[img]https://scontent.fbkk13-1.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/710827654_122317000196214982_6971695306780196527_n.jpg?stp=dst-jpg_p526x296_tt6&_nc_cat=105&ccb=1-7&_nc_sid=e5c1b6&_nc_ohc=YT2nq-pOSD0Q7kNvwFEnxBV&_nc_oc=AdpS0uY_fw8yNGmEJpkziIHR5Z37agBYFym8V3PKsuH1CXnI_UTWW-vtgG-UbQ1zLNk&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk13-1.fna&edm=AN6CN6oEAAAA&_nc_gid=6LyuDUY5Q3kbJzWW9IgGSA&oh=00_Af9tdC1jRI8yunnVf6_qr-heaz2z13bF9yXituyg1t5JGg&oe=6A2D0BE2[/img]
อ้วนแล้วนอนไม่หลับ? เปิดวงจรอุบาทว์ “ยิ่งอ้วน ยิ่งนอนแย่ ยิ่งแก่ ยิ่งอ้วนซ้ำ” รู้แล้วรีบลดด่วน!
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เฟซบุ๊กเพจ “Tensia” เพจนำเสนอกลไกทางสรีรวิทยาของโรค ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ทำไมอ้วนแล้วมีปัญหาการนอนหลับมาก? ทราบแล้วจะรู้เลยว่าลดแล้ว นอนดีขึ้นมา
หลายคนเริ่มจากแค่กรน แต่พอน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ เริ่มนอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึก ง่วงทั้งวัน ตื่นมาแล้วเหมือนไม่ได้นอน ต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือ ไขมันที่สะสมมากขึ้น จนเริ่มรบกวนการหายใจระหว่างนอนค่ะ
1.ไขมันรอบคอมากขึ้น/แทรกลิ้นมากขึ้น
ทางเดินหายใจแคบลง เมื่อไขมันสะสมบริเวณคอมากขึ้น เวลานอนราบ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะยุบตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ทำให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนแคบลงช่วงแรกอาจเป็นแค่เสียงกรน เพราะลมต้องผ่านช่องแคบๆ จนเกิดการไหลแบบปั่นป่วน (Turbulent flow)แต่ถ้าตีบมากขึ้น ลมอาจผ่านไม่ได้เป็นช่วงๆ ออกซิเจนในเลือดเริ่มลด สมองจึงสั่งให้ร่างกายสะดุ้งตื่นเพื่อกลับมาหายใจ ▪️บางคนเฮือกตื่นกลางดึก ▪️บางคนฝันว่าหายใจไม่ออก ฝันร้ายบ่อย ▪️บางคนไม่รู้ตัวเลย แต่สมองตื่นขึ้นมาหลายสิบครั้งต่อคืน
ช่วงที่สะดุ้ง ระบบประสาทซิมพาเทติกก็ถูกกระตุ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันสูงขึ้น และกลับไปหลับต่อได้ยากภาวะนี้เรียกว่า ทางเดินหายใจอุดกั้นส่วนบนระหว่างนอน (Obstructive sleep apnea: OSA)
2.ไขมันในช่องท้อง ทำให้หายใจได้ไม่เต็มปอด
นอกจากคอแล้ว ไขมันในช่องท้อง (Visceral adipose tissue: VAT) ก็มีส่วนค่ะเมื่อไขมันสะสมมากขึ้น ความดันในช่องท้องจะสูงขึ้นพอกะบังลมพยายามเคลื่อนลงเพื่อสูดลมหายใจเข้าก็เจอแรงดันจากด้านล่างต้านเอาไว้ ผลคือ ▪️ปอดขยายตัวได้น้อยลง ▪️หายใจตื้นขึ้น ▪️รับออกซิเจนได้น้อยลง โดยเฉพาะเวลานอนหงาย กลไกนี้จะยิ่งเสริมให้ OSA หนักขึ้นไปอีก
3.กรนหนักๆ จนต้องลุกมาฉี่กลางดึก
หลายคนแปลกใจว่า กรนแล้วเกี่ยวอะไรกับปัสสาวะอะ? คำตอบคือ ตอนที่ทางเดินหายใจอุดกั้น ร่างกายจะพยายามหายใจแรงมากจนเกิดแรงดันลบในทรวงอกสูงผิดปกติแรงดันนี้ไปยืดผนังหัวใจห้องบน ทำให้หัวใจเข้าใจผิดว่ามีเลือดคั่งอยู่มาก จึงหลั่งฮอร์โมน ANP และ BNP ออกมา ฮอร์โมนทั้งสองจะสั่งให้ไตขับน้ำและเกลือเพิ่มขึ้น ผลก็คือ ▪️ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ▪️ตื่นหลายรอบ ▪️นอนไม่ต่อเนื่อง บางคนคิดว่าตัวเองมีปัญหาทางเดินปัสสาวะ แต่ต้นตอจริงๆ อยู่ที่การนอนกรนค่ะ
4. นอนแย่ ยิ่งควบคุมน้ำหนักยาก
เมื่อหลับไม่ลึกและสะดุ้งตื่นบ่อย ▪️ความหิวเพิ่มขึ้น ▪️ความอิ่มลดลง ▪️อยากของหวาน ของทอด ของมัน มากขึ้น ▪️เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยอยากออกกำลังกาย จึงเกิดวงจรง่ายๆ อ้วน → นอนแย่ → กินมากขึ้น → อ้วนกว่าเดิม
ดังนั้นการลดความอ้วนแก้ทุกข้อเลย คืนคืนที่สงบสุขให้เรากลับมาอีกครั้ง มาดูแลสุขภาพกันนะคะ
[img]https://static.naewna.com/uploads/news/source/866828.jpg[/img]
วันที่ 5 มีนาคม 2568 เฟซบุ๊ก
คุยกับหมอฆนัท โดย นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และโภชนวิทยาคลินิก ได้โพสต์เรื่อง วิธีสังเกตว่าตัวเองมีลักษณะอ้วน และจะต้องลดน้ำหนัก
โดยระบุว่า วิธีสังเกตว่าควรเริ่มควบคุมน้ำหนักมี 5 ข้อต่อไปนี้
1.ชุดเริ่มแน่น – เสื้อผ้าตัวเดิมใส่ไม่สบาย
2.ต้องขยับเข็มขัด – ต้องปลดเข็มขัดให้กว้างขึ้น
3.หน้าท้องหรือแก้มเริ่มชัด – เห็นพุงชัดขึ้นหรือหน้ากลมขึ้น
4.รู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น – ทำกิจกรรมเดิมแต่เหนื่อยกว่าเดิม
5.น้ำหนักตัวเพิ่มต่อเนื่อง – สังเกตว่าน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
การใช้ตัวเลข เช่น น้ำหนักหรือ BMI อาจทำให้เกิดชะล่าใจ หรือผัดวันประกันพรุ่งที่จะลดน้ำหนักได้ ดังนั้น ควรเริ่มสังเกตจาก 5 ข้อนี้ก่อน เพื่อให้ปรับพฤติกรรมได้เร็วขึ้นและควบคุมน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าผัดวันประกันพรุ่งต้องรอชั่งน้ำหนัก หรือรอวัดบีเอ็มไอ แต่เมื่อสังเกตตัวเองเริ่มอึดอัด ชุดแน่นขึ้น เริ่มปรับพฤติกรรมได้เลย ลดน้ำหนักป้องกันดีกว่าแก้ปล่อยอ้วนลดยากป้องกันง่ายกว่า
ทำไมอ้วนแล้ว มีปัญหานอนหลับมาก เผยวงจรอุบาทว์ที่คนอยากผอมต้องรู้ และ 5 ข้อสังเกตตัวเอง อ้วนแค่ไหนถึงต้องลดน้ำหนัก