ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เรามองเห็นโลกและดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ
แต่มีโรคทางตาหลายชนิดที่สามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ หนึ่งในนั้นคือ "โรคต้อหิน"
ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "ภัยเงียบของดวงตา" เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติ
ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังสูญเสียการมองเห็นไปทีละน้อย จนกระทั่งโรคลุกลามและไม่สามารถฟื้นฟูสายตาที่สูญเสียไปแล้วได้
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
ต้อหิน ภัยเงียบที่ขโมยการมองเห็นทีละน้อย รู้ตัวอีกทีอาจสายเกินแก้
โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทตา
ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพจากดวงตาไปยังสมอง โดยสาเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับความดันภายในลูกตาที่สูงเกินไป
ส่งผลให้เส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเส้นประสาทตาเสื่อมลง การมองเห็นจะค่อย ๆ แคบลงจากด้านข้างก่อน และหากไม่ได้รับการรักษา
อาจนำไปสู่ภาวะตาบอดถาวรได้

ทำไมต้อหินจึงถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ"
ในระยะแรกของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพราะการสูญเสียลานสายตามักเริ่มจากบริเวณรอบนอก
ทำให้สมองปรับตัวและชดเชยการมองเห็นที่หายไปได้
หลายคนจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว
ซึ่งการมองเห็นที่สูญเสียไปจากต้อหินไม่สามารถกลับคืนมาได้
ประเภทของโรคต้อหิน
1. ต้อหินชนิดมุมเปิด
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการระบายน้ำภายในลูกตาทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ความดันในลูกตาค่อย ๆ สูงขึ้น
ลักษณะเด่นคือดำเนินโรคอย่างช้า ๆไม่มีอาการในระยะแรก
สูญเสียลานสายตาทีละน้อยหากไม่ตรวจตา อาจไม่รู้ตัวจนสายเกินไป
2. ต้อหินชนิดมุมปิด
เกิดจากการปิดกั้นทางระบายน้ำภายในลูกตาอย่างเฉียบพลัน ทำให้ความดันลูกตาเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว
อาการที่พบได้ ได้แก่ ปวดตารุนแรง ตาแดงมองเห็นภาพมัว
เห็นแสงไฟเป็นวงรุ้ง ปวดศีรษะคลื่นไส้ อาเจียน
ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยาที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
3. ต้อหินแต่กำเนิด
พบในเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างภายในดวงตา
อาการที่อาจพบ ได้แก่ ตาโตผิดปกติน้ำตาไหลมาก แพ้แสง กระจกตาขุ่น
ปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน
แม้ต้อหินจะเกิดได้กับทุกคน แต่จะพบมากขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
อายุ 40 ปีขึ้นไป
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
มีความดันลูกตาสูง
เป็นโรคเบาหวาน
เป็นโรคความดันโลหิตสูง
สายตาสั้นหรือสายตายาวมากผิดปกติ
เคยได้รับอุบัติเหตุที่ดวงตา
ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
อาการที่ควรสังเกต
ต้อหินในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้น อาจพบว่า
มองเห็นด้านข้างลดลง
มองเห็นเป็นภาพแคบคล้ายมองผ่านท่อ
มองเห็นไม่ชัดในที่มืด
สายตาพร่ามัว
เห็นแสงไฟเป็นวงรุ้ง
ปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์
การวินิจฉัยโรคต้อหิน
จักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียด เช่น
วัดความดันลูกตา
ตรวจขั้วประสาทตา
ตรวจลานสายตา
วัดความหนาของกระจกตา
ตรวจมุมระบายน้ำในลูกตา
ถ่ายภาพเส้นประสาทตา
การตรวจเหล่านี้ช่วยให้สามารถค้นพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ต้อหินรักษาได้หรือไม่
แม้ความเสียหายของเส้นประสาทตาที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
แต่การรักษาสามารถชะลอการดำเนินโรคและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นเพิ่มเติมได้
แนวทางการรักษา ได้แก่
การใช้ยาหยอดตา
เป็นวิธีรักษาหลักในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยช่วยลดความดันภายในลูกตา
การรักษาด้วยเลเซอร์
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำภายในลูกตา หรือป้องกันภาวะมุมปิด
การผ่าตัด
ใช้ในกรณีที่การใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันลูกตาได้

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยง
แม้ไม่สามารถป้องกันต้อหินได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิต
หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น
สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมื่อทำงานเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองต้อหิน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตรวจตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีญาติสายตรงเป็นต้อหิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือสายตาสั้นมาก
การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษา
เพราะสามารถช่วยชะลอการสูญเสียการมองเห็นและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้

โรคต้อหินเป็นภัยเงียบที่สามารถทำลายการมองเห็นได้อย่างถาวรโดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว
แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดหรือฟื้นฟูเส้นประสาทตาที่เสียไปแล้วได้
แต่การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
จะช่วยชะลอการดำเนินโรคและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นอย่ารอให้มีอาการผิดปกติ เพราะการตรวจตาเป็นประจำอาจช่วยรักษาสายตาของคุณไว้ได้ตลอดชีวิต
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/
ต้อหิน ภัยเงียบที่ขโมยการมองเห็นทีละน้อย รู้ตัวอีกทีอาจสายเกินแก้
แต่มีโรคทางตาหลายชนิดที่สามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ หนึ่งในนั้นคือ "โรคต้อหิน"
ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "ภัยเงียบของดวงตา" เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติ
ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังสูญเสียการมองเห็นไปทีละน้อย จนกระทั่งโรคลุกลามและไม่สามารถฟื้นฟูสายตาที่สูญเสียไปแล้วได้
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
โรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทตา
ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพจากดวงตาไปยังสมอง โดยสาเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับความดันภายในลูกตาที่สูงเกินไป
ส่งผลให้เส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเส้นประสาทตาเสื่อมลง การมองเห็นจะค่อย ๆ แคบลงจากด้านข้างก่อน และหากไม่ได้รับการรักษา
อาจนำไปสู่ภาวะตาบอดถาวรได้
ในระยะแรกของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพราะการสูญเสียลานสายตามักเริ่มจากบริเวณรอบนอก
ทำให้สมองปรับตัวและชดเชยการมองเห็นที่หายไปได้
หลายคนจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว
ซึ่งการมองเห็นที่สูญเสียไปจากต้อหินไม่สามารถกลับคืนมาได้
ประเภทของโรคต้อหิน
1. ต้อหินชนิดมุมเปิด
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการระบายน้ำภายในลูกตาทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ความดันในลูกตาค่อย ๆ สูงขึ้น
ลักษณะเด่นคือดำเนินโรคอย่างช้า ๆไม่มีอาการในระยะแรก
สูญเสียลานสายตาทีละน้อยหากไม่ตรวจตา อาจไม่รู้ตัวจนสายเกินไป
2. ต้อหินชนิดมุมปิด
เกิดจากการปิดกั้นทางระบายน้ำภายในลูกตาอย่างเฉียบพลัน ทำให้ความดันลูกตาเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว
อาการที่พบได้ ได้แก่ ปวดตารุนแรง ตาแดงมองเห็นภาพมัว
เห็นแสงไฟเป็นวงรุ้ง ปวดศีรษะคลื่นไส้ อาเจียน
ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยาที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
3. ต้อหินแต่กำเนิด
พบในเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างภายในดวงตา
อาการที่อาจพบ ได้แก่ ตาโตผิดปกติน้ำตาไหลมาก แพ้แสง กระจกตาขุ่น
แม้ต้อหินจะเกิดได้กับทุกคน แต่จะพบมากขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้
อายุ 40 ปีขึ้นไป
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
มีความดันลูกตาสูง
เป็นโรคเบาหวาน
เป็นโรคความดันโลหิตสูง
สายตาสั้นหรือสายตายาวมากผิดปกติ
เคยได้รับอุบัติเหตุที่ดวงตา
ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
ต้อหินในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้น อาจพบว่า
มองเห็นด้านข้างลดลง
มองเห็นเป็นภาพแคบคล้ายมองผ่านท่อ
มองเห็นไม่ชัดในที่มืด
สายตาพร่ามัว
เห็นแสงไฟเป็นวงรุ้ง
ปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์
จักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียด เช่น
วัดความดันลูกตา
ตรวจขั้วประสาทตา
ตรวจลานสายตา
วัดความหนาของกระจกตา
ตรวจมุมระบายน้ำในลูกตา
ถ่ายภาพเส้นประสาทตา
การตรวจเหล่านี้ช่วยให้สามารถค้นพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ต้อหินรักษาได้หรือไม่
แม้ความเสียหายของเส้นประสาทตาที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
แต่การรักษาสามารถชะลอการดำเนินโรคและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นเพิ่มเติมได้
แนวทางการรักษา ได้แก่
การใช้ยาหยอดตา
เป็นวิธีรักษาหลักในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยช่วยลดความดันภายในลูกตา
การรักษาด้วยเลเซอร์
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำภายในลูกตา หรือป้องกันภาวะมุมปิด
การผ่าตัด
ใช้ในกรณีที่การใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันลูกตาได้
แม้ไม่สามารถป้องกันต้อหินได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิต
หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น
สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมื่อทำงานเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองต้อหิน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตรวจตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีญาติสายตรงเป็นต้อหิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือสายตาสั้นมาก
การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษา
เพราะสามารถช่วยชะลอการสูญเสียการมองเห็นและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้
แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดหรือฟื้นฟูเส้นประสาทตาที่เสียไปแล้วได้
แต่การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
จะช่วยชะลอการดำเนินโรคและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นอย่ารอให้มีอาการผิดปกติ เพราะการตรวจตาเป็นประจำอาจช่วยรักษาสายตาของคุณไว้ได้ตลอดชีวิต
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/