรับการคัดกรองทุกคนยังไม่ชัดเท่าผู้หญิง
โดยเฉพาะคนที่
ตัวเล็กมาก
เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกไม่มาก
ใช้สเตียรอยด์นาน
สูบบุหรี่
ดื่มหนัก
หรือมีโรคบางชนิดที่กระทบกระดูก
อย่ารอให้ล้มแล้วสะโพกหักก่อนค่อยถามว่ากระดูกพรุนไหมครับ
5. ผู้ชายที่เคยสูบบุหรี่ ต้องรู้จัก “หลอดเลือดแดงใหญ่ในท้องโป่งพอง”
อันนี้เป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ครับ แต่ผมว่าควรรู้ไว้
เรามีหลอดเลือดแดงใหญ่เส้นหนึ่งวิ่งจากหัวใจลงมาผ่านช่องท้อง ถ้าผนังหลอดเลือดบริเวณนั้นอ่อนแอและโป่งออกมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเรียกว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (abdominal aortic aneurysm)
ปัญหาคือหลายคน ไม่มีอาการเลย
แต่ถ้ามันโตจนแตกขึ้นมา จะเป็นภาวะฉุกเฉินรุนแรงครับ
ในผู้ชายอายุประมาณ 65–75 ปีที่เคยสูบบุหรี่ มีคำแนะนำให้พิจารณาตรวจอัลตราซาวนด์คัดกรองหนึ่งครั้ง เพราะกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปครับ
ไม่ใช่ว่าผู้ชายอายุ 60 ทุกคนต้องวิ่งไปตรวจพรุ่งนี้นะครับ
แต่ถ้าเคยสูบบุหรี่ โดยเฉพาะสูบมานาน ผมอยากให้รู้ว่ามีการคัดกรองเรื่องนี้อยู่ และถามตอนตรวจสุขภาพว่าตัวเองเข้าเกณฑ์หรือไม่
นี่แหละครับตัวอย่างของโรคที่ เจาะเลือดปกติทุกตัวก็ยังมีได้
6. ตรวจตาแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่ไปตัดแว่นใหม่
พอวัย 60 สายตาเปลี่ยน หลายคนแก้ด้วยการตัดแว่นครับ
มองไกลไม่ชัดก็ตัดใหม่
อ่านหนังสือไม่ชัดก็เพิ่มกำลังเลนส์
แต่สิ่งที่ผมห่วงคือ โรคตาบางอย่างไม่ได้แก้ด้วยการเปลี่ยนแว่น
เช่น ต้อกระจก
ต้อหิน
โรคจอประสาทตา
รวมถึงปัญหาจอประสาทตาจากเบาหวานในคนที่เป็นเบาหวาน
โดยเฉพาะต้อหิน ช่วงแรกบางคนแทบไม่มีอาการ แต่ลานสายตาสามารถค่อย ๆ เสียไปได้ National Eye Institute ระบุว่าคนอายุเกิน 60 ปีเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต้อหินสูงขึ้น และการตรวจตาแบบขยายม่านตาช่วยตรวจโรคบางอย่างได้ตั้งแต่ระยะต้นครับ
สำหรับต้อกระจกเอง แนะนำว่าคนอายุ 60 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจตาแบบขยายม่านตาเป็นระยะ โดยทั่วไปประมาณทุก 1–2 ปีตามความเหมาะสมครับ
ดังนั้นคำว่า
“ยังมองเห็นอยู่”
ยังไม่พอครับ
เหมือนรถยังวิ่งได้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเช็กเบรก
7. เช็กวัคซีนและเรื่องป้องกันโรค อย่าตรวจแต่สิ่งที่เกิดไปแล้ว
ข้อสุดท้ายนี้หลายคนลืมครับ
ตรวจเลือดทุกปี
แต่ไม่รู้ว่าวัคซีนล่าสุดฉีดอะไรไปบ้าง
วัย 60+ เป็นช่วงที่ผมอยากให้เริ่มเปิดประวัติวัคซีนมาดูจริงจัง เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายเปลี่ยนตามวัย และโรคติดเชื้อบางชนิดอาจทำให้ผู้สูงอายุป่วยหนักกว่าตอนหนุ่มสาว
สิ่งที่ควรทบทวนตามอายุ โรคประจำตัว และประวัติเดิม เช่น ไข้หวัดใหญ่ งูสวัด ปอดอักเสบ บาดทะยัก รวมถึงวัคซีนอื่นที่เหมาะกับแต่ละคน โดยตารางวัคซีนผู้ใหญ่มีการปรับตามข้อมูลใหม่เป็นระยะครับ
ไม่ได้หมายความว่าต้องฉีดทุกตัวในวันเดียวครับ
สิ่งที่ควรทำคือ
เอาประวัติเดิมมาดูว่าขาดอะไร
เพราะการตรวจสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่ค้นว่า
“ตอนนี้เราเป็นโรคอะไรแล้ว?”
แต่ควรถามด้วยว่า
“มีโรคอะไรที่เรายังป้องกันได้ก่อนมันมา?”
เพราะฉะนั้นวัย 60+ ไปตรวจสุขภาพ อย่าเอาแต่ใบผลเลือดครับ
ลองมีเช็กลิสต์เพิ่มประมาณนี้
• ลำไส้ใหญ่: เคยคัดกรองหรือยัง และถึงรอบตรวจครั้งต่อไปเมื่อไร
• ผู้หญิง: แมมโมแกรมยังอยู่ในช่วงที่ควรตรวจไหม และประวัติการตรวจปากมดลูกที่ผ่านมาเพียงพอหรือยัง
• กระดูก: เข้าเกณฑ์ตรวจความหนาแน่นกระดูกหรือยัง โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 65+
• ผู้ชายที่เคยสูบบุหรี่: ควรคัดกรองหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองหรือไม่
• ตา: เคยตรวจตาแบบขยายม่านตาหรือยัง ไม่ใช่แค่ไปวัดค่าสายตา
• วัคซีน: มีตัวไหนถึงรอบหรือยังไม่เคยได้รับ
• สุขภาพช่องปาก: ฟัน เหงือก ฟันปลอม และอาการปากแห้งก็ควรดูด้วย เพราะวัยที่มากขึ้นและยาบางชนิดทำให้ปัญหาช่องปากเพิ่มขึ้นได้ครับ
และไม่จำเป็นต้องซื้อแพ็กเกจตรวจทุกอย่างที่มีนะครับ
อายุเท่ากันก็ไม่ได้แปลว่าต้องตรวจเหมือนกันหมด
คนหนึ่งเคยสูบบุหรี่มา 30 ปี
อีกคนไม่เคยสูบ
คนหนึ่งมีแม่เป็นมะเร็งลำไส้
อีกคนไม่มีประวัติครอบครัว
คนหนึ่งเคยส่องกล้องแล้วปกติ
อีกคนอายุ 62 ยังไม่เคยคัดกรองเลย
สิ่งที่ควรตรวจจึงต้องดูทั้งอายุ เพศ ประวัติครอบครัว โรคเดิม พฤติกรรม และสิ่งที่เคยตรวจมาแล้วครับ
วัย 60+ เจาะเลือดทุกปียังดีครับ และควรทำตามความเหมาะสม
แต่ถ้าตรวจแค่น้ำตาล ไขมัน ตับ ไต แล้วบอกว่า
“ทุกอย่างปกติ สุขภาพดีหมดแล้ว”
ผมว่ายังเร็วไปหน่อย
เพราะมีทั้ง มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก กระดูกพรุน โรคหลอดเลือดบางชนิด และโรคตา ที่ไม่ได้รอให้ผลเลือดแดงก่อนถึงจะเกิด
สิ่งที่อยากให้ทำคือ ก่อนตรวจสุขภาพปีหน้า ลองเปิดประวัติตัวเองดูครับว่า อะไรตรวจแล้ว อะไรยังไม่เคยตรวจ และอะไรถึงรอบแล้ว
สุขภาพวัย 60 ไม่ใช่ตรวจให้เยอะที่สุดครับ
แต่คือ ตรวจสิ่งที่ควรตรวจให้ถูกคน ถูกเวลา และไม่ปล่อยให้โรคที่มีโอกาสเจอเร็วหลุดผ่านไปเพียงเพราะผลเลือดยังสวย
Cr. FBหมอเจด
ตรวจสุขภาพทุกปีก็พลาดได้! 7 อย่างวัย 60+ ที่ต้องเช็กมากกว่าค่าเลือด!