มือใหม่หัดลงทุน ตอน 5: Rebalancing คืออะไร? ทำบ่อยแค่ไหน และทำยังไง

สวัสดีอีกครั้งครับ

ตอนที่แล้วเราคุยกันเรื่อง All Weather Portfolio ไปแล้ว หลายคนอาจคิดว่าพอจัดพอร์ตเสร็จแล้วก็จบครับ แต่จริง ๆ ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำเป็นประจำนั่นคือ Rebalancing ครับ

Rebalancing คืออะไร?
Rebalancing คือการปรับสัดส่วนของพอร์ตให้กลับมาตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกครับ
ลองนึกภาพแบบนี้ สมมติตั้งพอร์ตตามแนว All Weather ไว้ว่าจะถือหุ้น 30% และพันธบัตร 55% และทองคำ 7.5% และสินค้าโภคภัณฑ์ 7.5% แต่พอผ่านไปหนึ่งปี หุ้นขึ้นแรงมากจนกลายเป็น 40% ของพอร์ต ส่วนพันธบัตรลดเหลือ 45% สัดส่วนที่เคยออกแบบไว้ก็เบี้ยวไปจากเดิมแล้วครับ
Rebalancing คือการขายหุ้นส่วนที่เกินออกมาบางส่วน แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อพันธบัตรและทองคำเพิ่ม เพื่อให้สัดส่วนกลับมาที่ 30/55/7.5/7.5 เหมือนเดิม

ทำไม Rebalancing ถึงสำคัญ?
มีสองเหตุผลหลักครับ
เหตุผลแรกคือการควบคุมความเสี่ยงครับ ถ้าปล่อยให้หุ้นโตจนเป็น 50-60% ของพอร์ตโดยไม่ปรับ พอร์ตก็จะผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหมือนกับที่ตั้งใจไว้ตอนแรก ความเสี่ยงที่รับได้จริง ๆ กับความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในพอร์ตก็จะต่างกันมากครับ
เหตุผลที่สองคือมันบังคับให้เราทำในสิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุนนั่นคือ "ขายของที่ขึ้นแรง และซื้อของที่ยังไม่ขึ้น" ครับ ซึ่งฟังดูขัดสัญชาตญาณมาก แต่นี่คือหลักการ "ซื้อถูกขายแพง" ที่ทุกคนรู้จักแต่ทำได้ยากมากถ้าไม่มีระบบบังคับ

ควร Rebalance บ่อยแค่ไหน?
มีสองแนวทางที่นิยมใช้กันครับ

แนวแรก — Rebalance ตามเวลา
ตั้งกำหนดไว้เลยว่าจะ Rebalance ปีละครั้ง เช่น ทุกวันที่ 1 มกราคม หรือทุกวันเกิด วิธีนี้เรียบง่ายและไม่ต้องนั่งจับตาพอร์ตตลอดเวลาครับ เหมาะกับคนที่ไม่อยากยุ่งยากและอยากใช้เวลาน้อยที่สุด
งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าการ Rebalance ปีละครั้งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการ Rebalance บ่อยกว่านั้นมาก แต่ประหยัดค่าธรรมเนียมและเวลาได้มากกว่าครับ
แนวที่สอง — Rebalance ตามสัดส่วนที่เบี้ยวไป

ตั้งเกณฑ์ไว้ว่าถ้าสินทรัพย์ตัวไหนเบี้ยวออกจากสัดส่วนเป้าหมายเกิน 5% ค่อย Rebalance ครับ เช่น หุ้นควรอยู่ที่ 30% ถ้าขึ้นไปถึง 35% หรือลงมาถึง 25% ค่อยปรับ วิธีนี้ยืดหยุ่นกว่าแต่ต้องติดตามพอร์ตสม่ำเสมอ
สำหรับมือใหม่แนะนำแนวแรกก่อนครับ ปีละครั้งพอ ไม่ต้องซับซ้อน

วิธี Rebalance ในทางปฏิบัติ
มีสองวิธีที่ใช้กันทั่วไปครับ
วิธีแรก — ขายและซื้อใหม่
ขายสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนเกินออกมาบางส่วน แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนน้อยกว่าเป้าหมายเพิ่ม วิธีนี้ตรงไปตรงมาแต่อาจมีเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายครับ
สำหรับคนไทยที่ถือกองทุนรวมไทย ข้อดีมากคือ Capital Gain ได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้นการขายกองทุนเพื่อ Rebalance จึงไม่มีต้นทุนด้านภาษีเพิ่มครับ ต่างจากการถือ ETF ต่างประเทศโดยตรงที่การขายแต่ละครั้งอาจต้องเสียภาษีกำไร

วิธีที่สอง — ใช้เงิน DCA ที่เพิ่มเข้ามาช่วย
แทนที่จะขายอะไรออก ให้เอาเงิน DCA รายเดือนไปซื้อสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนน้อยกว่าเป้าหมายแทนครับ วิธีนี้ไม่ต้องขายอะไรเลย เหมาะมากสำหรับคนที่ยังอยู่ในช่วงสะสมและมีเงินลงทุนเพิ่มทุกเดือน
ตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้นขึ้นแรงจนสัดส่วนเกินเป้าหมาย เดือนนั้นก็เอาเงิน DCA ไปซื้อพันธบัตรหรือทองคำแทนหุ้น พอทำแบบนี้สักสองสามเดือนสัดส่วนก็จะค่อย ๆ กลับมาเองโดยไม่ต้องขายอะไรเลยครับ


ข้อผิดพลาดที่มักเจอตอน Rebalance
ข้อผิดพลาดแรกคือ Rebalance บ่อยเกินไปครับ บางคนเห็นพอร์ตเบี้ยวนิดเดียวก็รีบปรับทันที ซึ่งทำให้เสียค่าธรรมเนียมซื้อขายบ่อยโดยไม่จำเป็น ถ้าเบี้ยวไม่มากควรรอจนถึงรอบ Rebalance ประจำปีดีกว่าครับ
ข้อผิดพลาดที่สองคือลังเลไม่ยอม Rebalance เพราะรู้สึกดูดายที่จะขายสินทรัพย์ที่กำลังขึ้นแรงออกครับ เช่น หุ้นกำลังวิ่งดีมาก รู้สึกว่าขายออกตอนนี้จะเสียดาย แต่นี่คือกับดักทางจิตวิทยาที่เราคุยกันในตอนที่ 4 ครับ Rebalance ไม่ใช่การหยุดกำไร แต่เป็นการล็อคกำไรบางส่วนและกระจายความเสี่ยงต่อไป
ข้อผิดพลาดที่สามคือ Rebalance โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนครับ ถ้าถือ ETF ต่างประเทศที่ต้องเสียภาษีกำไรทุกครั้งที่ขาย การ Rebalance บ่อย ๆ อาจกินผลตอบแทนไปมากกว่าที่คิด ควรคำนวณให้รอบคอบก่อนทุกครั้งครับ

Rebalance กับ All Weather Portfolio
ถ้าใช้พอร์ตแบบ All Weather ที่คุยกันตอนที่แล้ว Rebalancing ยิ่งสำคัญมากครับ เพราะสินทรัพย์ในพอร์ตเดินไปคนละทิศทาง เช่น ปีที่หุ้นขึ้นแรง พันธบัตรและทองคำอาจนิ่งหรือลงเล็กน้อย สัดส่วนก็จะเบี้ยวออกไปเร็ว
การ Rebalance ปีละครั้งในพอร์ต All Weather ช่วยให้พอร์ตยังคงทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงในทุกสภาวะเศรษฐกิจได้ตามที่ออกแบบไว้ครับ ถ้าไม่ Rebalance เลย พอร์ตก็จะค่อย ๆ กลายเป็นพอร์ตหุ้นล้วน ๆ ไปเองในระยะยาว

สรุปสั้น ๆ
Rebalancing คือการปรับพอร์ตให้กลับมาตามสัดส่วนที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ทำปีละครั้งก็เพียงพอสำหรับมือใหม่ครับ ใช้วิธีเอาเงิน DCA ไปซื้อสินทรัพย์ที่น้อยกว่าเป้าหมายก่อน ถ้าไม่พอค่อยขายสินทรัพย์ที่เกินออกมาบางส่วน
ดูเรียบง่ายแต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนระยะยาวทำต่างจากมือใหม่ที่ตั้งพอร์ตแล้วลืมมันไปเลยครับ
ตอนหน้าจะมาคุยเรื่อง Warren Buffett กับคำแนะนำที่ขัดแย้งกับ All Weather Portfolio อย่างสิ้นเชิงครับ ติดตามได้เลยนะครับ 😊



กระทู้ก่อนหน้า
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 1: รู้จัก ACWI กองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งโลกพร้อมกัน
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 2: ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้หลายแบบ — แต่ละแบบต่างกันยังไง?
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 3: DCA คืออะไร และถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้วควรลงแบบไหน?
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 4: All Weather Portfolio คืออะไร? พอร์ตที่ออกแบบมาให้ทนได้ทุกสภาวะ

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ควรศึกษาเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตัวเองเสมอครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่