สถานการณ์การว่างงานของไทยในปี
2569 ล่าสุดขยับตัวสูงขึ้นจากปี 2568
มีรายละเอียดจากหน่วยงานวิจัยและสถิติภาครัฐดังนี้:
สถิติผู้ว่างงานปี 2569 ไตรมาส 2
สำนักงานสถิติแห่งชาติ
มีจำนวนผู้ว่างงานพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ
4.01 แสนคน
คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณ 0.95–1.0%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ตลาดแรงงานไทยปี 2569 มีผู้มีงานทำ 41.2 ล้านคน
อัตราว่างงานเพิ่มเป็น
0.94% หรือราว 3.9 แสนคน
ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่ม 27%
สภาพัฒน์ (NESDC)
ข้อมูลภาวะสังคม มีผู้ว่างงานเฉลี่ยสะสมราว
3.93 แสนคน
แรงงาน 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบจาก AI อาจมีการเลิกจ้างเฉลี่ย 4 หมื่นคนต่อเดือน
ปัจจัยและกลุ่มเสี่ยงสำคัญในปีนี้
1 กลุ่มเด็กจบใหม่ (ระดับอุดมศึกษา): กลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนว่างงานสูงที่สุด เนื่องจากตลาดแรงงานยังไม่ขยายตัวรับวุฒิปริญญาตรีอย่างเต็มที่
2 การถูกเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและประกันสังคม: ข้อมูลสะท้อนว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้างและยื่นขอสิทธิประโยชน์ว่างงานเพิ่มขึ้น เฉลี่ยประมาณเดือนละ 40,000 คน
3 การปรับตัวสู่เศรษฐกิจนอกระบบ:
- แรงงานที่ตกงานส่วนหนึ่งหันไปพึ่งพาอาชีพรับจ้างอิสระ ขับรถรับส่ง/ส่งอาหาร (Gig Economy)
- ทำธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กมากขึ้น
สรุปคือ
ยอดคนตกงานและว่างงานในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปี 2568
จากราว 3.6 แสนคน ขึ้นมาอยู่ที่
3.9 – 4.0 แสนคน
ไตรมาส 4
ผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยหลักดังนี้ครับ:
1. ผลกระทบจาก "สงครามในตะวันออกกลาง" (กดดันเศรษฐกิจและต้นทุน)
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นในแถบตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปี 2569:
วิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน: พลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ต้นทุนการผลิตและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น แต่ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับชะลอตัว
ผู้ประกอบการ SME และโรงงานเสี่ยงสูง:
ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและ SME สู้ต้นทุนไม่ไหว ทำให้เกิดนโยบายเลิกจ้าง (Lay-off), ตัดลดเงินเดือน หรือชะลอการเปิดรับพนักงานใหม่
กระทบภาคการส่งออกและส่งออกแรงงาน:
การส่งออกไทยขยายตัวต่ำ และแรงงานไทยที่ต้องการไปทำงานในแถบตะวันออกกลางต้องถูกชะลอตัวเพื่อความปลอดภัย
กระทรวงแรงงานจึงต้องเร่งจัดสรรตำแหน่งงานในประเทศรองรับ
2. ผลกระทบจาก "ภัยธรรมชาติน้ำท่วม" (ซ้ำเติมภาคเกษตรและท้องถิ่น)
ภาคการเกษตรและแรงงานนอกระบบบาดเจ็บหนัก: อุทกภัยช่วงฤดูฝนทำลายพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้นายจ้างและเกษตรกรขาดรายได้ แรงงานรับจ้างรายวันในพื้นที่ประสบภัยจึงขาดจ้างทันที
กลุ่มว่างงานแฝง (Underemployment): แม้บางคนจะไม่ถูกบันทึกว่า ตกงาน อย่างเป็นทางการเพราะยังจับงานเล็กๆ น้อยๆ ทำ
แต่ชั่วโมงทำงานและรายได้ลดลงอย่างมากจนไม่พอต่อการดำรงชีวิต
สรุปภาพรวม ไตรมาส 4
ในปี 2569 นี้ ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ว่างงานใหม่ เช่น กลุ่มเด็กจบใหม่ปริญญาตรีเท่านั้น
สภาพัฒน์และนักวิชาการยังกังวลเรื่อง
"กลุ่มว่างงานระยะยาว" (Long-term Unemployed) ที่ปรับตัวสูงขึ้น
เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจเปลี่ยน และแรงกระแทกจากราคาน้ำมันแพง
กดดันให้ภาคเอกชนต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดครับ
ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน
คือ
กดดันฝั่งนายจ้าง (ผู้ประกอบการ) และ
บีบฝั่งลูกจ้าง (แรงงาน)
จนส่งผลให้ตัวเลขการตกงานและภาระหนี้สินวิกฤตขึ้นในปี 2569 นี้
โดยสรุปความเชื่อมโยงได้ดังนี้
1. ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ: "ต้นทุนพุ่ง จนต้องลดขนาดองค์กร"
เมื่อค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานของฝั่งธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตาม (ค่าน้ำมัน, ค่าขนส่ง, ค่าวัตถุดิบ, ค่าพลังงาน):
กำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัว: เมื่อสินค้าแพงขึ้น ประชาชนชะลอการใช้จ่าย ทำให้ยอดขายของฝั่งภาคการผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก และบริการตกต่ำลง
ต้องตัดลดต้นทุนแรงงาน:
เพื่อประคองให้อยู่รอด ภาคธุรกิจจำนวนมากจำใจต้องใช้นโยบายยกเลิกการทำโอที (OT),
ชะลอการเปิดรับพนักงานใหม่ หรือสัดส่วนแรงงานถูกปรับลดลง/ปิดกิจการลง
ส่งผลให้มีผู้ถูกเลิกจ้างในระบบเพิ่มขึ้นสูงถึงราว 40,000 คนต่อเดือน
2. ผลกระทบต่อแรงงาน: "รายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายแซงหน้า"
ผลการสำรวจสถานภาพแรงงานล่าสุดพบว่า รายจ่ายโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นถึง
37% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
โดยมีค่าอาหารและค่าเดินทางเป็นภาระหลัก:
เงินออมฉุกเฉินหมดลง: แรงงานเกือบ 80% (4 ใน 5 คน) ไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉินเลย
หากเจอลดชั่วโมงทำงานหรือถูกเลิกจ้าง เงินที่มีสะสมไว้ประคองชีวิตได้เฉลี่ยไม่เกิน 2 เดือนเท่านั้น
ต้องกู้ยืมมาหมุนใช้ชีวิต: เมื่อค่าครองชีพสูงเกินรายได้ แรงงานจึงต้องหันไปกู้ยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซ้ำเติมให้ภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง
3. วงจรซ้ำเติม (Vicious Cycle)
ของแพงขึ้น → คนชะลอการซื้อ
ธุรกิจขายของไม่ได้/ต้นทุนสูง → ปลดพนักงาน/ชะลอจ้างงาน
คนตกงาน/ขาดรายได้ → ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อสู้กับค่าครองชีพ
กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจยิ่งลดลง → ส่งผลกลับไปกระทบธุรกิจอีกรอบ
ดังนั้น ปัญหาค่าครองชีพเป็นหนึ่งใน
ต้นตอหลัก
ที่กดดันให้สถานการณ์การว่างงานและความเปราะบางทางการเงินของคนไทยในปีนี้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ปี 69 คนตกงานเพิ่มขึ้นเดือนละ 4 หมื่นคน
พัดกุ้ง ::รายงาน
สถานการณ์การว่างงานของไทยในปี 2569 มีผู้ว่างงานเพิ่มจากปี 2568
มีรายละเอียดจากหน่วยงานวิจัยและสถิติภาครัฐดังนี้:
สถิติผู้ว่างงานปี 2569 ไตรมาส 2
สำนักงานสถิติแห่งชาติ
มีจำนวนผู้ว่างงานพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 4.01 แสนคน
คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณ 0.95–1.0%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ตลาดแรงงานไทยปี 2569 มีผู้มีงานทำ 41.2 ล้านคน
อัตราว่างงานเพิ่มเป็น 0.94% หรือราว 3.9 แสนคน
ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่ม 27%
สภาพัฒน์ (NESDC)
ข้อมูลภาวะสังคม มีผู้ว่างงานเฉลี่ยสะสมราว 3.93 แสนคน
แรงงาน 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบจาก AI อาจมีการเลิกจ้างเฉลี่ย 4 หมื่นคนต่อเดือน
ปัจจัยและกลุ่มเสี่ยงสำคัญในปีนี้
1 กลุ่มเด็กจบใหม่ (ระดับอุดมศึกษา): กลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนว่างงานสูงที่สุด เนื่องจากตลาดแรงงานยังไม่ขยายตัวรับวุฒิปริญญาตรีอย่างเต็มที่
2 การถูกเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและประกันสังคม: ข้อมูลสะท้อนว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้างและยื่นขอสิทธิประโยชน์ว่างงานเพิ่มขึ้น เฉลี่ยประมาณเดือนละ 40,000 คน
3 การปรับตัวสู่เศรษฐกิจนอกระบบ:
- แรงงานที่ตกงานส่วนหนึ่งหันไปพึ่งพาอาชีพรับจ้างอิสระ ขับรถรับส่ง/ส่งอาหาร (Gig Economy)
- ทำธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กมากขึ้น
สรุปคือ
ยอดคนตกงานและว่างงานในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปี 2568
จากราว 3.6 แสนคน ขึ้นมาอยู่ที่ 3.9 – 4.0 แสนคน
ไตรมาส 4
ผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยหลักดังนี้ครับ:
1. ผลกระทบจาก "สงครามในตะวันออกกลาง" (กดดันเศรษฐกิจและต้นทุน)
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นในแถบตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปี 2569:
วิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน: พลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ต้นทุนการผลิตและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น แต่ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศกลับชะลอตัว
ผู้ประกอบการ SME และโรงงานเสี่ยงสูง:
ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและ SME สู้ต้นทุนไม่ไหว ทำให้เกิดนโยบายเลิกจ้าง (Lay-off), ตัดลดเงินเดือน หรือชะลอการเปิดรับพนักงานใหม่
กระทบภาคการส่งออกและส่งออกแรงงาน:
การส่งออกไทยขยายตัวต่ำ และแรงงานไทยที่ต้องการไปทำงานในแถบตะวันออกกลางต้องถูกชะลอตัวเพื่อความปลอดภัย
กระทรวงแรงงานจึงต้องเร่งจัดสรรตำแหน่งงานในประเทศรองรับ
2. ผลกระทบจาก "ภัยธรรมชาติน้ำท่วม" (ซ้ำเติมภาคเกษตรและท้องถิ่น)
ภาคการเกษตรและแรงงานนอกระบบบาดเจ็บหนัก: อุทกภัยช่วงฤดูฝนทำลายพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้นายจ้างและเกษตรกรขาดรายได้ แรงงานรับจ้างรายวันในพื้นที่ประสบภัยจึงขาดจ้างทันที
กลุ่มว่างงานแฝง (Underemployment): แม้บางคนจะไม่ถูกบันทึกว่า ตกงาน อย่างเป็นทางการเพราะยังจับงานเล็กๆ น้อยๆ ทำ
แต่ชั่วโมงทำงานและรายได้ลดลงอย่างมากจนไม่พอต่อการดำรงชีวิต
สรุปภาพรวม ไตรมาส 4
ในปี 2569 นี้ ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ว่างงานใหม่ เช่น กลุ่มเด็กจบใหม่ปริญญาตรีเท่านั้น
สภาพัฒน์และนักวิชาการยังกังวลเรื่อง "กลุ่มว่างงานระยะยาว" (Long-term Unemployed) ที่ปรับตัวสูงขึ้น
เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจเปลี่ยน และแรงกระแทกจากราคาน้ำมันแพง
กดดันให้ภาคเอกชนต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดครับ
ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน
คือ กดดันฝั่งนายจ้าง (ผู้ประกอบการ) และ บีบฝั่งลูกจ้าง (แรงงาน)
จนส่งผลให้ตัวเลขการตกงานและภาระหนี้สินวิกฤตขึ้นในปี 2569 นี้
โดยสรุปความเชื่อมโยงได้ดังนี้
1. ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ: "ต้นทุนพุ่ง จนต้องลดขนาดองค์กร"
เมื่อค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานของฝั่งธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตาม (ค่าน้ำมัน, ค่าขนส่ง, ค่าวัตถุดิบ, ค่าพลังงาน):
กำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัว: เมื่อสินค้าแพงขึ้น ประชาชนชะลอการใช้จ่าย ทำให้ยอดขายของฝั่งภาคการผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก และบริการตกต่ำลง
ต้องตัดลดต้นทุนแรงงาน:
เพื่อประคองให้อยู่รอด ภาคธุรกิจจำนวนมากจำใจต้องใช้นโยบายยกเลิกการทำโอที (OT),
ชะลอการเปิดรับพนักงานใหม่ หรือสัดส่วนแรงงานถูกปรับลดลง/ปิดกิจการลง
ส่งผลให้มีผู้ถูกเลิกจ้างในระบบเพิ่มขึ้นสูงถึงราว 40,000 คนต่อเดือน
2. ผลกระทบต่อแรงงาน: "รายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายแซงหน้า"
ผลการสำรวจสถานภาพแรงงานล่าสุดพบว่า รายจ่ายโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
โดยมีค่าอาหารและค่าเดินทางเป็นภาระหลัก:
เงินออมฉุกเฉินหมดลง: แรงงานเกือบ 80% (4 ใน 5 คน) ไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉินเลย
หากเจอลดชั่วโมงทำงานหรือถูกเลิกจ้าง เงินที่มีสะสมไว้ประคองชีวิตได้เฉลี่ยไม่เกิน 2 เดือนเท่านั้น
ต้องกู้ยืมมาหมุนใช้ชีวิต: เมื่อค่าครองชีพสูงเกินรายได้ แรงงานจึงต้องหันไปกู้ยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซ้ำเติมให้ภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง
3. วงจรซ้ำเติม (Vicious Cycle)
ของแพงขึ้น → คนชะลอการซื้อ
ธุรกิจขายของไม่ได้/ต้นทุนสูง → ปลดพนักงาน/ชะลอจ้างงาน
คนตกงาน/ขาดรายได้ → ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อสู้กับค่าครองชีพ
กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจยิ่งลดลง → ส่งผลกลับไปกระทบธุรกิจอีกรอบ
ดังนั้น ปัญหาค่าครองชีพเป็นหนึ่งใน ต้นตอหลัก
ที่กดดันให้สถานการณ์การว่างงานและความเปราะบางทางการเงินของคนไทยในปีนี้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ปี 69 คนตกงานเพิ่มขึ้นเดือนละ 4 หมื่นคน
พัดกุ้ง ::รายงาน