จากหมดตัวจากการลงทุน... สู่มรสุมแม่ป่วยติดเตียง บททดสอบชีวิต 3 ปีที่แลกด้วยหยาดน้ำตา แต่ชนะได้ด้วย "พลังบวก"

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ พี่ๆน้องๆชาวพันทิปทุกคน

(สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว ตามไปอ่านได้ที่ part 2 นี้ได้เลยนะคะ

https://pantip.com/topic/44170717?sc=oKzuYo9


หลังจากที่ครอบครัวของเราต้องแยกย้ายกันไปคนละทางเพื่อประคองให้ชีวิตเดินหน้าต่อได้ จากเจ้าของธุรกิจที่เหลือศูนย์ วันนั้นเรายอมลดอีโก้ลงทุกอย่างเพื่อมาสมัครเป็นลูกจ้างรับเงินเดือนหมื่นเดียวที่กรุงเทพฯ

​แต่พอทำไปได้สักพัก ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาค่ะ... ถ้าเรากับแฟนยอมเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนน้อยนิดแบบนี้ไปตลอดชีวิต ครอบครัวเราคงไม่มีวันเติบโตและหลุดพ้นจากวงจรกระเป๋าแบนนี้แน่ ๆ เราเลยหันไปปรึกษาคุยกับแฟนว่า "เราทำงานจันทร์ถึงศุกร์ วันหยุดเราต้องหาอาชีพเสริมกันดีไหม หรือจะทำยังไงให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่านี้?"

​ส่วนตัวเราอยากกลับมาเป็นนายตัวเองอีกครั้ง... จึงตัดสินใจใช้เครดิตที่มี กู้เงินมาเรียนช่างสักคิ้วจำนวน 35,000 บาท และบอกให้แฟนลองเปิดรับงานช่างทั่วไปทำส่วนตัวไปด้วย เพื่อสะสมฐานลูกค้า ฝีมือดีเดี๋ยวคนก็บอกต่อเอง

​ช่วงนั้นชีวิตสมบุกสมบันมากค่ะ ทำงานประจำไปด้วย เสาร์-อาทิตย์ก็เดินทางไปเรียนสักคิ้ว ต้องนั่งรถสองแถวมาต่อรถตู้ที่บางกะปิ เพื่อเดินทางไปเรียนไกลถึงรังสิต กว่าจะกลับถึงห้องพักก็มืดค่ำ เนื้อตัวล้าไปหมด แต่ในใจบอกตัวเองตลอดว่า "ต้องอดทน เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของครอบครัว"

​เรื่องค่ากินอยู่แทบไม่ต้องพูดถึง เพื่อประหยัดที่สุด อาหารหลักของเราในตอนนั้นคือ "โจ๊กตอกไข่" ค่ะ กินแทบทุกมื้อจนหน้าจะเป็นโจ๊กอยู่แล้ว (แอบเล่าไปก็นึกขำปะปนเศร้าในใจค่ะ 555😅)

​มรสุมลูกใหญ่ระลอกใหม่... ในวันที่ชีวิตกำลังจะลืมตาอ้าปาก

​แต่แล้วมรสุมชีวิตก็โถมเข้ามาใส่เราอีกครั้ง... ทันทีที่เราเรียนจบช่างสักคิ้ว  แม่ของเราก็ป่วยเป็น "โรคหลอดเลือดสมองตีบ"

​นั่นคือเรื่องใหญ่และวิกฤตที่สุดในชีวิตเลยค่ะ เราต้องวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลตามหมอนัดตลอด เวลาที่จะเอาไปทำงานหรือรับงานสักคิ้วไม่มีเหลือเลย รายได้ส่วนตัวกลายเป็นศูนย์ทันที ตอนนั้นมีเพียงรายได้จากแฟนแค่คนเดียวที่คอยค้ำจุนครอยครัวไว้ ส่วนตัวเราต้องกลายมาเป็นคนดูแลแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอดเวลานานร่วม 3 ปี...

​ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงชีวิตที่เหนื่อยหนักมากทั้งกายและใจ ร่างกายเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนจนป่วยเป็น "โรคกล้ามเนื้อสะโพกอักเสบเรื้อรัง" ต้องรักษาตัวเองไปพร้อม ๆ กับการอุ้มการดูแลแม่ติดเตียง

​ยอมรับตรง ๆ นะคะว่า บางครั้งก็น้อยใจในโชคชะตาเหลือเกิน... คำถามวิ่งเข้ามาในหัวตลอดว่า "ทำไมชีวิตเราต้องเจอเรื่องราวหนักหนาขนาดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

​ขอบคุณจักรวาล... ที่ทำให้มองเห็น "ความโชคดี" ในวันมืดมน

​แต่ทุกครั้งที่ความท้อแท้เริ่มกัดกินหัวใจ เราจะรีบเตือนสติและบอกสมองตัวเองให้คิดถึงแต่ "พลังบวก" เลือกมองแต่สิ่งดี ๆ ที่เรายังมีอยู่...

​เราคอยบอกตัวเองเสมอว่า เราโชคดีแค่ไหนแล้ว...

​โชคดีที่มี "แฟน" ที่เป็นคนดีมาก รักครอบครัว และพร้อมแบกรับหน้าที่เคียงข้างเราไม่เคยบ่น

​โชคดีที่มี "ลูกชาย" ที่เป็นคนเก่ง เรียนดีจนสอบชิงทุนได้ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของบ้านไปได้เยอะมาก

​ในทุก ๆ วัน เราจะขอบคุณจักรวาล ขอบคุณสิ่งดี ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวอยู่เสมอ การฝึกขอบคุณแบบนี้มันกลายเป็นน้ำชโลมใจ ที่สร้างกำลังใจและเติมพลังบวกให้เรามีแรงลุกขึ้นสู้ต่อในทุกวัน

​ส่งต่ออ้อมกอดและพลังใจถึงทุกคน

​ที่เราออกมาเล่า และมาแชร์เรื่องราวในชีวิตส่วนนี้ เพราะเราเข้าใจดีค่ะว่า ทุกคนต่างก็ต้องเจอกับปัญหาชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันไป...

​เราเป็นคนชอบพูดให้กำลังใจคนอื่น เพราะเราผ่านจุดที่มืดมนที่สุดมาแล้ว และรู้ดีว่า "ในวันที่เราหมดแรง การมีใครสักคนที่คอยพูดสิ่งดี ๆ และมอบพลังบวกให้กัน มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่มากขนาดไหน"

​วันนี้เราขอส่งต่อกำลังใจ และส่งพลังบวกด้วยหัวใจจริง ๆ ไปถึงเพื่อน ๆ ทุกคนที่กำลังสู้ชีวิตอยู่นะคะ ขอให้เชื่อมั่นว่าตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ และเลือกมองหาความหวัง เราจะผ่านมันไปได้เสมอค่ะ

​ส่วนเรื่องราวชีวิตในพาร์ทถัดไป... จากช่างสักคิ้วและแม่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง เราก้าวต่ออย่างไรจนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการอยากสร้างพื้นที่เพื่อคนตัวเล็กๆแบบเรามีช่องทางทำมาหากินง่ายขึ้น เดี๋ยวไว้เราจะมาเล่าให้ฟังในพาร์ทหน้านะคะ

​ส่งรักและอ้อมกอดอุ่น ๆ ให้ทุกคนค่ะ 🥰💖
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่