สวัสดีอีกครั้งครับ
ตอนที่แล้วเราทำความรู้จัก ACWI กันไปแล้วว่ามันคืออะไร คราวนี้มีคำถามที่ตามมาเสมอว่า "แล้วเราจะซื้อมันได้ยังไง มีแบบไหนบ้าง?"
จริง ๆ แล้วการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมีให้เลือกหลายแบบมากครับ แต่ละแบบไม่ได้ดีหรือแย่กว่ากัน แค่เหมาะกับคนละสถานการณ์ วันนี้เลยอยากมาแยกให้เห็นชัด ๆ ว่าแต่ละแบบคืออะไร และเหมาะกับใคร
แบบที่ 1 — ซื้อหุ้นต่างประเทศตัวเองโดยตรง
แบบนี้คือเปิดบัญชีโบรกเกอร์ต่างประเทศ แล้วเลือกซื้อหุ้นทีละบริษัทเลยครับ อยากได้ Apple ก็ซื้อ Apple อยากได้ NVIDIA ก็ซื้อ NVIDIA เลือกเองทั้งหมด
ข้อดีคือคุณควบคุมได้ 100% ว่าจะถือบริษัทอะไรบ้าง ถ้าวิเคราะห์ถูกและเลือกหุ้นดีได้ ผลตอบแทนก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดได้มาก ค่าธรรมเนียมรายปีก็ไม่มี จ่ายแค่ค่า commission ตอนซื้อขายเท่านั้น
ข้อเสียคือต้องใช้เวลาและความรู้มาก ต้องติดตามข่าวแต่ละบริษัท วิเคราะห์งบการเงิน และตัดสินใจเองทั้งหมด ถ้าเลือกหุ้นผิด ความเสี่ยงก็กระจุกอยู่ที่บริษัทนั้น ๆ เลย
เหมาะกับใคร: คนที่มีเวลาศึกษาอย่างจริงจัง สนใจเรื่องการลงทุนเป็นงานอดิเรก และพร้อมรับความเสี่ยงที่สูงกว่าเพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
แบบที่ 2 — ซื้อ ETF โดยตรง
ETF คือกองทุนที่รวมหุ้นหลาย ๆ ตัวมาไว้ด้วยกัน แล้วซื้อขายได้เหมือนหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ครับ ACWI ที่เล่าไปในตอนที่ 1 ก็อยู่ในหมวดนี้ รวมถึง VOO, QQQ, VTI ที่ได้ยินกันบ่อย
ETF ส่วนใหญ่เป็นแบบ passive คือไม่มีผู้จัดการกองทุนมาคอยเลือกหุ้น แค่ติดตามดัชนีไปเรื่อย ๆ ผลตอบแทนก็จะใกล้เคียงกับดัชนีนั้น ๆ
ข้อดีคือกระจายความเสี่ยงได้ทันทีด้วยตัวเดียว ค่าธรรมเนียมต่ำมาก เช่น VOO อยู่ที่ 0.03% ต่อปีเท่านั้น ซื้อขายได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิด และไม่ต้องนั่งเลือกหุ้นรายตัว แถมผลตอบแทนที่ได้นั้นจะเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซื้อผ่านกองทุนไทย
ข้อเสียคือต้องเปิดบัญชีโบรกเกอร์ต่างประเทศ โอนเงินเป็นดอลลาร์ และมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าสำหรับคนไทย นอกจากนั้นการซื้อขายระหว่างวันที่ทำได้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เริ่มต้นบางคนอาจ "ใช้เป็นโทษ" ได้ เช่น ตื่นตระหนกแล้วขายออกตอนตลาดผันผวน
เหมาะกับใคร: คนที่พร้อมเปิดบัญชีต่างประเทศ ลงทุนเงินก้อนใหญ่พอที่ค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้จะมีความหมาย และมีวินัยพอที่จะไม่ขายตอนตลาดตก
แบบที่ 3 — กองทุนรวมไทยแบบ Passive (ติดตามดัชนี)
แบบนี้คือกองทุนรวมของ บลจ. ไทย เช่น KT-GEQ-A , K-WORLDX-A, SCBWORLD-A ที่เอาเงินของเราไปซื้อ ETF ต่างประเทศอีกทีหนึ่งครับ พูดง่าย ๆ คือมีคนทำแทนเราทุกอย่าง เราแค่โอนเงินเข้ากองทุนเท่านั้น
นโยบายยังคงเป็น passive เหมือนกัน คือติดตามดัชนีไม่มีการเลือกหุ้น แต่ห่อมาในรูปแบบกองทุนรวมไทยที่ซื้อง่ายกว่า
ข้อดีคือซื้อผ่านแอปธนาคารได้เลย ไม่ต้องยุ่งกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ได้รับการคุ้มครองจาก กลต. ไทย และมีระบบ DCA อัตโนมัติให้ใช้ได้สะดวก
ข้อเสียคือค่าธรรมเนียมแพงกว่า ETF ตรงพอสมควร และไม่สามารถซื้อขายระหว่างวันได้เหมือน ETF ราคาจะถูกคำนวณ ณ สิ้นวันเท่านั้น
เหมาะกับใคร: มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น คนที่อยากออมสม่ำเสมอทุกเดือนแบบไม่ยุ่งยาก และคนที่ลงทุนเงินไม่มากพอที่จะให้ค่าธรรมเนียมส่วนต่างมีนัยสำคัญ
แบบที่ 4 — กองทุนรวมไทยแบบ Active (มีผู้จัดการกองทุน)
แบบนี้คล้ายแบบที่ 3 แต่แตกต่างตรงที่มีจะไม่ได้ไปลงใน ETF ที่วิ่งตามดัชนีต่างๆ แต่จะไปลงในกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) คอยเลือกหุ้นและปรับพอร์ตอยู่ตลอดเวลาครับ เป้าหมายคือชนะดัชนี ไม่ใช่แค่ติดตามดัชนี
ข้อดีคือถ้าผู้จัดการกองทุนเก่งจริง มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีได้ และอาจช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงได้ดีกว่าด้วย นอกจากนั้นยังสะดวกเหมือนกองทุนไทยทั่วไป ซื้อผ่านแอปได้เลย
ข้อเสียคือค่าธรรมเนียมแพงกว่าทุกแบบ มักอยู่ที่ 1.5-2% ต่อปีขึ้นไป และงานวิจัยจำนวนมากพบว่ากองทุน active ส่วนใหญ่ไม่สามารถชนะดัชนีได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ทำให้ค่าธรรมเนียมที่จ่ายเพิ่มอาจไม่คุ้มเสมอไป
เหมาะกับใคร: คนที่เชื่อมั่นในฝีมือผู้จัดการกองทุนเฉพาะราย ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยบริหารความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน หรืออยากลงทุนในธีมเฉพาะเจาะจงที่ไม่มีดัชนีรองรับ
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน — เรื่องที่มองข้ามไม่ได้
ทุกการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านค่าเงินอยู่ด้วยครับ แต่ระดับและรูปแบบความเสี่ยงจะแตกต่างกันในแต่ละแบบ
ลองนึกภาพง่าย ๆ แบบนี้ครับ สมมติวันที่ซื้อค่าเงินอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ แล้วเวลาผ่านไป 5 ปี หุ้นหรือกองทุนในดอลลาร์ของคุณโตขึ้น 50% แต่ถ้าตอนนั้นค่าเงินบาทแข็งขึ้นเหลือ 30 บาทต่อดอลลาร์ กำไรที่คำนวณกลับมาเป็นบาทก็จะน้อยลงกว่าที่คิดมาก บางกรณีอาจเกือบหักล้างกำไรที่ได้จากการลงทุนเลย
แบบที่ 1 และ 2 — หุ้นตรงและ ETF ต่างประเทศ
ความเสี่ยงค่าเงินอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในกลุ่มนี้ครับ เพราะคุณถือสินทรัพย์เป็นดอลลาร์โดยตรง ทุกครั้งที่จะดูว่าพอร์ตเป็นเท่าไหร่ ต้องแปลงกลับมาเป็นบาทเสมอ
ทั้งขาขึ้นและขาลงของค่าเงินส่งผลโดยตรงกับผลตอบแทนในบาท โดยไม่มีตัวกลางมาช่วยกันชน
ข้อดีที่หลายคนมองข้ามคือถ้าบาทอ่อนค่าลง เช่นจาก 35 เป็น 40 บาทต่อดอลลาร์ ผลตอบแทนที่คำนวณเป็นบาทก็จะสูงขึ้นตามด้วย ดังนั้นการถือสินทรัพย์ดอลลาร์ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง
แบบที่ 3 — กองทุนรวมไทย Passive
กองทุนรวมไทยที่ไปลงทุนใน ETF ต่างประเทศ ยังคงมีความเสี่ยงด้านค่าเงินอยู่ครับ เพียงแต่แบ่งออกเป็น 2 กรณีตามนโยบายของกองทุน
กรณีแรกคือ
กองทุนแบบ Unhedged ซึ่งพบได้บ่อยกว่า ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับก็จะผันผวนตามค่าเงินบาทเหมือนกับซื้อ ETF โดยตรง เพียงแต่คุณไม่ต้องโอนเงินเป็นดอลลาร์เองเท่านั้น
กรณีที่สองคือ
กองทุนแบบ Hedged ซึ่งกองทุนจะทำ Currency Hedging หรือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้บางส่วนหรือทั้งหมด ผลตอบแทนจะใกล้เคียงกับดัชนีในสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการ Hedge ที่ทำให้ผลตอบแทนลดลงเล็กน้อยด้วย
ก่อนซื้อกองทุนไทยใด ๆ ควรตรวจสอบในหนังสือชี้ชวนว่าเป็น Hedged หรือ Unhedged ครับ เพราะบางชื่อฟังดูคล้ายกันแต่นโยบายต่างกันมาก
แบบที่ 4 — กองทุนรวมไทย Active
ความเสี่ยงค่าเงินในแบบนี้คล้ายกับแบบที่ 3 ครับ ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนนั้นทำ Hedge หรือไม่
ข้อแตกต่างคือ Fund Manager อาจมีการปรับ Hedge Ratio ตามสภาวะตลาดได้มากกว่า เช่น ในช่วงที่คาดว่าบาทจะแข็ง ก็อาจเพิ่มการ Hedge มากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้ดีก็เป็นข้อได้เปรียบที่กองทุน Passive ทำไม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุนว่าจะลิมิตการ Hedge ไว้ที่เท่าไหร่ สามารถอ่านได้จากหนังสือชี้ชวนการลงทุน
****เรื่องภาษี — สิ่งที่มือใหม่มักไม่รู้แต่สำคัญมาก
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องภาษีการลงทุนในไทยมีความซับซ้อนพอสมควรครับ และกฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นภาพรวมเบื้องต้นเท่านั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอนะครับ
ภาษีของแต่ละแบบ
แบบที่ 1 — หุ้นต่างประเทศตัวเองโดยตรง
กำไรจากการขายหุ้นต่างประเทศ (Capital Gain) ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทยครับ อัตราจะขึ้นกับฐานภาษีของแต่ละคน ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 35% นอกจากนี้เงินปันผลที่ได้รับจากหุ้นต่างประเทศก็ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีด้วยเช่นกัน บางกรณีอาจถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ประเทศต้นทางก่อนแล้วค่อยมาคำนวณในไทยอีกรอบ ซึ่งยุ่งยากพอสมควร
ข้อดีด้านภาษีคือถ้าถือไว้นานแล้วราคาขึ้นสูงมาก บางกรณีวางแผนการขายให้อยู่ในปีที่มีรายได้น้อยเพื่อเสียภาษีในอัตราต่ำได้ แต่ต้องวางแผนล่วงหน้าครับ
แบบที่ 2 — ETF ตรงจากต่างประเทศ
ภาษีจะคล้ายกับแบบที่ 1 ครับ กำไรจากการขาย ETF ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเงินปันผลที่ ETF จ่ายออกมาก็ต้องเสียภาษีด้วย
อย่างไรก็ตามมีประเด็นพิเศษที่คนไทยหลายคนไม่รู้คือ ETF ที่ซื้อผ่านโบรกเกอร์อเมริกาบางตัว เช่น VTI, VOO จะโดน
ภาษีมรดกสหรัฐ (US Estate Tax) ด้วยครับ ซึ่งจะอธิบายเพิ่มในส่วนภาษีมรดกด้านล่าง
แบบที่ 3 — กองทุนรวมไทยแบบ Passive
นี่คือข้อได้เปรียบด้านภาษีที่ใหญ่มากของกองทุนรวมไทยครับ
กำไรจากการขายหน่วยลงทุน (Capital Gain) ของกองทุนรวมไทยได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาครับ พูดง่าย ๆ คือซื้อมา 100,000 บาท ขายได้ 150,000 บาท กำไร 50,000 บาทนั้นไม่ต้องเสียภาษีเลย
ส่วนเงินปันผลจากกองทุนรวม ถ้ากองทุนนั้นจ่ายปันผล จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% แต่ถ้าเป็นกองทุนแบบสะสมมูลค่า (Accumulation) ที่ไม่จ่ายปันผลออกมาก็จะไม่มีประเด็นนี้เลย
แบบที่ 4 — กองทุนรวมไทยแบบ Active
ภาษีเหมือนแบบที่ 3 ทุกอย่างครับ Capital Gain ได้รับการยกเว้น และเงินปันผลถูกหัก ณ ที่จ่าย 10%
ข้อดีเพิ่มเติมคือกองทุนรวมบางประเภท เช่น RMF สามารถนำเงินที่ลงทุนไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้ด้วย ซึ่งถ้าเสียภาษีในอัตราสูงก็จะได้ประโยชน์มากครับ
ภาษีมรดก — เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง
เรื่องนี้สำคัญมากแต่น้อยคนจะนึกถึงครับ
กองทุนรวมไทย — ภาษีมรดกไทย
ไทยมีภาษีการรับมรดกครับ แต่เริ่มคิดที่มูลค่าทรัพย์สินที่รับมรดกเกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น และอัตราอยู่ที่ 5-10% ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเกณฑ์นี้สูงมากจนแทบไม่กระทบครับ ทายาทที่รับมรดกกองทุนรวมไทยมาก็รับต่อได้ปกติ และถ้าขายออกก็ยังได้รับการยกเว้น Capital Gain ต่อไปเหมือนเดิม
หุ้นตรงและ ETF ต่างประเทศ — ภาษีมรดกสหรัฐ (US Estate Tax)
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยที่ลงทุนผ่านโบรกเกอร์อเมริกาครับ
กฎหมายสหรัฐกำหนดว่า ถ้าคุณเป็น "Non-Resident Alien" (คนต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในสหรัฐ) และถือทรัพย์สินประเภท US Situs Assets เช่น หุ้นอเมริกา ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐ เมื่อเสียชีวิตแล้วทรัพย์สินส่วนนั้นจะโดนภาษีมรดกสหรัฐ
อัตราภาษีมรดกสหรัฐสูงมากครับ สูงสุดถึง
40% และที่สำคัญมาก threshold ที่ได้รับการยกเว้นสำหรับ Non-Resident Alien อยู่ที่เพียง
$60,000 เท่านั้น เทียบกับคนอเมริกันที่ได้รับการยกเว้นถึง $12.9 ล้าน พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าคุณถือ VOO หรือ VTI ผ่านโบรกเกอร์อเมริกาอยู่ 5 ล้านบาท และเสียชีวิตลง ทายาทอาจต้องจ่ายภาษีมรดกให้สหรัฐก่อนถึงจะรับเงินได้ครับ
ทางออกที่หลายคนใช้ คือซื้อ ETF ที่จดทะเบียนนอกสหรัฐ เช่น ETF ที่จดทะเบียนใน Ireland หรือ Luxembourg ซึ่งไม่อยู่ในข่าย US Estate Tax แต่ก็มีเรื่องขั้นตอนและค่าธรรมเนียมที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
หรืออีกทางคือใช้กองทุนรวมไทยแทน ซึ่งแม้ค่าธรรมเนียมจะแพงกว่าแต่ไม่มีความเสี่ยงด้านภาษีมรดกสหรัฐเลย
หมายเหตุสำคัญ: กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และรายละเอียดอาจแตกต่างกันตามสถานการณ์ของแต่ละคน ควรปรึกษานักวางแผนการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจลงทุนในแต่ละแบบเสมอครับ
ทั้ง 4 แบบนี้ไม่มีถูกผิด และหลายคนก็ถือหลายแบบผสมกันได้ครับ สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตัวเองถือแบบไหน เพื่ออะไร และรับความเสี่ยงแบบนั้นได้ไหม😊
ถ้าข้อมูลตรงไหนผิดพลาดหรือมีอะไรเสริมเพิ่มเติมแจ้งได้เลยครับ เพราะก็พยายามหาข้อมูลมาครับ
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 2: ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้หลายแบบ — แต่ละแบบต่างกันยังไง?
ตอนที่แล้วเราทำความรู้จัก ACWI กันไปแล้วว่ามันคืออะไร คราวนี้มีคำถามที่ตามมาเสมอว่า "แล้วเราจะซื้อมันได้ยังไง มีแบบไหนบ้าง?"
จริง ๆ แล้วการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมีให้เลือกหลายแบบมากครับ แต่ละแบบไม่ได้ดีหรือแย่กว่ากัน แค่เหมาะกับคนละสถานการณ์ วันนี้เลยอยากมาแยกให้เห็นชัด ๆ ว่าแต่ละแบบคืออะไร และเหมาะกับใคร
แบบที่ 1 — ซื้อหุ้นต่างประเทศตัวเองโดยตรง
แบบนี้คือเปิดบัญชีโบรกเกอร์ต่างประเทศ แล้วเลือกซื้อหุ้นทีละบริษัทเลยครับ อยากได้ Apple ก็ซื้อ Apple อยากได้ NVIDIA ก็ซื้อ NVIDIA เลือกเองทั้งหมด
ข้อดีคือคุณควบคุมได้ 100% ว่าจะถือบริษัทอะไรบ้าง ถ้าวิเคราะห์ถูกและเลือกหุ้นดีได้ ผลตอบแทนก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดได้มาก ค่าธรรมเนียมรายปีก็ไม่มี จ่ายแค่ค่า commission ตอนซื้อขายเท่านั้น
ข้อเสียคือต้องใช้เวลาและความรู้มาก ต้องติดตามข่าวแต่ละบริษัท วิเคราะห์งบการเงิน และตัดสินใจเองทั้งหมด ถ้าเลือกหุ้นผิด ความเสี่ยงก็กระจุกอยู่ที่บริษัทนั้น ๆ เลย
เหมาะกับใคร: คนที่มีเวลาศึกษาอย่างจริงจัง สนใจเรื่องการลงทุนเป็นงานอดิเรก และพร้อมรับความเสี่ยงที่สูงกว่าเพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
แบบที่ 2 — ซื้อ ETF โดยตรง
ETF คือกองทุนที่รวมหุ้นหลาย ๆ ตัวมาไว้ด้วยกัน แล้วซื้อขายได้เหมือนหุ้นทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ครับ ACWI ที่เล่าไปในตอนที่ 1 ก็อยู่ในหมวดนี้ รวมถึง VOO, QQQ, VTI ที่ได้ยินกันบ่อย
ETF ส่วนใหญ่เป็นแบบ passive คือไม่มีผู้จัดการกองทุนมาคอยเลือกหุ้น แค่ติดตามดัชนีไปเรื่อย ๆ ผลตอบแทนก็จะใกล้เคียงกับดัชนีนั้น ๆ
ข้อดีคือกระจายความเสี่ยงได้ทันทีด้วยตัวเดียว ค่าธรรมเนียมต่ำมาก เช่น VOO อยู่ที่ 0.03% ต่อปีเท่านั้น ซื้อขายได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิด และไม่ต้องนั่งเลือกหุ้นรายตัว แถมผลตอบแทนที่ได้นั้นจะเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซื้อผ่านกองทุนไทย
ข้อเสียคือต้องเปิดบัญชีโบรกเกอร์ต่างประเทศ โอนเงินเป็นดอลลาร์ และมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าสำหรับคนไทย นอกจากนั้นการซื้อขายระหว่างวันที่ทำได้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เริ่มต้นบางคนอาจ "ใช้เป็นโทษ" ได้ เช่น ตื่นตระหนกแล้วขายออกตอนตลาดผันผวน
เหมาะกับใคร: คนที่พร้อมเปิดบัญชีต่างประเทศ ลงทุนเงินก้อนใหญ่พอที่ค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้จะมีความหมาย และมีวินัยพอที่จะไม่ขายตอนตลาดตก
แบบที่ 3 — กองทุนรวมไทยแบบ Passive (ติดตามดัชนี)
แบบนี้คือกองทุนรวมของ บลจ. ไทย เช่น KT-GEQ-A , K-WORLDX-A, SCBWORLD-A ที่เอาเงินของเราไปซื้อ ETF ต่างประเทศอีกทีหนึ่งครับ พูดง่าย ๆ คือมีคนทำแทนเราทุกอย่าง เราแค่โอนเงินเข้ากองทุนเท่านั้น
นโยบายยังคงเป็น passive เหมือนกัน คือติดตามดัชนีไม่มีการเลือกหุ้น แต่ห่อมาในรูปแบบกองทุนรวมไทยที่ซื้อง่ายกว่า
ข้อดีคือซื้อผ่านแอปธนาคารได้เลย ไม่ต้องยุ่งกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ เริ่มต้นได้ตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ได้รับการคุ้มครองจาก กลต. ไทย และมีระบบ DCA อัตโนมัติให้ใช้ได้สะดวก
ข้อเสียคือค่าธรรมเนียมแพงกว่า ETF ตรงพอสมควร และไม่สามารถซื้อขายระหว่างวันได้เหมือน ETF ราคาจะถูกคำนวณ ณ สิ้นวันเท่านั้น
เหมาะกับใคร: มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น คนที่อยากออมสม่ำเสมอทุกเดือนแบบไม่ยุ่งยาก และคนที่ลงทุนเงินไม่มากพอที่จะให้ค่าธรรมเนียมส่วนต่างมีนัยสำคัญ
แบบที่ 4 — กองทุนรวมไทยแบบ Active (มีผู้จัดการกองทุน)
แบบนี้คล้ายแบบที่ 3 แต่แตกต่างตรงที่มีจะไม่ได้ไปลงใน ETF ที่วิ่งตามดัชนีต่างๆ แต่จะไปลงในกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) คอยเลือกหุ้นและปรับพอร์ตอยู่ตลอดเวลาครับ เป้าหมายคือชนะดัชนี ไม่ใช่แค่ติดตามดัชนี
ข้อดีคือถ้าผู้จัดการกองทุนเก่งจริง มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีได้ และอาจช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงได้ดีกว่าด้วย นอกจากนั้นยังสะดวกเหมือนกองทุนไทยทั่วไป ซื้อผ่านแอปได้เลย
ข้อเสียคือค่าธรรมเนียมแพงกว่าทุกแบบ มักอยู่ที่ 1.5-2% ต่อปีขึ้นไป และงานวิจัยจำนวนมากพบว่ากองทุน active ส่วนใหญ่ไม่สามารถชนะดัชนีได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ทำให้ค่าธรรมเนียมที่จ่ายเพิ่มอาจไม่คุ้มเสมอไป
เหมาะกับใคร: คนที่เชื่อมั่นในฝีมือผู้จัดการกองทุนเฉพาะราย ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยบริหารความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน หรืออยากลงทุนในธีมเฉพาะเจาะจงที่ไม่มีดัชนีรองรับ
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน — เรื่องที่มองข้ามไม่ได้
ทุกการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านค่าเงินอยู่ด้วยครับ แต่ระดับและรูปแบบความเสี่ยงจะแตกต่างกันในแต่ละแบบ
ลองนึกภาพง่าย ๆ แบบนี้ครับ สมมติวันที่ซื้อค่าเงินอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ แล้วเวลาผ่านไป 5 ปี หุ้นหรือกองทุนในดอลลาร์ของคุณโตขึ้น 50% แต่ถ้าตอนนั้นค่าเงินบาทแข็งขึ้นเหลือ 30 บาทต่อดอลลาร์ กำไรที่คำนวณกลับมาเป็นบาทก็จะน้อยลงกว่าที่คิดมาก บางกรณีอาจเกือบหักล้างกำไรที่ได้จากการลงทุนเลย
แบบที่ 1 และ 2 — หุ้นตรงและ ETF ต่างประเทศ
ความเสี่ยงค่าเงินอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในกลุ่มนี้ครับ เพราะคุณถือสินทรัพย์เป็นดอลลาร์โดยตรง ทุกครั้งที่จะดูว่าพอร์ตเป็นเท่าไหร่ ต้องแปลงกลับมาเป็นบาทเสมอ
ทั้งขาขึ้นและขาลงของค่าเงินส่งผลโดยตรงกับผลตอบแทนในบาท โดยไม่มีตัวกลางมาช่วยกันชน
ข้อดีที่หลายคนมองข้ามคือถ้าบาทอ่อนค่าลง เช่นจาก 35 เป็น 40 บาทต่อดอลลาร์ ผลตอบแทนที่คำนวณเป็นบาทก็จะสูงขึ้นตามด้วย ดังนั้นการถือสินทรัพย์ดอลลาร์ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง
แบบที่ 3 — กองทุนรวมไทย Passive
กองทุนรวมไทยที่ไปลงทุนใน ETF ต่างประเทศ ยังคงมีความเสี่ยงด้านค่าเงินอยู่ครับ เพียงแต่แบ่งออกเป็น 2 กรณีตามนโยบายของกองทุน
กรณีแรกคือ กองทุนแบบ Unhedged ซึ่งพบได้บ่อยกว่า ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับก็จะผันผวนตามค่าเงินบาทเหมือนกับซื้อ ETF โดยตรง เพียงแต่คุณไม่ต้องโอนเงินเป็นดอลลาร์เองเท่านั้น
กรณีที่สองคือ กองทุนแบบ Hedged ซึ่งกองทุนจะทำ Currency Hedging หรือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้บางส่วนหรือทั้งหมด ผลตอบแทนจะใกล้เคียงกับดัชนีในสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการ Hedge ที่ทำให้ผลตอบแทนลดลงเล็กน้อยด้วย
ก่อนซื้อกองทุนไทยใด ๆ ควรตรวจสอบในหนังสือชี้ชวนว่าเป็น Hedged หรือ Unhedged ครับ เพราะบางชื่อฟังดูคล้ายกันแต่นโยบายต่างกันมาก
แบบที่ 4 — กองทุนรวมไทย Active
ความเสี่ยงค่าเงินในแบบนี้คล้ายกับแบบที่ 3 ครับ ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนนั้นทำ Hedge หรือไม่
ข้อแตกต่างคือ Fund Manager อาจมีการปรับ Hedge Ratio ตามสภาวะตลาดได้มากกว่า เช่น ในช่วงที่คาดว่าบาทจะแข็ง ก็อาจเพิ่มการ Hedge มากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้ดีก็เป็นข้อได้เปรียบที่กองทุน Passive ทำไม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุนว่าจะลิมิตการ Hedge ไว้ที่เท่าไหร่ สามารถอ่านได้จากหนังสือชี้ชวนการลงทุน
****เรื่องภาษี — สิ่งที่มือใหม่มักไม่รู้แต่สำคัญมาก
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องภาษีการลงทุนในไทยมีความซับซ้อนพอสมควรครับ และกฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นภาพรวมเบื้องต้นเท่านั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอนะครับ
ภาษีของแต่ละแบบ
แบบที่ 1 — หุ้นต่างประเทศตัวเองโดยตรง
กำไรจากการขายหุ้นต่างประเทศ (Capital Gain) ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทยครับ อัตราจะขึ้นกับฐานภาษีของแต่ละคน ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 35% นอกจากนี้เงินปันผลที่ได้รับจากหุ้นต่างประเทศก็ถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษีด้วยเช่นกัน บางกรณีอาจถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ประเทศต้นทางก่อนแล้วค่อยมาคำนวณในไทยอีกรอบ ซึ่งยุ่งยากพอสมควร
ข้อดีด้านภาษีคือถ้าถือไว้นานแล้วราคาขึ้นสูงมาก บางกรณีวางแผนการขายให้อยู่ในปีที่มีรายได้น้อยเพื่อเสียภาษีในอัตราต่ำได้ แต่ต้องวางแผนล่วงหน้าครับ
แบบที่ 2 — ETF ตรงจากต่างประเทศ
ภาษีจะคล้ายกับแบบที่ 1 ครับ กำไรจากการขาย ETF ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเงินปันผลที่ ETF จ่ายออกมาก็ต้องเสียภาษีด้วย
อย่างไรก็ตามมีประเด็นพิเศษที่คนไทยหลายคนไม่รู้คือ ETF ที่ซื้อผ่านโบรกเกอร์อเมริกาบางตัว เช่น VTI, VOO จะโดน ภาษีมรดกสหรัฐ (US Estate Tax) ด้วยครับ ซึ่งจะอธิบายเพิ่มในส่วนภาษีมรดกด้านล่าง
แบบที่ 3 — กองทุนรวมไทยแบบ Passive
นี่คือข้อได้เปรียบด้านภาษีที่ใหญ่มากของกองทุนรวมไทยครับ
กำไรจากการขายหน่วยลงทุน (Capital Gain) ของกองทุนรวมไทยได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาครับ พูดง่าย ๆ คือซื้อมา 100,000 บาท ขายได้ 150,000 บาท กำไร 50,000 บาทนั้นไม่ต้องเสียภาษีเลย
ส่วนเงินปันผลจากกองทุนรวม ถ้ากองทุนนั้นจ่ายปันผล จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% แต่ถ้าเป็นกองทุนแบบสะสมมูลค่า (Accumulation) ที่ไม่จ่ายปันผลออกมาก็จะไม่มีประเด็นนี้เลย
แบบที่ 4 — กองทุนรวมไทยแบบ Active
ภาษีเหมือนแบบที่ 3 ทุกอย่างครับ Capital Gain ได้รับการยกเว้น และเงินปันผลถูกหัก ณ ที่จ่าย 10%
ข้อดีเพิ่มเติมคือกองทุนรวมบางประเภท เช่น RMF สามารถนำเงินที่ลงทุนไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้ด้วย ซึ่งถ้าเสียภาษีในอัตราสูงก็จะได้ประโยชน์มากครับ
ภาษีมรดก — เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง
เรื่องนี้สำคัญมากแต่น้อยคนจะนึกถึงครับ
กองทุนรวมไทย — ภาษีมรดกไทย
ไทยมีภาษีการรับมรดกครับ แต่เริ่มคิดที่มูลค่าทรัพย์สินที่รับมรดกเกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น และอัตราอยู่ที่ 5-10% ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเกณฑ์นี้สูงมากจนแทบไม่กระทบครับ ทายาทที่รับมรดกกองทุนรวมไทยมาก็รับต่อได้ปกติ และถ้าขายออกก็ยังได้รับการยกเว้น Capital Gain ต่อไปเหมือนเดิม
หุ้นตรงและ ETF ต่างประเทศ — ภาษีมรดกสหรัฐ (US Estate Tax)
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยที่ลงทุนผ่านโบรกเกอร์อเมริกาครับ
กฎหมายสหรัฐกำหนดว่า ถ้าคุณเป็น "Non-Resident Alien" (คนต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในสหรัฐ) และถือทรัพย์สินประเภท US Situs Assets เช่น หุ้นอเมริกา ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐ เมื่อเสียชีวิตแล้วทรัพย์สินส่วนนั้นจะโดนภาษีมรดกสหรัฐ
อัตราภาษีมรดกสหรัฐสูงมากครับ สูงสุดถึง 40% และที่สำคัญมาก threshold ที่ได้รับการยกเว้นสำหรับ Non-Resident Alien อยู่ที่เพียง $60,000 เท่านั้น เทียบกับคนอเมริกันที่ได้รับการยกเว้นถึง $12.9 ล้าน พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าคุณถือ VOO หรือ VTI ผ่านโบรกเกอร์อเมริกาอยู่ 5 ล้านบาท และเสียชีวิตลง ทายาทอาจต้องจ่ายภาษีมรดกให้สหรัฐก่อนถึงจะรับเงินได้ครับ ทางออกที่หลายคนใช้ คือซื้อ ETF ที่จดทะเบียนนอกสหรัฐ เช่น ETF ที่จดทะเบียนใน Ireland หรือ Luxembourg ซึ่งไม่อยู่ในข่าย US Estate Tax แต่ก็มีเรื่องขั้นตอนและค่าธรรมเนียมที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
หรืออีกทางคือใช้กองทุนรวมไทยแทน ซึ่งแม้ค่าธรรมเนียมจะแพงกว่าแต่ไม่มีความเสี่ยงด้านภาษีมรดกสหรัฐเลย
หมายเหตุสำคัญ: กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และรายละเอียดอาจแตกต่างกันตามสถานการณ์ของแต่ละคน ควรปรึกษานักวางแผนการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจลงทุนในแต่ละแบบเสมอครับ
ทั้ง 4 แบบนี้ไม่มีถูกผิด และหลายคนก็ถือหลายแบบผสมกันได้ครับ สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตัวเองถือแบบไหน เพื่ออะไร และรับความเสี่ยงแบบนั้นได้ไหม😊
ถ้าข้อมูลตรงไหนผิดพลาดหรือมีอะไรเสริมเพิ่มเติมแจ้งได้เลยครับ เพราะก็พยายามหาข้อมูลมาครับ