เนเน่เลือก Seven Nation Army มาร้องในรอบชิง AGT พวกเราก็มี Seven Army ของตัวเองนะครับ

เพลงนี้มีอะไรน่าสนใจกว่าทำนองที่เราคุ้นหูมาก

Seven Nation Army เป็นเพลงของ The White Stripes เขียนโดย Jack White และออกมาตั้งแต่ปี 2003

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ วงที่สร้างเสียงซึ่งวันนี้คนทั้งสนามกีฬาร้องตามได้ มีสมาชิกเพียงสองคน
Jack White ร้องและเล่นกีตาร์
Meg White เล่นกลอง
ไม่มีมือเบสด้วยซ้ำ

เสียงต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ช่วงต้นเพลงที่หลายคนคิดว่าเป็นเบส จริง ๆ คือกีตาร์ของ Jack ที่ผ่านเอฟเฟกต์จนเสียงต่ำลง

ส่วนชื่อ Seven Nation Army ก็ไม่ได้หมายถึงกองทัพเจ็ดประเทศจริง ๆ
ตอน Jack ยังเด็ก เขาได้ยินคำว่า Salvation Army แล้วจำหรือเรียกผิดเป็น Seven Nation Army
หลายปีต่อมา เมื่อคิด riff นี้ขึ้นมาได้ เขาจึงหยิบคำที่ติดอยู่ในหัวตั้งแต่เด็กมาเป็นชื่อชั่วคราว และสุดท้ายมันกลายเป็นชื่อเพลงจริง
เนื้อหาของเพลงเองก็ไม่ได้พูดถึงสงคราม
ส่วนหนึ่งพูดถึงข่าวลือ การนินทา การถูกคนอื่นพูดถึง และความรู้สึกที่อยากหนีจากเสียงเหล่านั้น

จนเกิดประโยคที่กลายเป็นหัวใจของเพลง
“A seven nation army couldn’t hold me back.”
ต่อให้มีกองทัพขวางอยู่ตรงหน้า ก็หยุดฉันไม่ได้

แต่พอฟังเพลงนี้วันนี้ ผมกลับคิดอีกมุมหนึ่ง
พวกเราก็มี Seven Army ของตัวเองนะครับ
ไม่ใช่กองทัพที่กำลังขวางเรา
แต่เป็นกองทัพที่กำลังปกป้องเราอยู่ทุกวัน
โดยเฉพาะหลังอายุ 30 ปี
Seven Army นี้สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

กองแรกคือ กล้ามเนื้อ
มันคือทหารแนวหน้าที่รับและใช้พลังงาน ช่วยจัดการกลูโคส และทำให้เรายังลุก เดิน วิ่ง ยกของ และใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง

กองที่สองคือ ตับ
เหมือนคลังเสบียงและศูนย์จัดการพลังงานของกองทัพ
เวลามีพลังงานเข้ามามาก ตับต้องจัดการ
เวลาร่างกายต้องการพลังงาน ตับก็มีบทบาทในการปล่อยเชื้อเพลิงกลับออกมา

กองที่สามคือ ตับอ่อน
หมือนหน่วยควบคุมระดับน้ำตาล
คอยส่งอินซูลินออกมาทุกครั้งที่จำเป็น เพื่อช่วยให้พลังงานถูกนำไปใช้และเก็บอย่างเหมาะสม

กองที่สี่คือ ลำไส้
นี่คือด่านชายแดน
สิ่งที่เรากินทุกวันต้องผ่านตรงนี้ มีทั้งเยื่อบุลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกัน และจุลินทรีย์จำนวนมหาศาลที่อยู่ร่วมกับเรา

กองที่ห้าคือ หัวใจและหลอดเลือด
นี่คือระบบลำเลียงของทั้งกองทัพ
เลือด ออกซิเจน สารอาหาร และพลังงาน ต้องอาศัยระบบนี้เดินทางไปทั่วร่างกาย

กองที่หกคือ สมอง
ผู้บัญชาการ
คอยตัดสินว่าเราหิวเมื่อไร อยากกินอะไร จะลุกไปออกกำลังกายหรือจะนอนต่อ รวมถึงรับมือกับความเครียด อารมณ์ และการตัดสินใจนับร้อยครั้งในแต่ละวัน

และกองสุดท้ายคือ การนอนและนาฬิกาชีวิต
นี่คือช่วงซ่อมบำรุง
เพราะกองทัพที่รบทุกวัน ถ้าไม่มีเวลาพัก ไม่มีเวลาฟื้นตัว ต่อให้แข็งแรงแค่ไหนก็มีวันที่อ่อนแรง

สิ่งสำคัญคือ
Seven Army ทั้งเจ็ดกองนี้ไม่ได้แยกจากกัน
มันกำลังรบอยู่ในสงครามเดียวกัน

ลองนึกภาพคนอายุ 35 ปีคนหนึ่ง
งานเยอะจนเริ่มนอนคืนละ 5 ชั่วโมง
กองที่เจ็ดเริ่มมีปัญหาก่อน
พอนอนไม่พอ สมองเหนื่อย ความหิวและการเลือกอาหารอาจแย่ลง
กองที่หกเริ่มเสียจังหวะ
เหนื่อยจนไม่อยากออกกำลังกาย
กล้ามเนื้อถูกใช้น้อยลง
กองที่หนึ่งเริ่มอ่อนลง
กินมากขึ้น แต่ใช้พลังงานน้อยลง น้ำหนักและไขมันช่องท้องเริ่มเพิ่ม
ตับต้องรับพลังงานส่วนเกินมากขึ้น
กองที่สองเริ่มหนัก
เมื่อความไวต่ออินซูลินลดลง ตับอ่อนต้องทำงานมากขึ้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาล
กองที่สามเริ่มรับภาระ
อาหารที่กินง่ายที่สุดในวันที่เหนื่อย มักกลายเป็นอาหารแปรรูป ของหวาน หรืออาหารที่มีใยอาหารต่ำ
กองที่สี่ก็ได้รับผลไปด้วย
ขณะเดียวกัน น้ำหนัก ความดัน น้ำตาล และไขมันที่เริ่มผิดปกติ ก็ค่อย ๆ เพิ่มภาระให้หัวใจและหลอดเลือด
กองที่ห้าจึงไม่ได้ยืนดูเฉย ๆ

เห็นไหมครับ
มันอาจเริ่มจากแค่
“ช่วงนี้นอนน้อยหน่อย”
แต่เมื่อปล่อยไว้นานพอ มันไม่เคยจบอยู่แค่เรื่องนอน
นี่คือสิ่งที่ผมอยากเตือนคนอายุ 30+ มากที่สุด
ร่างกายเราฉลาดมาก
ช่วงแรกมันจะช่วยกันประคอง
กองหนึ่งอ่อน อีกกองช่วย
กล้ามเนื้อรับได้น้อยลง ตับอ่อนเพิ่มอินซูลินมาช่วย
กินเกินมื้อหนึ่ง ตับยังจัดการได้
นอนน้อยคืนหนึ่ง ร่างกายยังพาเราไปทำงานในวันรุ่งขึ้นได้

เราจึงรู้สึกว่า
“ยังไหว”
และคำว่า “ยังไหว” นี่แหละที่บางครั้งทำให้เราประมาท
เพราะถ้าปล่อยรูปแบบเดิมไปอีก 5 ปี 10 ปี
สิ่งที่เคยเป็นเพียงน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย
อาจกลายเป็นไขมันช่องท้อง
จากน้ำตาลเริ่มสูง
อาจกลายเป็นก่อนเบาหวานหรือเบาหวาน
จากไขมันสะสมในตับ
ในบางคนอาจพัฒนาไปสู่ตับอักเสบและพังผืด
จากความดันที่เริ่มสูง
อาจกลายเป็นความดันสูงเรื้อรัง
และเมื่อความดัน น้ำตาล ไขมัน การสูบบุหรี่ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สะสมอยู่นาน หลอดเลือดก็ไม่ได้รอให้เราอายุ 60 ก่อนจึงค่อยได้รับผล

นี่คือเหตุผลที่การดูแลสุขภาพหลัง 30 ไม่ควรรอให้ “ป่วยก่อน”เพี้ยนปักหมุด
เพราะตอนที่ยังไม่มีอาการ
Seven Army ของเราอาจกำลังช่วยกันประคองสถานการณ์อยู่แล้ว
ข่าวดีคือ ถ้ากองทัพทั้งเจ็ดเชื่อมถึงกัน
การช่วยหนึ่งกอง ก็สามารถส่งผลดีไปถึงกองอื่นได้เช่นกัน
เริ่มเดินและเล่นเวท
เราไม่ได้ช่วยแค่กล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยเรื่องการใช้กลูโคส สุขภาพหัวใจ และสมรรถภาพโดยรวม
ลดน้ำหนักส่วนเกิน
ไม่ได้ช่วยแค่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่ในคนที่มีไขมันพอกตับหรือตัวชี้วัดเมตาบอลิกผิดปกติ ก็อาจช่วยให้หลายค่าดีขึ้น
กินอาหารที่มีคุณภาพและใยอาหารมากขึ้น
ลำไส้ได้ประโยชน์ และยังช่วยเรื่องความอิ่ม การควบคุมพลังงาน และสุขภาพเมตาบอลิกโดยรวม
นอนให้เพียงพอ
สมองได้พัก ร่างกายฟื้นตัวดีขึ้น และเรามีพลังกลับมาดูแลกองอื่นในวันรุ่งขึ้น
นี่คือความสวยงามของ Seven Army ในร่างกายเรา
เวลามันพัง มันพากันพังได้
แต่เวลาที่เราเริ่มดูแลมัน
มันก็พากันกลับมาได้เหมือนกัน

หลังอายุ 30 จึงไม่ต้องรอให้ตรวจเจอโรคก่อน
ลองถามตัวเองวันนี้ว่า
Seven Army ของเรา กองไหนกำลังอ่อนที่สุด
กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานมาหลายปีหรือเปล่า
ตับที่เริ่มมีไขมัน
ตับอ่อนที่ต้องรับมือกับน้ำตาลทุกวัน
ลำไส้ที่แทบไม่ได้รับใยอาหาร
หัวใจและหลอดเลือดที่กำลังเจอกับความดันและไขมันสูง
สมองที่เครียดตลอดเวลา
หรือการนอนที่เราเอาเวลาไปแลกกับงานมาหลายปี
ไม่ต้องซ่อมทั้งเจ็ดกองพร้อมกันครับ
เลือกกองที่กำลังอ่อนที่สุด แล้วเริ่มช่วยมันก่อน
เพราะสุดท้าย Seven Army ที่สำคัญที่สุด
ไม่ใช่กองทัพที่เราต้องเอาชนะ
แต่มันคือกองทัพที่อยู่ข้างเรา
หัวใจยังเต้น
ตับยังทำงาน
ตับอ่อนยังพยายาม
กล้ามเนื้อยังพร้อมกลับมาแข็งแรง
สมองยังเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ได้
ร่างกายยังพยายามซ่อมแซมตัวเองทุกคืน
มันสู้ให้เรามาตลอดชีวิต

หลังอายุ 30 ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มสู้ไปข้างเดียวกับมันบ้างแล้วครับ



Cr. FBหมอเจด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่