JJNY : สื่อนอกเตือนไทย โตต่ำ-เงินเฟ้อทรุด│โอดแล้งหนัก ข้าวโพดยืนต้นตาย│สส.พรรคส้มตั้งข้อสังเกตกกต.│วัสดักคอกกต.ไม่ส่งศาล

สื่อนอกเตือนไทยเสี่ยงภาวะ ‘Japanification’ โตต่ำ-เงินเฟ้อทรุด เผยต้นเหตุดอกเบี้ยต่ำติดอันดับโลก
.

.
สื่อนอกเตือน ไทยเสี่ยงเจอภาวะ ‘Japanification’ โตต่ำ-เงินเฟ้อทรุด เจาะ 3 วิกฤตต้นเหตุดอกเบี้ยต่ำติดอันดับโลก
.
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานบทวิเคราะห์ เรื่อง “ทำไมประเทศไทย ถึงมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” ซึ่งเขียนโดย เอ.อนันทา ลักษมี จากจาการ์ตา อินโดนีเซีย
.
รายงานดังกล่าว ระบุว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนที่จะร่ำรวย ขณะที่ระดับหนี้สูงกำลังขัดขวางการใช้จ่ายที่อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และว่า ประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในเอเชีย ต่อภาวะ “Japanification” (เจแปนอิฟิเคชั่น) หรือ การตกอยู่ในภาวะเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำยาวนานแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาวะเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตต่ำเป็นเวลานาน
.
รายงานระบุว่า ตลาดเกิดใหม่แห่งนี้ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “เสือแห่งเอเชีย” กำลังจะเข้ามาแทนที่ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะสัญลักษณ์ใหม่ของการเติบโตที่ชะงักงัน และอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในเอเชีย

โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักของประเทศไทย อยู่ที่เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเป็นรองเพียงประเทศสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น แม้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะเร่งคุมเข้มนโยบายการเงิน เพื่อสยบอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ในการประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา
.
นักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า ประเทศไทย อาจมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าญี่ปุ่นในไม่ช้า ซึ่งญี่ปุ่นเองเคยติดอยู่กับภาวะอัตราดอกเบี้ยติดลบและภาวะเงินฝืดมานานหลายปี แต่ได้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และคาดว่า จะปรับขึ้นอีกอย่างเร็วที่สุดในเดือนกันยายน เพื่อรับมือกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น
.
อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำของไทย สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงหลักของภูมิภาค ที่จะเกิดภาวะ “Japanification” ซึ่งหมายถึงภาวะเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตต่ำเป็นเวลานาน เนื่องจากปัจจัยหนี้ครัวเรือนที่สูง สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เริ่มติดขัด เช่น การท่องเที่ยว ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคถูกจำกัด
.
ลูอิส ลู ประธานฝ่ายเศรษฐกิจเอเชีย ของ อ๊อกซ์ฟอร์ อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า “เอเชียโดยรวมเผชิญความเสี่ยงเรื่อง Japanification สูงกว่าภูมิภาคอื่นในโลก เพราะกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนัก เพราะระดับหนี้สูงมากอยู่แล้ว” และว่า ในขณะที่จีนเผชิญความเสี่ยงที่คล้ายกัน แต่จีนยังมีเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการคลังมากกว่าในการพยุงเศรษฐกิจ
.
นายนนท์ พฤกษ์สิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำของไทย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าเป็นปัญหาตามวัฏจักร “เราไม่มีแรงดันอุปสงค์ที่มากพอ เราเป็นสังคมสูงวัย เรามีหนี้สูง ดังนั้น จึงไม่มีปัจจัยบวกมากนักที่จะทำให้ผู้บริโภคออกมาใช้จ่าย
.
โดยก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประเทศไทย เผชิญกับภาวะเงินฝืดติดต่อกันยาวนานถึง 12 เดือน แม้การเปิดฉากสงครามจะดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น แต่แรงกดดันนั้นเริ่มคลายตัวลงแล้ว และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ในเดือนกรกฎาคม เหลือ 1.95 เปอร์เซ็นต์
.
แรงกดดันจากภาวะเงินฝืดนี้ ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งเป้าจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ภายในปี 2037 (พ.ศ.2580) โดยตัวเลขการเติบโตประจำปี จมอยู่ที่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ มานานหลายปี และธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ คาดการณ์ว่า ปีนี้จะต่ำลงไปอีก
.
รายงานระบุว่า การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันอันดุเดือดของสินค้าราคาถูกจากจีน และการเติบโตของศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ภัยคุกคามจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐ และจำนวนแรงงานที่ลดลง ก็ส่งผลกระทบต่อการผลิตภายในประเทศเช่นกัน
.
ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้น ต่ำและไม่ทั่วถึง และอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยในกรณีเกิดวิกฤต พร้อมยอมรับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย มาถึงเกือบสุดขีดจำกัด ของนโยบายการเงิน ในการกระตุ้นการเติบโตแล้ว และจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการคลังของรัฐบาล เพื่อเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
.
ในด้านประชากรศาสตร์ ถือเป็นอีกหนึ่งชนวนความเสี่ยง ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ อัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่ธนาคารโลก ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวม อยู่ที่เพียง 1.2 คน ต่อผู้หญิง 1 คน ซึ่งต่ำกว่า 2.1 คน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับประชากรที่มีเสถียรภาพ
.
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ประชากรไทย อาจลดลงจาก 67 ล้านคน เหลือเพียง 30 ล้านคน ภายใน 50 ปีข้างหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่รับ และนักวิเคราะห์ต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
.
มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มประเทศเอเชียเกิดใหม่ ของบริษัท แพนธีออน มาโครอีโคโนมิกส์ กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 ประเทศไทย มีจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง และนั่นเป็นเพียงเรื่องของการเติบโตเชิงโครงสร้สงที่ต่ำในอนาคต ซึ่งมักหมายถึงอัตราเงินเฟ้อต่ำ และอัตราดาดอกเบี้ยที่ต่ำตามไปด้วย.
.

.
เกษตรกรโอด รับชะตากรรมขาดทุน แล้งหนัก ฝนทิ้งช่วง ข้าวโพดกำลังยืนต้นตาย
https://news.ch7.com/detail/893977
.
ชาวไร่ข้าวโพด โอดประสบปัญหาภัยแล้ง ข้าวโพดที่ปลูกเหี่ยวเฉา กำลังยืนต้นตาย หลังฝนทิ้งช่วงยาวนาน พ้อยอมรับชะตากรรมขาดทุนแน่นอน เหตุลงทุนสูง ทั้งพันธุ์ข้าวโพด ปุ๋ย ยาฆ่าหญ้าราคาแพง
.
วันนี้ (28 ส.ค. 69) นายสละ อายุ 67 ปี เกษตรกร ต.บ้านหัน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กำลังลงพื้นสำรวจไร่ข้าวโพดของตนเองที่ปลูกเอาไว้ทั้งหมด 17 ไร่ โดยสภาพไร่ข้าวโพดเป็นพื้นดินแห้งแล้ง ต้นข้าวโพดที่แทงต้นออกมานั้นเหี่ยวเฉา กำลังยืนต้นตาย เนื่องจากขาดน้ำ หลังจากประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงนาน จนทำให้ต้นข้าวโพดที่ปลูกเอาไว้ขาดน้ำและเสี่ยงที่จะยืนต้นตายในที่สุด
.
นายสละ บอกว่า ข้าวโพดที่ปลูกไว้รอบนี้ไม่รู้ว่าจะได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องประสบปัญหากับราคาพันธุ์ข้าวโพด ,ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่แพงขึ้น ซึ่งคาดว่าปีนี้น่าจะขาดทุนแน่นอน เนื่องจากการปลูกข้าวโพดนั้นลงทุนต่อปีค่อนข้างสูง อย่างตนที่ปลูกข้าวโพด 17 ไร่ ลงทุนไปเกือบ 4 หมื่นบาท อีกทั้งยังต้องมาประสบกับปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงมายาวนาน ก่อนหน้าก็มีฝนตกลงมาอยู่บ้าง แต่ก็ปริมาณน้อย จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน ด้วยการตรึงราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลง พร้อมทั้งสนับสนุนแหล่งน้ำในการทำการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้งในขณะนี้
.

.
สส.พรรคส้ม ตั้งข้อสังเกต กกต.ฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. อาจแค่ “ซื้อเวลา” จ่อยื่น “ปปช.” สอบรายบุคคล
.
สส.พรรคส้ม ข้องใจ กกต.ฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. อาจแค่ “ซื้อเวลา” จี้ เปิดจำนวนมี สว.ทำงานจริงกี่คน หากผิดจริงเรียกเงินคืน จ่อยื่น “ป.ป.ช.” สอบ กกต.รายบุคคล
.
วันนี้ (28 ส.ค.69) นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 คน จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ "ซื้อเวลา" ทั้งที่กระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้มีหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์
.
นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 คนนั้น มี สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่กี่คน และมี สว. สำรองกี่คน เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง ส่วนใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาชี้แจงหักล้าง
.
นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวอยากให้มีการปรับแก้กฎหมาย โดยให้ประชาชนมีสิทธิเป็นผู้ร้องเองได้ หากมีกรณีการกระทำที่ไม่ชอบต่อหน้าที่ ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา โดยผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว.บุคคลนั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายกำหนดระหว่างรอคำพิพากษา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่