มือใหม่หัดลงทุน ตอน 5: All Weather Portfolio คืออะไร? พอร์ตที่ออกแบบมาให้ทนได้ทุกสภาวะ

สวัสดีอีกครั้งครับ
ตอนที่ผ่านมาเราคุยกันเรื่อง ACWI และวิธีลงทุนต่าง ๆ มาพอสมควรแล้ว คราวนี้อยากยกระดับขึ้นอีกนิดครับ จากการลงทุนในกองทุนเดียว ไปสู่การ "จัดพอร์ต" ให้สมดุลจริงๆ คำถามที่นักลงทุนหลายคนถามตัวเองคือ "ลงทุนใน ACWI อย่างเดียวพอไหม หรือควรมีอะไรอื่นด้วย?"
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไรจากพอร์ตครับ วันนี้จะมาแนะนำแนวคิดที่ชื่อว่า All Weather Portfolio ซึ่งเป็นคำตอบของ Ray Dalio มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้ง Bridgewater กองทุน Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ

ก่อนอื่น ทำไมถึงต้องกระจายสินทรัพย์?
มีทฤษฎีการลงทุนที่ได้รับรางวัลโนเบลชื่อว่า Modern Portfolio Theory หรือ MPT ครับ แก่นหลักของมันคือ
"การรวมสินทรัพย์ที่ไม่เดินไปในทิศทางเดียวกันเข้าด้วยกัน จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดผลตอบแทนตาม"
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ ถ้าถือแต่หุ้น ตอนเศรษฐกิจดีพอร์ตก็จะขึ้นแรง แต่ตอนวิกฤตพอร์ตก็จะลงแรงมากด้วย แต่ถ้าผสมพันธบัตรหรือทองคำเข้าไปด้วย ในช่วงที่หุ้นลง สินทรัพย์เหล่านั้นอาจขึ้นหรือลงน้อยกว่า ทำให้พอร์ตโดยรวมไม่ผันผวนมากนัก
Ray Dalio นำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้จริงและได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากครับ

All Weather Portfolio คืออะไร?
Ray Dalio ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า "มีพอร์ตแบบไหนที่ทำงานได้ดีในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม?"
เขาวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจโลกในแต่ละช่วงเวลาอยู่ใน 1 ใน 4 สภาวะเสมอครับ
สภาวะแรกคือเศรษฐกิจเติบโตและเงินเฟ้อต่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นและพันธบัตรทำผลงานได้ดีครับ สภาวะที่สองคือเศรษฐกิจเติบโตแต่เงินเฟ้อสูง ช่วงนี้สินค้าโภคภัณฑ์และทองคำมักทำผลงานได้ดี สภาวะที่สามคือเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อต่ำ พันธบัตรระยะยาวมักเป็นที่พักพิงที่ดีในช่วงนี้ และสภาวะที่สี่คือเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์มักช่วยป้องกันพอร์ตได้
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว Ray Dalio ก็จัดพอร์ตให้มีสินทรัพย์ที่ทำงานได้ดีในแต่ละสภาวะครับ ไม่ต้องทายว่าเศรษฐกิจจะไปทางไหน เพราะถือครบทุกสภาวะไว้แล้ว

สัดส่วนของ All Weather Portfolio
สูตรที่ Ray Dalio เปิดเผยต่อสาธารณะประกอบด้วย 5 สินทรัพย์ในสัดส่วนดังนี้ครับ
หุ้น 30% ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนระยะยาว พันธบัตรระยะยาว 40% ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดูดซับความผันผวนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พันธบัตรระยะกลาง 15% ช่วยสร้างเสถียรภาพให้พอร์ตในระยะกลาง ทองคำ 7.5% ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและวิกฤต และสินค้าโภคภัณฑ์ 7.5% ช่วยในช่วงที่เงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจขาขึ้น
สังเกตได้ว่าหุ้นมีสัดส่วนแค่ 30% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดครับ เหตุผลคือหุ้นมีความผันผวนสูงมาก และ Ray Dalio ต้องการให้แต่ละสินทรัพย์มี Risk Contribution ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่แค่สัดส่วนเงินที่เท่ากัน

ผลงานในอดีตเป็นอย่างไร?
ถ้าดูข้อมูลย้อนหลังของตลาดสหรัฐครับ All Weather Portfolio ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 7-8% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าการถือหุ้น 100% ที่ได้ประมาณ 10% ต่อปี
แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจคือความผันผวนที่ต่ำกว่ามากครับ ในปี 2008 ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงกว่า 50% พอร์ต All Weather ลงไปเพียงประมาณ 4% เท่านั้น และในช่วงวิกฤต COVID ปี 2020 ที่หุ้นร่วง 35% พอร์ต All Weather ลงไปแค่ราว 3-4%
สำหรับคนที่นอนไม่หลับตอนพอร์ตผันผวน ตัวเลขนี้มีความหมายมากครับ

ข้อดีของ All Weather Portfolio
ข้อดีแรกที่ชัดเจนที่สุดคือความสงบของจิตใจครับ เมื่อตลาดหุ้นตกหนัก พอร์ต All Weather มักลงน้อยกว่ามาก ทำให้ถือต่อได้โดยไม่ตื่นตระหนกขายออก ซึ่งเราคุยกันในตอนที่แล้วว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุนระยะยาว
ข้อดีที่สองคือไม่ต้องทายทิศทางเศรษฐกิจครับ ไม่ว่าจะเงินเฟ้อหรือเงินฝืด เศรษฐกิจบูมหรือวิกฤต พอร์ตมีสินทรัพย์ที่รับมือได้ในทุกสภาวะอยู่แล้ว
ข้อดีที่สามคือเหมาะกับการถือระยะยาวโดยไม่ต้องปรับพอร์ตบ่อยครับ แค่ Rebalance ปีละครั้งเพื่อให้สัดส่วนกลับมาตามที่ตั้งไว้ก็เพียงพอแล้ว

ข้อเสียและข้อควรระวัง
ข้อเสียหลักคือในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้นยาวนาน เช่น ปี 2010-2020 พอร์ต All Weather จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการถือหุ้นล้วน ๆ มากครับ คนที่เห็นเพื่อนถือ S&P500 ได้กำไร 15% ต่อปี ในขณะที่ตัวเองได้แค่ 7% อาจรู้สึกอยากเปลี่ยนพอร์ต ซึ่งต้องใช้วินัยพอสมควรในการยึดแผนเดิม
ข้อควรระวังที่สองคือพันธบัตรระยะยาวที่มีสัดส่วนถึง 40% มีความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยครับ ในช่วงปี 2022 ที่ดอกเบี้ยปรับขึ้นเร็วมาก พันธบัตรระยะยาวขาดทุนหนักมาก ทำให้ All Weather Portfolio ติดลบประมาณ 20% ซึ่งเป็นปีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพอร์ตนี้ครับ
ข้อควรระวังที่สามคือสูตรนี้ออกแบบมาสำหรับตลาดสหรัฐเป็นหลัก การนำมาใช้กับนักลงทุนไทยต้องปรับให้เหมาะสมครับ โดยเฉพาะเรื่องพันธบัตรที่ต้องเลือกว่าจะใช้พันธบัตรไทยหรือต่างประเทศ

ประยุกต์ใช้สำหรับคนไทยได้ยังไง?
สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากลองจัดพอร์ตแนวนี้ อาจปรับสัดส่วนโดยใช้กองทุนรวมไทยได้ประมาณนี้ครับ
หุ้นโลก 30% ใช้กองทุนที่ลงทุนใน ACWI หรือ S&P500 พันธบัตรระยะยาว 40% ใช้กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวทั้งไทยและต่างประเทศ พันธบัตรระยะกลาง 15% ใช้กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง ทองคำ 7.5% ใช้กองทุนทองคำหรือ Gold ETF และสินค้าโภคภัณฑ์ 7.5% ใช้กองทุนที่ลงทุนใน Commodity หรือ REITs แทนได้บางส่วนครับ
ข้อดีคือทุกอย่างนี้ซื้อได้ผ่านแอปธนาคารหรือโบรกเกอร์ไทยได้เลย ไม่ต้องใช้บัญชีต่างประเทศ

All Weather เหมาะกับใคร?
เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสงบของจิตใจมากกว่าผลตอบแทนสูงสุดครับ คนที่ใกล้วัยเกษียณหรือต้องการพอร์ตที่มั่นคงโดยไม่ผันผวนมาก คนที่เคยขายหุ้นออกตอนตลาดตกแล้วเสียใจ และคนที่อยากตั้งพอร์ตทีเดียวแล้วไม่ต้องแตะนานหลายปี
ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังมีเวลาลงทุนอีกยาวนานและรับความผันผวนได้สูง การถือหุ้นสัดส่วนมากกว่านี้ก็อาจให้ผลตอบแทนดีกว่าในระยะยาวครับ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความสบายใจของแต่ละคน

สรุปสั้น ๆ
All Weather Portfolio คือพอร์ตที่ Ray Dalio ออกแบบให้ทำงานได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ โดยกระจายเงินใน 5 สินทรัพย์ที่ไม่เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผลตอบแทนอาจไม่สูงที่สุด แต่ผันผวนน้อยกว่าการถือหุ้นล้วน ๆ มากครับ เหมาะที่สุดสำหรับคนที่อยากนอนหลับสบายไม่ว่าตลาดจะเป็นแบบไหน
ตอนหน้าจะกลับมาที่เรื่องลงมือทำจริง ๆ กันแล้วครับ ตั้งแต่เลือกกองทุน เปิดบัญชี ไปจนถึงกดซื้อครั้งแรก ติดตามได้เลยนะครับ 😊



กระทู้ก่อนหน้า
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 1: รู้จัก ACWI กองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งโลกพร้อมกัน
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 2: ลงทุนหุ้นต่างประเทศได้หลายแบบ — แต่ละแบบต่างกันยังไง?
มือใหม่หัดลงทุน ตอน 3: DCA คืออะไร และถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้วควรลงแบบไหน?

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ควรศึกษาเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตัวเองเสมอครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่