ความเสียหายหลายล้านล้านบาท จากความล่าช้า 33 ปี ของ แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน 8 เมืองใหญ่

* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน 8 เมืองใหญ่ (2536)
โครงการครอบคลุมเชียงใหม่, พิษณุโลก, ขอนแก่น, สงขลา, ภูเก็ต, ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยมุ่งเน้น นวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความเสมอภาคและพัฒนาภูมิภาค แม้โครงการยังไม่เริ่มดำเนินการ ณ ปี 2569 แต่ถือเป็นกรอบนโยบายที่สะท้อน หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

หลักฐานอ้างอิง
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน 8 เมืองใหญ่ (Sukavichinomics -The 1993 Mass Railway Transit in 8 Urban Cities) ชื่อย่อย: แนวคิดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความเสมอภาคและการพัฒนาภูมิภาคภายใต้นโยบายของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล (Subtitle: An Infrastructure-Based Approach to Equity and Regional Development under the Policy Framework of His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol )
[url=https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=5419174]https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=5419174[/url]

“ความเสียหายจากความล่าช้า 33 ปีของแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน 8 เมืองใหญ่ พ.ศ. 2536”  หรือ  Economic Loss Estimation หรือ Counterfactual Econometric Analysis

กรณีที่เกิดขึ้นจริง (Observed Scenario)

โดยสามารถสร้างแบบจำลองได้ 4 มิติหลัก
1. Lost Regional GDP Model
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภูมิภาคที่สูญเสียไป
แนวคิดคือ
Regional GDP = f(Transportation Accessibility, Labor Mobility, Investment, Tourism)
หากระบบขนส่งมวลชน 8 เมืองใหญ่เริ่มดำเนินการ ตั้งแต่ปี 2544 แทนการใช้นโยบายประชานิยม

ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ
การลงทุนภาคเอกชนเพิ่ม
ราคาที่ดินรอบสถานีเพิ่ม
การจ้างงานเพิ่ม
การท่องเที่ยวเพิ่ม
ผลิตภาพแรงงานเพิ่ม
ตัวแปรวัด
GRP จังหวัด
มูลค่าการลงทุน BOI
จำนวนธุรกิจใหม่
จำนวนนักท่องเที่ยว
ผลต่างสะสม 33 ปี สามารถตีมูลค่าเป็น Lost GDP ได้

2. Agglomeration Economy Loss Model
อาศัยแนวคิดของ
Krugman (1991)
Fujita & Thisse (2002)
ระบบรางสร้าง
Economic Clustering
Innovation Clustering
Labor Market Integration
เมื่อโครงการไม่เกิด
เมืองต่างจังหวัดจึงสูญเสีย
การรวมตัวทางเศรษฐกิจ
เขตเศรษฐกิจใหม่
การขยายตัวของเมือง
ซึ่งสามารถประเมินเป็นมูลค่า GDP ที่หายไปได้

3. Urban Productivity Loss Model
ใช้แนวคิดของ
World Bank
OECD
วัดจาก
เวลาเดินทาง
ต้นทุนเชื้อเพลิง
ประสิทธิภาพแรงงาน
หากระบบรางเกิดใน
เชียงใหม่
ขอนแก่น
ภูเก็ต
สงขลา
เมืองเหล่านี้จะมีผลิตภาพสูงขึ้น
ความล่าช้า 33 ปี จึงเท่ากับ
Lost Urban Productivity

4. Spatial Inequality Cost Model
นี่คือโมเดลที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์มากที่สุด
เพราะโครงการมีเป้าหมายหลักคือ
ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพมหานครกับภูมิภาค
ตัวชี้วัด
รายได้ต่อหัว
ดัชนีจีนี (Gini)
การเข้าถึงบริการสาธารณะ
การลงทุนต่อหัว
หากระบบรางเกิดขึ้น
ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อาจลดลงเร็วกว่าที่เกิดขึ้นจริง

โมเดลที่เหมาะที่สุดสำหรับ ความล่าช้าของ แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน 8 เมืองใหญ่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2536

หลักฐานอ้างอิง

ปี  2536  การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมและดูแลในเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะระบบราง หรือรถไฟฟ้าในขณะนั้นได้เปิดเผยโครงการการจัดสร้างระบบขนส่งในหัวเมืองใหญ่ 8 เมือง อันได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา และชลบุรี [url=https://thestandard.co/chiangmai-public-transit-master-plan/]https://thestandard.co/chiangmai-public-transit-master-plan/[/url]


สามารถเขียนเป็น

Counterfactual Econometric Analysis of the 33-Year Delay of the 1993 Mass Railway Transit Master Plan in Eight Major Urban Cities under the Sukavichinomics Economic Philosophy
โดยประเมิน
Loss = GDP_{Counterfactual} - GDP_{Observed}
และแยกผลกระทบเป็น
Lost Regional GDP
Lost Urban Productivity
Lost Investment
Lost Tourism Revenue
Lost Agglomeration Effects
Spatial Inequality Costs

ในเชิงวิชาการ หากใช้ข้อมูลจริงของเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพิษณุโลก ตั้งแต่ปี [url=tel:2536-2569]2536–2569[/url] สามารถสร้างแบบจำลองเศรษฐมิติและประมาณการมูลค่าผลกระทบสะสมตลอด 33 ปีได้ โดยผลลัพธ์ อยู่ในระดับ หลายล้านล้านบาท



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่