คนฟังจำแม้นกว่าคนพูด

เมื่อหลายวันก่อนอรันได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องคนหนึ่งให้ชื่อสมมติว่าใบไม้ก็แล้วกันค่ะ

วันนั้นอรันได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ไม่ได้กลับมานานมากแล้ว อรันสนิทกับคนบ้านนี้อยู่ค่อนข้างมากเพราะเป็นญาติกัน น้องใบไม้เขาเพิ่งจะเรียนจบค่ะในใจคงมีความคิดที่ต่อสู้อยู่ภายในหลายเรื่อง

ตอนไปอรันก็ยังไม่เจอน้องนะคะ แต่ด้วยความเรานั่งหัวเด่นอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรมากนักเพราะด้วยบุคลิกเก็บเนื้อเก็บตัวจนแม่ของน้องใบไม้เขาหันมาทางอรันแล้วพูดขึ้นว่า "อรันเงียบๆ  คล้ายลูกของป้าเลย ช่วยไปคุยกับเขาให้ป้าหน่อยได้ไหม เขาไม่คุยกับป้ามาหลายวันมากแล้ว เขาตอบป้าแค่พอจำเป็นเท่านั้น"

ตอนแรกอรันก็ไม่คิดจะไปคุยกับน้องใบไม้หรอกค่ะ อารมณ์แบบ อืม... เรื่องของครอบครัวเขา เราไม่เกี่ยว แต่ก็ยอมขึ้นไปดูให้เพราะรู้สึกว่าน้องคงอยากให้ใครสักคนช่วยฟังหน่อยเลยเดินไปเคาะที่ห้องของเขา

ตอนนั้นน้องเขาก็เปิดประตูมองอรันอย่างสงสัย ฉันเลยพูดไปว่า "แม่เธอบอกให้พี่ขึ้นมาดู... แต่ที่พี่มาเพราะพี่กำลังรำคาญพวกผู้ใหญ่"

น้องใบไม้เลยเดินออกมาแล้วบอกว่า "พี่ไปเดินเล่นกับผมได้ไหม? ผมว่าผมน่าจะพูดเรื่องนี้กับพี่ได้"

อรันก็เลยไปเดินเล่นกับใบไม้ที่สวนสาธารณะแถวๆ นั้น

ประโยคแรกที่น้องใบไม้พูดคือ "พี่เคยรู้สึกผิดที่เกิดมาไหม?"

อรันก็ไม่ได้ตกใจมากนัก เรื่องนี้คงเป็นสไตล์ของการเลี้ยงดูของตระกลูนี้มั้ง? แทบจะเข้าใจได้ทันทีเลยว่าใบไม้กำลังต่อสู้กับอะไรอยู่

ใบไม้หายใจเขาจังหวะการเดินต่อนั้นช้าลงจนฉันต้องเดินช้าตาม

"ผมเริ่มรู้สึกแบบนั้นมาได้สามเดือนแล้วพี่... ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่น่าเกิดมาเลย ถ้าไม่มีผมสักคน... แม่คงสบายกว่านี้..."

ฉันนี่ถึงกับพยักหน้า ไม่ใช่เห็นด้วยกับที่ใบไม้พูด แต่เพราะว่าเราเคยรู้สึกเหมือนกัน... อรันเลยพูดแค่ประโยคเดียวว่า "ไม่ต้องรีบนะ... พร้อมแล้วคอยพูดออกมา เราช้าลงอีกก็ได้"

ใช่ค่ะ การเดินของเรามันช้ากว่าเดิม ราวกับไม่มีใครอยากกลับไปเผชิญหน้าผู้ปกครองในตอนนี้

ภาพของอรันตอนนั้นคือเห็นไหล่เขาสั่นเล็กน้อยเหมือนคนที่กำลังอดทน และต่อมาไม่ใช่แค่ไหล่หรือมือที่สั่น เสียงที่เคยพูดนิ่งๆ ก็สั่นไปด้วย

"ผมรู้สึกว่า... การมีอยู่ของผมมันไม่ควรมีตั้งแต่แรก"

"ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่ไม่เอาไหน ไปไม่ถึงไหนสักที"

"ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แม่เคยพูดอะไรประมาณนี้ให้ผมฟัง"

ใบไม้ยิ้มแบบที่ฉันรู้ดีว่า ไม่ได้ยิ้มเพราะความทรงจำมันดี แต่ยิ้มเพื่อให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้นอีกนิด และประโยคต่อมาก็ไม่ค่อยผิดจากความคิดฉันมากนัก พูดให้ถูกคือ... มันตรงเป๊ะเลยล่ะ

"รู้ไหมว่าส่งเธอเรียนแม่ต้องเหนื่อยแค่ไหน?"

"ถ้าไม่มีเธอแม่คงสบายไปแล้วไม่ต้องมาทำงานส่งเธอเรียนหรอก"

"แม่ทำงานทุกวันขาก็ปวด พ่อเธอก็ปวดหลัง ทำไมเธอไม่ตั้งใจเรียนให้มันดีกว่านี้"

"ถ้ารู้ว่าโตมาจะเป็นแบบนี้ คงเอาขี้เถ้ายัดปากไปแล้ว"

เสียงถอนหายใจของใบไม้ราวกับว่าคำพูดนั้นไม่มีวันหมดไปจากความรู้สึก ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไรแต่เข้าใจมากๆ ว่าคนถูกพูดแบบนี้ต้องเผชิญกับอะไร เพราะหลายครั้งก็โดนเหมือนกัน

"พี่รู้ไหมว่าเมื่อยี่สิบวันก่อนผมได้ยินอะไรจากคนที่คลอดผมมา... แม่ไม่ได้อยากเห็นเธอถอยหลัง แต่ตอนนั้นผมกำลังพูดถึงอนาคต"

อรันได้แต่เอามือวางบนไหล่ แล้วพูดอีกประโยคเมื่อเห็นว่าความอัดอั้นนั่นแตกพ่ายออกมาจากเกราะของความอดทน

"พี่ฟังอยู่ ใบไม้ไม่ต้องรีบนะ"

ใบไม้พูดต่อเสียงสั่น

"ที่ผ่านมาผมพยายามนะ ผมไม่อยากเป็นภาระพวกเขาหรอก แต่ใจผมมันก็ไม่เอาทางที่พวกเขาเสนอเหมือนกัน"

"คำพูดพวกนั้นผมจำมาตลอดเลย แต่พี่เชื่อไหมว่าพวกเขาจำมันไม่ได้ด้วยซ้ำ"

ฉันได้แต่ตอบว่า

"พี่เชื่อเธอ"



หนึ่งในชีวิตเด็กคนหนึ่งฉันคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องเป็นฐานรองรับ อารมณ์ ความฝัน ความคาดหวังจากผู้ใหญ่มากขนาดนั้น หนึ่งสิ่งในความเป็นจริงเลยว่า คำพูดที่ส่งผลกระทบความรู้สึกของคนฟังได้มากกว่าคนพูดเพราะคนพูดแค่พูดระบายมันออกมา แต่คนฟังคือคนที่เก็บประโยคนั้นเอาไว้ได้แม้นกว่า เพราะว่าที่เขาจำไม่ใช่แค่คำพูด แต่เขาจะจำทั้งเหตุการณ์ อารมณ์ของคนที่พูด และความรู้สึกของตัวเอง

และมันจำได้ชัดเจนมากจริงๆ และถูกแบกรับมาแบบเงียบๆ ตลอด....

มันเจ็บมากนะคะ ฉันขอบอกเอาไว้เลย เพราะฉันก็เป็นคนที่จำมันแม่นทุกอย่างจริงๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่