สวัสดีอีกครั้งครับ
ตอนที่แล้วเราคุยกันเรื่องวิธีลงทุนทั้ง 5 แบบไปแล้ว คราวนี้มีคำถามที่ตามมาเสมอว่า "โอเค รู้แล้วว่ามีแบบไหนบ้าง แต่จะเริ่มยังไง ลงทุนเท่าไหร่ และบ่อยแค่ไหนดี?" คำตอบที่นักลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่ใช้กันคือ DCA ครับ แต่ถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้วจะทำยังไงดี มาดูทั้งหมดในตอนเดียวกันเลยครับ
DCA คืออะไร?
DCA ย่อมาจาก Dollar-Cost Averaging ครับ แปลตรง ๆ คือ "การลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่ากันสม่ำเสมอในทุก ๆ ช่วงเวลา โดยไม่สนใจว่าราคาตอนนั้นจะเป็นเท่าไหร่"
เช่น ตั้งใจว่าจะโอนเงิน 3,000 บาทเข้ากองทุน ACWI ทุกวันที่ 1 ของเดือน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ไม่ว่าข่าวเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ก็ทำแบบนั้นซ้ำ ๆ ทุกเดือนไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเลยครับ
ทำไมถึงได้ผล?
เหตุผลหลักคือไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงวันไหนครับ แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพที่ทำงานนี้มาทั้งชีวิตก็ยังทายผิดได้บ่อยมาก
DCA แก้ปัญหานี้ด้วยการ "ไม่ต้องทาย" เลยครับ แทนที่จะนั่งรอจังหวะว่าราคาจะถูกสุดแล้วค่อยซื้อ ก็ซื้อทุกเดือนไปเลย บางเดือนซื้อได้ราคาแพง บางเดือนซื้อได้ราคาถูก เฉลี่ยออกมาแล้วต้นทุนก็จะอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล
ลองดูตัวเลขจริง ๆ
สมมติลงทุน 3,000 บาทต่อเดือนในกองทุน ETF ตัวนึงเป็นเวลา 10 ปีครับ
เงินที่โอนเข้ารวมทั้งหมด 360,000 บาท ถ้าผลตอบแทนของ ETF ตัวนั้น
เฉลี่ยอยู่ที่ 9% ต่อปีตามสถิติย้อนหลัง เงินก้อนนั้นจะเติบโตเป็นประมาณ ราวๆ 571,558 บาท หรือกำไรราว 211,558 บาทโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลยนอกจากโอนเงินทุกเดือน
ถ้าขยับเป็น 20 ปี เงินโอนรวม 720,000 บาท จะเติบโตเป็นประมาณ 1,924,643.70 บาท เกือบ 2 ล้านบาทจากการออมแค่วันละ 100 บาท
ตัวเลขพวกนี้ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทนนะครับ แต่ช่วยให้เห็นว่าพลังของดอกเบี้ยทบต้นกับวินัยการออมทำงานยังไงในระยะยาว
ลอง search หา DCA Calculator มาคำนวนเล่นๆดูได้ครับว่าถ้าเรา DCA เดือนละเท่านี้ ระยะเวลา 5ปี 20ปี เราจะมีเงินเท่าไหร่
ก่อนจะเริ่ม DCA ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
หลายคนอยากรีบเริ่มลงทุนทันทีซึ่งเป็นเรื่องดีครับ แต่มีสิ่งที่ควรจัดการก่อนเพื่อให้การลงทุนไม่สะดุดกลางทาง
เรื่องแรกคือเงินฉุกเฉินครับ ก่อนลงทุนบาทแรก ควรมีเงินฉุกเฉินสำรองไว้ก่อน โดยทั่วไปแนะนำให้มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เก็บไว้ในที่ที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น บัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน ห้ามเอาไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมครับ เหตุผลคือถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินในช่วงที่ตลาดกำลังตก แล้วต้องขายกองทุนออกมาใช้เงิน ก็จะขาดทุนแน่นอน เงินฉุกเฉินคือตัวที่ทำให้ถือกองทุนต่อไปได้โดยไม่ต้องตื่นตระหนก
เรื่องที่สองคือหนี้ดอกเบี้ยสูงครับ ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยสูงกว่า 10% ต่อปีอยู่ การรีบจ่ายหนี้พวกนั้นให้หมดก่อนมักคุ้มกว่าการนำเงินไปลงทุน เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปี แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 16-20% ต่อปี การจ่ายหนี้ก็คือการได้ผลตอบแทน 16-20% อย่างแน่นอนครับ
เรื่องที่สามคือลงทุนด้วยเงินเหลือ ไม่ใช่เงินที่ต้องใช้ครับ DCA ได้ผลดีที่สุดเมื่อสามารถถือยาวได้โดยไม่ต้องแตะเงินนั้น ดังนั้นควรลงทุนด้วยเงินที่ "เหลือจริง ๆ" หลังหักค่าใช้จ่ายและเงินฉุกเฉินออกแล้ว ไม่ใช่เงินที่อาจต้องใช้ใน 1-2 ปีข้างหน้า
DCA ในทางปฏิบัติทำยังไง?
ถ้าเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย ส่วนใหญ่จะมีระบบ DCA อัตโนมัติให้ตั้งค่าได้เลยครับ เช่น ตั้งให้หักเงินจากบัญชีและซื้อกองทุนอัตโนมัติทุกเดือน ไม่ต้องจำ ไม่ต้องกดเอง ระบบทำให้หมด
ถ้าซื้อ ETF หรือ DR ผ่านโบรกเกอร์ ก็ต้องกดซื้อเองทุกครั้งครับ ซึ่งต้องอาศัยวินัยส่วนตัวมากกว่า
DCA มีจุดอ่อนไหม?
มีครับ สองเรื่องหลัก ๆ
เรื่องแรกคือถ้าตลาดขาขึ้นยาวนาน การ DCA จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนทีเดียวก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก เพราะเงินที่ยังไม่ได้ลงทุนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เติบโตตามตลาด แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่พร้อมลงทุนทีเดียวตั้งแต่ต้นอยู่แล้วครับ
เรื่องที่สองคือ
DCA ไม่ได้ป้องกันขาดทุนครับ ถ้าตลาดลงต่อเนื่องยาวนานหลายปี มูลค่าพอร์ตก็จะติดลบได้ แต่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นโลกในระยะยาวมักฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ และช่วงที่ตลาดลงคือช่วงที่ DCA ซื้อได้ราคาถูกที่สุดนั่นเองครับ ที่สำคัญสินทรัพย์ที่เลือกจะ DCA ต้องมั่นใจว่ามันมีคุณภาพและเติบโตต่อไปเรื่อยๆได้ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤติสินทรัพย์มูลค่าตกลงไป แต่ในระยะยาวมันก็สามารถกลับขึ้นมาได้อีก
ถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้ว จะ DCA หรือลงทีเดียวดี?
นี่เป็นคำถามที่ถกเถียงกันมากในหมู่นักลงทุนครับ มีให้เลือก 3 แบบ
แบบที่ 1 — Lump Sum ลงเงินก้อนทีเดียว
คือเอาเงินทั้งหมดที่มีลงทุนในคราวเดียวเลยครับ ไม่แบ่งลงหลายงวด
ข้อดีคือเงินทำงานให้เราได้เต็มที่ตั้งแต่วันแรก ไม่มีเงินส่วนไหนนั่งเฉย ๆ รอคิวลงทุน
ข้อเสียคือถ้าดันซื้อในจังหวะที่ตลาดใกล้จุดสูงสุดพอดีแล้วตลาดร่วงหนักในเดือนถัดมา จิตใจจะสั่นไหวมากครับ และมีโอกาสตัดสินใจขายออกตอนตลาดลง ซึ่งจะทำให้ขาดทุนจริงๆ เหมาะกับคนที่มีวินัยสูง รับความผันผวนระยะสั้นได้โดยไม่ตื่นตระหนก และตั้งใจถือระยะยาวจริง ๆ ครับ
แบบที่ 2 — DCA จากเงินก้อน แบ่งลงทีละส่วน
แทนที่จะลงทีเดียว ก็แบ่งเงินก้อนนั้นออกเป็นหลายงวดแล้วทยอยลงในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น มีเงิน 120,000 บาท ก็แบ่งลง 10,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 12 เดือน
ข้อดีคือลดความเสี่ยงทางจิตใจได้มากครับ ถ้าตลาดร่วงหลังจากลงเงินงวดแรก ก็ยังมีเงินที่รอซื้อได้ราคาถูกในงวดถัดไป ทำให้รู้สึกว่ายังมีโอกาสอยู่ไม่ใช่โดนทั้งหมดทีเดียว
ข้อเสียคือในเชิงสถิติมักได้ผลตอบแทนน้อยกว่า Lump Sum ครับ เพราะเงินส่วนที่ยังรอคิวอยู่ไม่ได้เติบโตตามตลาด
เหมาะกับคนที่รู้ตัวว่าจะนอนไม่หลับถ้าลงเงินทีเดียวแล้วตลาดลง หรือเพิ่งเริ่มลงทุนและยังไม่มั่นใจว่าตัวเองรับความผันผวนได้แค่ไหนครับ
แบบที่ 3 — ผสม Lump Sum บางส่วน + DCA ที่เหลือ
หลายคนเลือกใช้วิธีนี้ครับ เช่น มีเงินก้อน 120,000 บาท ก็ลง Lump Sum ไปก่อน 60,000 บาท แล้วเอาที่เหลืออีก 60,000 บาทมา DCA ต่อเดือนละ 5,000 บาทในช่วง 12 เดือนถัดไป
วิธีนี้ไม่ได้ดีที่สุดในเชิงทฤษฎี แต่ช่วยให้จิตใจสบายพอที่จะถือต่อได้โดยไม่ตื่นตระหนกขายออกกลางทาง ซึ่งในความเป็นจริงการ "ถือให้ครบ" สำคัญกว่าการเลือกวิธีที่ดีที่สุดบนกระดาษมากครับ
สรุปให้เลือกง่าย ๆ
ถามตัวเองแค่ข้อเดียวครับว่า "ถ้าลงเงินทั้งก้อนแล้วพรุ่งนี้ตลาดลง 20% ฉันจะนอนหลับได้ไหม?"
ถ้าตอบว่าได้ → Lump Sum น่าจะเหมาะกว่าในเชิงสถิติครับ
ถ้าตอบว่าไม่ได้ → DCA หรือผสมจะดีกว่า เพราะผลตอบแทนที่ดีที่สุดบนกระดาษแต่ทนถือไม่ได้จนต้องขายตอนตลาดลง ก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ 😊
กระทู้ก่อนหน้า
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 1: รู้จัก ACWI กองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งโลกพร้อมกัน
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 2: ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้หลายแบบ — แต่ละแบบต่างกันยังไง?
หมายเหตุ: ตัวเลขผลตอบแทนเป็นการคำนวณเพื่อประกอบการเรียนรู้เท่านั้น ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคต ควรศึกษาเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตัวเองเสมอครับ
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 3: DCA คืออะไร และถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้วควรลงแบบไหน?
ตอนที่แล้วเราคุยกันเรื่องวิธีลงทุนทั้ง 5 แบบไปแล้ว คราวนี้มีคำถามที่ตามมาเสมอว่า "โอเค รู้แล้วว่ามีแบบไหนบ้าง แต่จะเริ่มยังไง ลงทุนเท่าไหร่ และบ่อยแค่ไหนดี?" คำตอบที่นักลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่ใช้กันคือ DCA ครับ แต่ถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้วจะทำยังไงดี มาดูทั้งหมดในตอนเดียวกันเลยครับ
DCA คืออะไร?
DCA ย่อมาจาก Dollar-Cost Averaging ครับ แปลตรง ๆ คือ "การลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่ากันสม่ำเสมอในทุก ๆ ช่วงเวลา โดยไม่สนใจว่าราคาตอนนั้นจะเป็นเท่าไหร่"
เช่น ตั้งใจว่าจะโอนเงิน 3,000 บาทเข้ากองทุน ACWI ทุกวันที่ 1 ของเดือน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ไม่ว่าข่าวเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ก็ทำแบบนั้นซ้ำ ๆ ทุกเดือนไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเลยครับ
ทำไมถึงได้ผล?
เหตุผลหลักคือไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงวันไหนครับ แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพที่ทำงานนี้มาทั้งชีวิตก็ยังทายผิดได้บ่อยมาก
DCA แก้ปัญหานี้ด้วยการ "ไม่ต้องทาย" เลยครับ แทนที่จะนั่งรอจังหวะว่าราคาจะถูกสุดแล้วค่อยซื้อ ก็ซื้อทุกเดือนไปเลย บางเดือนซื้อได้ราคาแพง บางเดือนซื้อได้ราคาถูก เฉลี่ยออกมาแล้วต้นทุนก็จะอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล
ลองดูตัวเลขจริง ๆ
สมมติลงทุน 3,000 บาทต่อเดือนในกองทุน ETF ตัวนึงเป็นเวลา 10 ปีครับ
เงินที่โอนเข้ารวมทั้งหมด 360,000 บาท ถ้าผลตอบแทนของ ETF ตัวนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 9% ต่อปีตามสถิติย้อนหลัง เงินก้อนนั้นจะเติบโตเป็นประมาณ ราวๆ 571,558 บาท หรือกำไรราว 211,558 บาทโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลยนอกจากโอนเงินทุกเดือน
ถ้าขยับเป็น 20 ปี เงินโอนรวม 720,000 บาท จะเติบโตเป็นประมาณ 1,924,643.70 บาท เกือบ 2 ล้านบาทจากการออมแค่วันละ 100 บาท
ตัวเลขพวกนี้ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทนนะครับ แต่ช่วยให้เห็นว่าพลังของดอกเบี้ยทบต้นกับวินัยการออมทำงานยังไงในระยะยาว
ลอง search หา DCA Calculator มาคำนวนเล่นๆดูได้ครับว่าถ้าเรา DCA เดือนละเท่านี้ ระยะเวลา 5ปี 20ปี เราจะมีเงินเท่าไหร่
ก่อนจะเริ่ม DCA ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
หลายคนอยากรีบเริ่มลงทุนทันทีซึ่งเป็นเรื่องดีครับ แต่มีสิ่งที่ควรจัดการก่อนเพื่อให้การลงทุนไม่สะดุดกลางทาง
เรื่องแรกคือเงินฉุกเฉินครับ ก่อนลงทุนบาทแรก ควรมีเงินฉุกเฉินสำรองไว้ก่อน โดยทั่วไปแนะนำให้มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เก็บไว้ในที่ที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น บัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน ห้ามเอาไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมครับ เหตุผลคือถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินในช่วงที่ตลาดกำลังตก แล้วต้องขายกองทุนออกมาใช้เงิน ก็จะขาดทุนแน่นอน เงินฉุกเฉินคือตัวที่ทำให้ถือกองทุนต่อไปได้โดยไม่ต้องตื่นตระหนก
เรื่องที่สองคือหนี้ดอกเบี้ยสูงครับ ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยสูงกว่า 10% ต่อปีอยู่ การรีบจ่ายหนี้พวกนั้นให้หมดก่อนมักคุ้มกว่าการนำเงินไปลงทุน เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปี แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 16-20% ต่อปี การจ่ายหนี้ก็คือการได้ผลตอบแทน 16-20% อย่างแน่นอนครับ
เรื่องที่สามคือลงทุนด้วยเงินเหลือ ไม่ใช่เงินที่ต้องใช้ครับ DCA ได้ผลดีที่สุดเมื่อสามารถถือยาวได้โดยไม่ต้องแตะเงินนั้น ดังนั้นควรลงทุนด้วยเงินที่ "เหลือจริง ๆ" หลังหักค่าใช้จ่ายและเงินฉุกเฉินออกแล้ว ไม่ใช่เงินที่อาจต้องใช้ใน 1-2 ปีข้างหน้า
DCA ในทางปฏิบัติทำยังไง?
ถ้าเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย ส่วนใหญ่จะมีระบบ DCA อัตโนมัติให้ตั้งค่าได้เลยครับ เช่น ตั้งให้หักเงินจากบัญชีและซื้อกองทุนอัตโนมัติทุกเดือน ไม่ต้องจำ ไม่ต้องกดเอง ระบบทำให้หมด
ถ้าซื้อ ETF หรือ DR ผ่านโบรกเกอร์ ก็ต้องกดซื้อเองทุกครั้งครับ ซึ่งต้องอาศัยวินัยส่วนตัวมากกว่า
DCA มีจุดอ่อนไหม?
มีครับ สองเรื่องหลัก ๆ
เรื่องแรกคือถ้าตลาดขาขึ้นยาวนาน การ DCA จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนทีเดียวก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก เพราะเงินที่ยังไม่ได้ลงทุนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เติบโตตามตลาด แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่พร้อมลงทุนทีเดียวตั้งแต่ต้นอยู่แล้วครับ
เรื่องที่สองคือ DCA ไม่ได้ป้องกันขาดทุนครับ ถ้าตลาดลงต่อเนื่องยาวนานหลายปี มูลค่าพอร์ตก็จะติดลบได้ แต่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นโลกในระยะยาวมักฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ และช่วงที่ตลาดลงคือช่วงที่ DCA ซื้อได้ราคาถูกที่สุดนั่นเองครับ ที่สำคัญสินทรัพย์ที่เลือกจะ DCA ต้องมั่นใจว่ามันมีคุณภาพและเติบโตต่อไปเรื่อยๆได้ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤติสินทรัพย์มูลค่าตกลงไป แต่ในระยะยาวมันก็สามารถกลับขึ้นมาได้อีก
ถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้ว จะ DCA หรือลงทีเดียวดี?
นี่เป็นคำถามที่ถกเถียงกันมากในหมู่นักลงทุนครับ มีให้เลือก 3 แบบ
แบบที่ 1 — Lump Sum ลงเงินก้อนทีเดียว
คือเอาเงินทั้งหมดที่มีลงทุนในคราวเดียวเลยครับ ไม่แบ่งลงหลายงวด
ข้อดีคือเงินทำงานให้เราได้เต็มที่ตั้งแต่วันแรก ไม่มีเงินส่วนไหนนั่งเฉย ๆ รอคิวลงทุน
ข้อเสียคือถ้าดันซื้อในจังหวะที่ตลาดใกล้จุดสูงสุดพอดีแล้วตลาดร่วงหนักในเดือนถัดมา จิตใจจะสั่นไหวมากครับ และมีโอกาสตัดสินใจขายออกตอนตลาดลง ซึ่งจะทำให้ขาดทุนจริงๆ เหมาะกับคนที่มีวินัยสูง รับความผันผวนระยะสั้นได้โดยไม่ตื่นตระหนก และตั้งใจถือระยะยาวจริง ๆ ครับ
แบบที่ 2 — DCA จากเงินก้อน แบ่งลงทีละส่วน
แทนที่จะลงทีเดียว ก็แบ่งเงินก้อนนั้นออกเป็นหลายงวดแล้วทยอยลงในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น มีเงิน 120,000 บาท ก็แบ่งลง 10,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 12 เดือน
ข้อดีคือลดความเสี่ยงทางจิตใจได้มากครับ ถ้าตลาดร่วงหลังจากลงเงินงวดแรก ก็ยังมีเงินที่รอซื้อได้ราคาถูกในงวดถัดไป ทำให้รู้สึกว่ายังมีโอกาสอยู่ไม่ใช่โดนทั้งหมดทีเดียว
ข้อเสียคือในเชิงสถิติมักได้ผลตอบแทนน้อยกว่า Lump Sum ครับ เพราะเงินส่วนที่ยังรอคิวอยู่ไม่ได้เติบโตตามตลาด
เหมาะกับคนที่รู้ตัวว่าจะนอนไม่หลับถ้าลงเงินทีเดียวแล้วตลาดลง หรือเพิ่งเริ่มลงทุนและยังไม่มั่นใจว่าตัวเองรับความผันผวนได้แค่ไหนครับ
แบบที่ 3 — ผสม Lump Sum บางส่วน + DCA ที่เหลือ
หลายคนเลือกใช้วิธีนี้ครับ เช่น มีเงินก้อน 120,000 บาท ก็ลง Lump Sum ไปก่อน 60,000 บาท แล้วเอาที่เหลืออีก 60,000 บาทมา DCA ต่อเดือนละ 5,000 บาทในช่วง 12 เดือนถัดไป
วิธีนี้ไม่ได้ดีที่สุดในเชิงทฤษฎี แต่ช่วยให้จิตใจสบายพอที่จะถือต่อได้โดยไม่ตื่นตระหนกขายออกกลางทาง ซึ่งในความเป็นจริงการ "ถือให้ครบ" สำคัญกว่าการเลือกวิธีที่ดีที่สุดบนกระดาษมากครับ
สรุปให้เลือกง่าย ๆ
ถามตัวเองแค่ข้อเดียวครับว่า "ถ้าลงเงินทั้งก้อนแล้วพรุ่งนี้ตลาดลง 20% ฉันจะนอนหลับได้ไหม?"
ถ้าตอบว่าได้ → Lump Sum น่าจะเหมาะกว่าในเชิงสถิติครับ
ถ้าตอบว่าไม่ได้ → DCA หรือผสมจะดีกว่า เพราะผลตอบแทนที่ดีที่สุดบนกระดาษแต่ทนถือไม่ได้จนต้องขายตอนตลาดลง ก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ 😊
กระทู้ก่อนหน้า
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 1: รู้จัก ACWI กองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งโลกพร้อมกัน
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 2: ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้หลายแบบ — แต่ละแบบต่างกันยังไง?
หมายเหตุ: ตัวเลขผลตอบแทนเป็นการคำนวณเพื่อประกอบการเรียนรู้เท่านั้น ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคต ควรศึกษาเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตัวเองเสมอครับ