ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อ TISCO ออกมาเตือนว่า ประเทศไทยกำลังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ "Japanification" หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตช้าลงเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อต่ำจนใกล้ภาวะเงินฝืด และจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นเคยเผชิญในช่วง "ทศวรรษที่สาบสูญ" (Lost Decades) ที่เศรษฐกิจซบเซายาวนาน 20-30 ปี
1. ความเสี่ยงพุ่งสูงก้าวกระโดด เร็วที่สุดในภูมิภาค
คุณเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ TISCO ESU ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง Japanification 10 ข้อ ของสื่อต่างประเทศ:
ก่อนโควิด (ปี 2019): ไทยเข้าเกณฑ์เพียง 2 ข้อ เท่านั้น
ปี 2025: คะแนนความเสี่ยงของไทยพุ่งสูงถึง 7 ข้อ (เพิ่มขึ้น 5 ข้อในเวลาไม่กี่ปี)
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีนที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว คะแนนของจีนขยับจาก 5 ข้อ มาเป็น 7 ข้อ ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่อัตราการเร่งตัวเข้าสู่ภาวะ Japanification เร็วที่สุดในภูมิภาค
2. วิกฤตโครงสร้างประชากร: เด็กเกิดน้อยกว่าญี่ปุ่น
จำนวนประชากรวัยทำงานของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังลดลงอย่างรวดเร็วเป็นรูประฆังคว่ำ ส่งผลให้คนทำงานมีจำนวนน้อยลง ขณะที่ภาระภาษีต่อหัวในการดูแลสังคมจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
สัดส่วนผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป): ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 14% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยเป็นเมื่อ 28 ปีที่แล้ว แปลว่าไทยกำลังเดินตามรอยญี่ปุ่น แต่ใช้เวลารวดเร็วกว่ามาก
อัตราการเกิดต่ำวิกฤต: โดยปกติประเทศจะรักษาจำนวนประชากรให้คงที่ได้ ต้องมีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ราว 2.1 (ผู้ใหญ่ 2 คน มีลูกเฉลี่ย 2.1 คน) แต่ปัจจุบันของไทยร่วงลงมาต่ำกว่า 2.0 และ ต่ำกว่าญี่ปุ่นไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ฐานคนรุ่นถัดไปแคบลงและต้องแบกรับภาระหนักขึ้นอย่างมาก
3. “คนไทยแก่ก่อนรวย” ข้อแตกต่างที่น่ากลัวกว่าญี่ปุ่น
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ของไทยน่ากังวลและหนักหนากว่าญี่ปุ่นในอดีต คือเรื่อง "เงินในกระเป๋า" ของประชากร:
ในวันที่ ญี่ปุ่น มีสัดส่วนผู้สูงอายุแตะ 14% รายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ในวันที่ ไทย แตะระดับสัดส่วนผู้สูงอายุ 14% เท่ากัน รายได้ต่อหัวของคนไทยกลับอยู่ที่เพียงประมาณ 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น
นั่นหมายความว่า "คนไทยกำลังแก่ตัวลง ในขณะที่รายได้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ญี่ปุ่นเคยมี" สะท้อนถึงภาวะ "แก่ก่อนรวย" ที่จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนในการรับมือกับอนาคต
ที่มา: IG : todaybizview
(อ้างอิงข้อมูลจาก TISCO ESU)
สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทย! เสี่ยงติดดัก “Japanification” เร็วที่สุดในภูมิภาค พร้อมวิกฤต “แก่ก่อนรวย”
1. ความเสี่ยงพุ่งสูงก้าวกระโดด เร็วที่สุดในภูมิภาค
คุณเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ TISCO ESU ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง Japanification 10 ข้อ ของสื่อต่างประเทศ:
ก่อนโควิด (ปี 2019): ไทยเข้าเกณฑ์เพียง 2 ข้อ เท่านั้น
ปี 2025: คะแนนความเสี่ยงของไทยพุ่งสูงถึง 7 ข้อ (เพิ่มขึ้น 5 ข้อในเวลาไม่กี่ปี)
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีนที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว คะแนนของจีนขยับจาก 5 ข้อ มาเป็น 7 ข้อ ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่อัตราการเร่งตัวเข้าสู่ภาวะ Japanification เร็วที่สุดในภูมิภาค
2. วิกฤตโครงสร้างประชากร: เด็กเกิดน้อยกว่าญี่ปุ่น
จำนวนประชากรวัยทำงานของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังลดลงอย่างรวดเร็วเป็นรูประฆังคว่ำ ส่งผลให้คนทำงานมีจำนวนน้อยลง ขณะที่ภาระภาษีต่อหัวในการดูแลสังคมจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
สัดส่วนผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป): ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 14% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยเป็นเมื่อ 28 ปีที่แล้ว แปลว่าไทยกำลังเดินตามรอยญี่ปุ่น แต่ใช้เวลารวดเร็วกว่ามาก
อัตราการเกิดต่ำวิกฤต: โดยปกติประเทศจะรักษาจำนวนประชากรให้คงที่ได้ ต้องมีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ราว 2.1 (ผู้ใหญ่ 2 คน มีลูกเฉลี่ย 2.1 คน) แต่ปัจจุบันของไทยร่วงลงมาต่ำกว่า 2.0 และ ต่ำกว่าญี่ปุ่นไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ฐานคนรุ่นถัดไปแคบลงและต้องแบกรับภาระหนักขึ้นอย่างมาก
3. “คนไทยแก่ก่อนรวย” ข้อแตกต่างที่น่ากลัวกว่าญี่ปุ่น
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ของไทยน่ากังวลและหนักหนากว่าญี่ปุ่นในอดีต คือเรื่อง "เงินในกระเป๋า" ของประชากร:
ในวันที่ ญี่ปุ่น มีสัดส่วนผู้สูงอายุแตะ 14% รายได้ต่อหัวของคนญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ในวันที่ ไทย แตะระดับสัดส่วนผู้สูงอายุ 14% เท่ากัน รายได้ต่อหัวของคนไทยกลับอยู่ที่เพียงประมาณ 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น
นั่นหมายความว่า "คนไทยกำลังแก่ตัวลง ในขณะที่รายได้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ญี่ปุ่นเคยมี" สะท้อนถึงภาวะ "แก่ก่อนรวย" ที่จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนในการรับมือกับอนาคต
ที่มา: IG : todaybizview
(อ้างอิงข้อมูลจาก TISCO ESU)