เบียร์อ้างว่า พวกนี้ อยากไปเที่ยวกันเอง เหมือนแส่รนหาที่ตายเอง จึงไม่ควรเอาภาษีประชาชนไปเยียวยา ไม่เหมือนพวกที่ประสบภัยจากภัยธรรมชาติ
แต่ผมมองอีกมุมนึงว่า เคสไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องถือว่าเป็นความบกพร่อง ความRayumตำบอนของรัฐ ที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลสถานบันเทิง แต่กลับปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าหน้าที่รัฐก็กินส่วย หลับหูหลับตา มองไม่เห็นการกระทำผิด การละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ดังนั้น เมื่อรัฐมีหน้าที่ที่พึงต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้ผลเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ของรัฐ
เป็นเหตุให้มีคนตายไปตั้ง 30 ศพ ทั้งที่เค้าก็มีสิทธิไปเที่ยว พวกเค้าไม่ได้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
รัฐจึงมีหน้าที่ต้องเยียวยาคนที่ได้รับความเสียหาย
ครอบครัวของพวกเค้า อาจจะต้องขาดเสาหลักที่หาเลี้ยงครอบครัว
คนที่ยังบาดเจ็บสาหัส ต้องได้รับการดูแลรักษาเยียวยา ไม่ใช่ปล่อยให้เค้าตายแบบอนาถาเพราะขาดเงินค่ารักษาพยาบาล
และเรื่องไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวนี่ ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐได้ทำหน้าที่ของตน เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่หลับหูหลับตา มือข้างนึง ก็รับส่วย จึงทำให้ไม่เห็นความบกพร่องและความไม่ปลอดภัยของสถานที่ และมันก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มีคนตายมากมาย แต่รัฐก็ยังเพิกเฉยดูดาย
ดังนั้น รัฐจึงต้องมีหน้าที่เยียวยาคนที่ต้องตาย คนที่ได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษา และพ่อแม่ หรือลูกเล็กของคนที่ต้องมาตายเพราะความห่วยแตกของรัฐ
การพูดของเบียร์ ผมเห็นว่า เป็นการพูดแบบคนที่ไม่ได้ตื่นธรรม และขาดความเมตตาเห็นใจ ขาดมนุษยธรรม แบบที่เพื่อนมนุษย์ควรจะมีต่อคนที่กำลังได้รับทุกข์แสนสาหัส
*************************************************
ในต่างประเทศมีคดีประวัติศาสตร์ที่เกิดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ผับบาร์ ซึ่งผู้ได้รับความเสียหายและครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รวมตัวกัน
ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ในข้อหาประมาทเลินเล่อ บกพร่อง ละเลยต่อหน้าที่ (Negligence / Dereliction of Duty) จนกลายเป็นข่าวดังระดับโลกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายอย่างมาก ตัวอย่างคดีที่สำคัญ มีดังนี้
1. คดีไฟไหม้ผับ Colectiv (ประเทศโรมาเนีย, พ.ศ. 2558)
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีที่รุนแรงที่สุดในยุโรป ซึ่งความบกพร่องของรัฐนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่จนรัฐบาลต้องประกาศลาออกทั้งคณะ
เหตุการณ์: เกิดไฟไหม้ในผับ Colectiv ที่กรุงบูคาเรสต์ ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตเนื่องจากมีการใช้พลุดอกไม้ไฟภายในอาคาร ไฟได้ลุกไหม้โฟมซับเสียงบนเพดานอย่างรวดเร็ว ผับนี้มีคนเข้าชมกว่า 400 คน ทั้งที่รองรับได้เพียง 200 คน และมีทางออกเพียงทางเดียวที่เปิดใช้งานได้ครึ่งเดียว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมารวม 64 ราย
ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ: การสอบสวนพบว่า
นายกเทศมนตรีประจำเขต และ
เจ้าหน้าที่ดับเพลิง (ISU) ละเลยต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง โดยออกใบอนุญาตประกอบกิจการและใบอนุญาตความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้กับผับแห่งนี้ ทั้งที่ผับไม่มีระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน (ไม่มีสปริงเกอร์ มีถังดับเพลิงเพียงถังเดียว และทางหนีไฟไม่ตรงตามมาตรฐาน) นอกจากนี้ระบบสาธารณสุขของรัฐยังล้มเหลวในการฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลจนผู้ป่วยติดเชื้อเสียชีวิตเพิ่ม
ผลของคดี: ผู้เสียหายและครอบครัวได้ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ในปี พ.ศ. 2565 ศาลฎีกาแห่งโรมาเนียมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้
อดีตนายกเทศมนตรีเขต จำคุก 4 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และตัดสินจำคุก
เจ้าหน้าที่ดับเพลิง 2 นาย คนละ 8-9 ปี ฐานทุจริตและละเลยการตรวจสอบสถานบันเทิง พร้อมทั้งสั่งให้หน่วยงานดับเพลิงและเทศบาลร่วมกันชดใช้
ค่าเสียหายมหาศาลแก่เหยื่อและครอบครัว
2. คดีไฟไหม้ผับ The Station (รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา, พ.ศ. 2546)
คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีไฟไหม้สถานบันเทิงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิต 100 ราย และบาดเจ็บกว่า 200 ราย
เหตุการณ์: วงร็อค Great White จุดพลุเอฟเฟกต์บนเวที จนไฟลุกไหม้โฟมซับเสียงราคาถูกที่เจ้าของร้านนำมาติดไว้ ภายในเวลาไม่กี่นาทีไฟลุกท่วมอาคารและเกิดการเหยียบกันตายที่ประตูทางออกหลัก
ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ: กลุ่มผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้เสียชีวิตประมาณ 250 คน ได้ยื่นฟ้องศาลแบบกลุ่ม (Class Action) โดยหนึ่งในจำเลยสำคัญคือ
เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของเมือง West Warwick (Town Fire Inspector) โจทก์ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เนื่องจากเข้ามาตรวจร้านนี้หลายครั้งก่อนเกิดเหตุ แต่กลับ "แกล้งมองไม่เห็น" หรือละเลยไม่รายงานความผิดปกติของโฟมซับเสียงที่เป็นสารไวไฟสูง รวมถึงปล่อยให้ผับเปิดบริการทั้งที่ไม่มีระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำ
ผลของคดี: แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามอ้างหลักความคุ้มกันของรัฐ (Sovereign Immunity) แต่สุดท้ายเพื่อยุติคดีก่อนศาลตัดสิน
ทางเทศบาลเมือง West Warwick ได้ยอมตกลงไกล่เกลี่ยยอมความ (Settlement) โดยจ่ายเงินชดเชยให้กับกลุ่มผู้เสียหายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นส่วนหนึ่งของยอดเงินชดเชยรวมจากจำเลยทุกฝ่ายที่สูงถึง 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
3. คดีไฟไหม้ผับ Kiss (Boate Kiss) (ประเทศบราซิล, พ.ศ. 2556)
เหตุโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตวัยรุ่นและนักศึกษาไปถึง 242 ราย จากการจุดพลุในผับจนไหม้โฟมเพดานและปล่อยสารพิษไซยาไนด์ออกมา
ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ: ครอบครัวผู้เสียหายยื่นฟ้อง
เทศบาลเมือง Santa Maria และรัฐ Rio Grande do Sul เนื่องจากเจ้าหน้าที่เทศบาลและหน่วยงานดับเพลิงออกใบอนุญาตและต่ออายุให้ผับเปิดบริการ ทั้งที่แผนป้องกันอัคคีภัยหมดอายุไปแล้ว ประตูหนีไฟถูกล็อก และป้ายบอกทางหนีไฟไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ผลของคดี: ในส่วนของคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย มีการต่อสู้คดีอย่างยาวนาน ในช่วงแรกศาลชั้นต้นเคยยกเว้นความรับผิดชอบของรัฐ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้กลับคำตัดสินบางส่วน โดยชี้ว่าหน่วยงานส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจตราสถานที่ (Regulatory Failure) ซึ่งคดีนี้ส่งผลให้บราซิลต้องรื้อระบบกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานการดับเพลิงใหม่ทั้งหมดทั่วประเทศ
ผมไม่เห็นด้วยกับนายเบียร์ คนตื่นธรรม ที่บอกว่า รัฐไม่ควรเยียวยาคนที่ประสบเหตุไฟไหม้โรงเบียร์
แต่ผมมองอีกมุมนึงว่า เคสไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ต้องถือว่าเป็นความบกพร่อง ความRayumตำบอนของรัฐ ที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลสถานบันเทิง แต่กลับปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าหน้าที่รัฐก็กินส่วย หลับหูหลับตา มองไม่เห็นการกระทำผิด การละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ดังนั้น เมื่อรัฐมีหน้าที่ที่พึงต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้ผลเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ของรัฐ
เป็นเหตุให้มีคนตายไปตั้ง 30 ศพ ทั้งที่เค้าก็มีสิทธิไปเที่ยว พวกเค้าไม่ได้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
รัฐจึงมีหน้าที่ต้องเยียวยาคนที่ได้รับความเสียหาย
ครอบครัวของพวกเค้า อาจจะต้องขาดเสาหลักที่หาเลี้ยงครอบครัว
คนที่ยังบาดเจ็บสาหัส ต้องได้รับการดูแลรักษาเยียวยา ไม่ใช่ปล่อยให้เค้าตายแบบอนาถาเพราะขาดเงินค่ารักษาพยาบาล
และเรื่องไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวนี่ ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐได้ทำหน้าที่ของตน เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่หลับหูหลับตา มือข้างนึง ก็รับส่วย จึงทำให้ไม่เห็นความบกพร่องและความไม่ปลอดภัยของสถานที่ และมันก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มีคนตายมากมาย แต่รัฐก็ยังเพิกเฉยดูดาย
ดังนั้น รัฐจึงต้องมีหน้าที่เยียวยาคนที่ต้องตาย คนที่ได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษา และพ่อแม่ หรือลูกเล็กของคนที่ต้องมาตายเพราะความห่วยแตกของรัฐ
การพูดของเบียร์ ผมเห็นว่า เป็นการพูดแบบคนที่ไม่ได้ตื่นธรรม และขาดความเมตตาเห็นใจ ขาดมนุษยธรรม แบบที่เพื่อนมนุษย์ควรจะมีต่อคนที่กำลังได้รับทุกข์แสนสาหัส
*************************************************
ในต่างประเทศมีคดีประวัติศาสตร์ที่เกิดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ผับบาร์ ซึ่งผู้ได้รับความเสียหายและครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รวมตัวกัน ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ในข้อหาประมาทเลินเล่อ บกพร่อง ละเลยต่อหน้าที่ (Negligence / Dereliction of Duty) จนกลายเป็นข่าวดังระดับโลกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายอย่างมาก ตัวอย่างคดีที่สำคัญ มีดังนี้
1. คดีไฟไหม้ผับ Colectiv (ประเทศโรมาเนีย, พ.ศ. 2558)
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีที่รุนแรงที่สุดในยุโรป ซึ่งความบกพร่องของรัฐนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่จนรัฐบาลต้องประกาศลาออกทั้งคณะ
เหตุการณ์: เกิดไฟไหม้ในผับ Colectiv ที่กรุงบูคาเรสต์ ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตเนื่องจากมีการใช้พลุดอกไม้ไฟภายในอาคาร ไฟได้ลุกไหม้โฟมซับเสียงบนเพดานอย่างรวดเร็ว ผับนี้มีคนเข้าชมกว่า 400 คน ทั้งที่รองรับได้เพียง 200 คน และมีทางออกเพียงทางเดียวที่เปิดใช้งานได้ครึ่งเดียว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมารวม 64 ราย
ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ: การสอบสวนพบว่า นายกเทศมนตรีประจำเขต และ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง (ISU) ละเลยต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง โดยออกใบอนุญาตประกอบกิจการและใบอนุญาตความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้กับผับแห่งนี้ ทั้งที่ผับไม่มีระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน (ไม่มีสปริงเกอร์ มีถังดับเพลิงเพียงถังเดียว และทางหนีไฟไม่ตรงตามมาตรฐาน) นอกจากนี้ระบบสาธารณสุขของรัฐยังล้มเหลวในการฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลจนผู้ป่วยติดเชื้อเสียชีวิตเพิ่ม
ผลของคดี: ผู้เสียหายและครอบครัวได้ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ในปี พ.ศ. 2565 ศาลฎีกาแห่งโรมาเนียมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ อดีตนายกเทศมนตรีเขต จำคุก 4 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และตัดสินจำคุก เจ้าหน้าที่ดับเพลิง 2 นาย คนละ 8-9 ปี ฐานทุจริตและละเลยการตรวจสอบสถานบันเทิง พร้อมทั้งสั่งให้หน่วยงานดับเพลิงและเทศบาลร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายมหาศาลแก่เหยื่อและครอบครัว
2. คดีไฟไหม้ผับ The Station (รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา, พ.ศ. 2546)
คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีไฟไหม้สถานบันเทิงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิต 100 ราย และบาดเจ็บกว่า 200 ราย
เหตุการณ์: วงร็อค Great White จุดพลุเอฟเฟกต์บนเวที จนไฟลุกไหม้โฟมซับเสียงราคาถูกที่เจ้าของร้านนำมาติดไว้ ภายในเวลาไม่กี่นาทีไฟลุกท่วมอาคารและเกิดการเหยียบกันตายที่ประตูทางออกหลัก
ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ: กลุ่มผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้เสียชีวิตประมาณ 250 คน ได้ยื่นฟ้องศาลแบบกลุ่ม (Class Action) โดยหนึ่งในจำเลยสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของเมือง West Warwick (Town Fire Inspector) โจทก์ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เนื่องจากเข้ามาตรวจร้านนี้หลายครั้งก่อนเกิดเหตุ แต่กลับ "แกล้งมองไม่เห็น" หรือละเลยไม่รายงานความผิดปกติของโฟมซับเสียงที่เป็นสารไวไฟสูง รวมถึงปล่อยให้ผับเปิดบริการทั้งที่ไม่มีระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำ
ผลของคดี: แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามอ้างหลักความคุ้มกันของรัฐ (Sovereign Immunity) แต่สุดท้ายเพื่อยุติคดีก่อนศาลตัดสิน ทางเทศบาลเมือง West Warwick ได้ยอมตกลงไกล่เกลี่ยยอมความ (Settlement) โดยจ่ายเงินชดเชยให้กับกลุ่มผู้เสียหายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นส่วนหนึ่งของยอดเงินชดเชยรวมจากจำเลยทุกฝ่ายที่สูงถึง 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
3. คดีไฟไหม้ผับ Kiss (Boate Kiss) (ประเทศบราซิล, พ.ศ. 2556)
เหตุโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตวัยรุ่นและนักศึกษาไปถึง 242 ราย จากการจุดพลุในผับจนไหม้โฟมเพดานและปล่อยสารพิษไซยาไนด์ออกมา
ความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ: ครอบครัวผู้เสียหายยื่นฟ้อง เทศบาลเมือง Santa Maria และรัฐ Rio Grande do Sul เนื่องจากเจ้าหน้าที่เทศบาลและหน่วยงานดับเพลิงออกใบอนุญาตและต่ออายุให้ผับเปิดบริการ ทั้งที่แผนป้องกันอัคคีภัยหมดอายุไปแล้ว ประตูหนีไฟถูกล็อก และป้ายบอกทางหนีไฟไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ผลของคดี: ในส่วนของคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย มีการต่อสู้คดีอย่างยาวนาน ในช่วงแรกศาลชั้นต้นเคยยกเว้นความรับผิดชอบของรัฐ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้กลับคำตัดสินบางส่วน โดยชี้ว่าหน่วยงานส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจตราสถานที่ (Regulatory Failure) ซึ่งคดีนี้ส่งผลให้บราซิลต้องรื้อระบบกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานการดับเพลิงใหม่ทั้งหมดทั่วประเทศ