แทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องข้าวแกงแพง เราน่าจะแก้ปัญหาแบบสิงคโปร์ที่ทำ Hawker center ไปเลยดีไหม

เรื่องราวการจัดการหาบเร่แผงลอยของสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาคลาสสิกที่ทั่วโลกใช้อ้างอิงครับ จุดเปลี่ยนสำคัญคือรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้ใช้วิธี "ไล่จับหรือห้ามขาย" อย่างเดียว แต่ใช้วิธี "ดึงเข้ามาอยู่ในระบบและจัดหาสถานที่ให้" จนเกิดเป็น Hawker Centre (ศูนย์อาหารสตรีทฟู้ด) ที่โด่งดังอย่างในปัจจุบัน
ย้อนกลับไปช่วงยุค 1960s หลังสิงคโปร์ได้รับเอกราช สภาพบ้านเมืองไม่ต่างจากหลายประเทศในเอเชีย คือมีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยเต็มริมถนน การจราจรติดขัด ทิ้งเศษอาหารและน้ำซักล้างลงท่อระบายน้ำจนแม่น้ำเน่าเสีย และมีปัญหาโรคติดต่อทางเดินอาหารรุนแรง รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี ลี กวนยู จึงตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

วิธีย้ายคนจากริมถนนเข้าสู่ Hawker Centre
การแก้ปัญหาของสิงคโปร์ทำอย่างเป็นระบบและใช้เวลาหลายปี โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ครับ:
1 จดทะเบียนและหยุดการเพิ่มจำนวน: รัฐบาลเริ่มจากการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและให้พ่อค้าแม่ค้าริมถนนทั้งหมดมา "จดทะเบียน" เพื่อให้รู้จำนวนที่แท้จริง และออกกฎหมายห้ามผู้ค้ารายใหม่มาตั้งแผงบนทางเท้าเพิ่มโดยเด็ดขาด ใครที่จดทะเบียนแล้วจะได้รับใบอนุญาตชั่วคราว
2 สร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ: รัฐบาลทุ่มงบประมาณสร้าง Hawker Centre กระจายไปตามแหล่งชุมชน โดยเฉพาะใต้ตึกแฟลตของการเคหะสิงคโปร์ (HDB) ศูนย์เหล่านี้ออกแบบให้มีระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การจัดการขยะ และบ่อดักไขมันที่ได้มาตรฐาน เพื่อแก้ปัญหาความสกปรก
3 จูงใจให้ย้ายเข้า: การจะให้คนทิ้งทำเลริมถนนไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลจึงใช้วิธีให้แรงจูงใจด้วยการเก็บ "ค่าเช่าในราคาถูกมาก" (บางรายได้สิทธิ์อุดหนุนค่าเช่าระยะยาว) เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าการไปเสี่ยงโดนจับข้างนอก และเมื่อร้านอาหารย้ายเข้าไปรวมกัน ลูกค้าก็เริ่มตามเข้าไปกินเพราะมีตัวเลือกเยอะและสะอาดกว่า
4 ใช้ระบบตัดคะแนนและจัดเกรดความสะอาด: เมื่อเข้ามาอยู่ในระบบแล้ว รัฐบาลได้นำระบบตรวจสุขอนามัยมาใช้ ร้านไหนทำได้ตามมาตรฐานจะได้ป้ายเกรด A, B หรือ C แปะไว้หน้าร้านให้ลูกค้าเห็นชัดเจน ถ้าทำผิดกฎ เช่น ทิ้งขยะเรี่ยราด หรือตรวจพบเชื้อโรค จะถูกตัดคะแนน โดนปรับ หรือถึงขั้นยึดใบอนุญาต

ผลลัพธ์ที่ได้: ภายในต้นยุค 1980s สิงคโปร์สามารถย้ายหาบเร่แผงลอยริมถนนทั้งหมดเข้าสู่ Hawker Centre ได้สำเร็จ 100% ถนนกลับมาสะอาด เป็นระเบียบ
ปัจจุบัน Hawker Centre ไม่ได้เป็นแค่ที่แก้ปัญหาทางเท้า แต่กลายเป็น "ห้องนั่งเล่นของชุมชน" ที่คนทุกระดับชั้นมานั่งกินข้าวด้วยกัน เป็นแหล่งรวมอาหารราคาถูก และที่สำคัญคือได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage) จาก UNESCO ในปี 2020 ด้วยครับ



เมื่อร้านค้าไม่ต้องจ่ายส่วย ค่าเช่าสถานที่ และมีการจดทะเบียนร้านค้า รัฐก็สามารถเข้าไปช่วย support ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ราคาจำหน่ายไม่สูงจนเกินไป เช่น:
1 การจัดหาวัตถุดิบได้ในราคาถูกลง (Economy of scale)
2 การช่วยจัดการเรื่องขยะ เศษอาหาร ได้อย่างถูกสุขลักษณะ
3 การช่วยเหลือเรื่องจานชามภาชนะทั้งการจัดหาและการทำความสะอาด
4 รวมถึงการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ความสำเร็จของโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ "แรงจูงใจ + โครงสร้างพื้นฐาน + การบังคับใช้กฎหมาย" ไปพร้อมกัน ไม่ใช่พึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงลำพัง ที่สำคัญต้องระวังเรื่องการทุจริต และการใช้เส้นสายในการเข้าร่วมโครงการ ผมเชื่อว่าประเทศเราทำได้ครับถ้าตั้งใจจะทำจริง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่