ขออภัยที่ห่างหายไปหลายเดือน เพิ่งได้ฤกษ์มาเขียนต่อนี่เองค่ะ
มากันที่อีกหนึ่งพระเอกของทริปนี้ (ของเรา) นั่นคือ Amador Causeway
ที่จริงในปานามาซิตี้มีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลายที่ เพียงแค่ว่าพอเป็นเมืองทางผ่าน ไม่ใช่จุดที่คนจะมาอยู่นานมากนัก สถานที่เที่ยวที่พูดถึงจึงมีแค่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ถ้าไม่ไปคลองปานามาก็ไปเมืองโบราณ ถ้าไม่ไปเมืองโบราณก็ไปเดินเล่นริมหาดในเมือง วนเวียนหลักๆ แค่ประมาณนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ บางคนมีเวลาค้างแค่คืนเดียว ก็ต้องเลือกที่ไฮไลต์แหละนะ
แต่เอาเป็นว่าลองมาดูที่เที่ยวอื่นๆ บ้าง ซึ่งบางที่เราเองก็ไม่เคยไปมาก่อน ภาพก็คงหยิบมาจากอินเตอร์เน็ต แต่อยากให้ได้ลองดูเป็นไอเดียว่าอาจมีที่อื่นที่ชอบมากกว่าไฮไลต์ที่พูดไปข้างบน
Amador Causeway ที่จั่วหัวไว้ มันเป็นถนนเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะสี่เกาะที่ห่างออกไปไว้ด้วยกัน ในอดีตคือฐานทัพเก่าของเมกา แต่พอคืนคลองในปี 1999 ก็ค่อยพัฒนาไปเป็นแหล่งเที่ยวแบบชิลล์ๆ ริมมหาสมุทรแปซิฟิก
เกาะตรงนั้นไม่ได้มีแค่ถนนยาวๆ ที่เป็นแหล่งทำกิจกรรมเช่น เดินเล่น ปั่นจักรยาน แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกใดๆ
เหตุมันเกิดจากว่า ตอนที่เราไปที่ปานามา เพื่อนตอนสมัยเรียนไม่รู้ข่าว มารู้อีกทีก็คือ เขาจะต้องขับรถขึ้นเหนือในเช้ามืดวันรุ่งขึ้นก็เลยรีบขับรถด่วนจี๋มาหาที่ล็อบบี้โรงแรมตอนหัวค่ำ ได้คุยกันยาวแล้วก็ถ่ายรูปการพบกันอีกครั้งหลังยี่สิบปีผ่านไป ลงรูปใน Social Media แล้วเพื่อนอีกคนเช่นกันเพิ่งรู้ว่าเรามา แต่วันรุ่งขึ้นเขาต้องไปเยี่ยมญาติที่ Colon (เมืองที่เราเล่าให้ฟังครั้งก่อนว่าไม่เคยไป ขับจากปานามาซิตี้ไปสักชั่วโมงนึงได้) เพื่อนเลยรีบเขียนมาหาคืนนั้นเลยว่าพรุ่งนี้จะมาหา อาจจะมาได้ตอนบ่ายๆ เพราะต้องไปธุระตอนเช้า
ดังนั้นเลยมีเวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้นที่เพื่อนจะพาเที่ยวได้ เพื่อนเสนอมาสองที่ ที่หนึ่งคือ Amador Causeway กับอีกที่หนึ่งคือ Costa del Este จากเวลาที่มีไปได้แค่ที่เดียว ซึ่งเราไม่รู้จักทั้งคู่ พอลองเปิดหาดู เหมือนว่า Costa del Este จะเป็นแหล่งหรูหราหมาเห่า ที่เป็นที่อยู่ตึกสูง ถนนสะอาด ดูเรียบร้อย มีร้านอาหารดีๆ มีผับน่าสนใจ แต่ออกจะไม่ใช่แนวเราเท่าไหร่ เลยเลือกไปที่ Amador Causeway
ดังนั้น ใครที่มีโอกาสไปปานามา แล้วอยากลองไปพื้นที่ใหม่ๆ บ้าง สองที่นี้ก็นับว่าไม่เลว แต่ถ้าไปอาจจะต้องเรียกรถไป ไม่น่าจะมีรถสาธารณะไปถึงค่ะ
ตอนที่เพื่อนขับรถจากตัวแผ่นดินเริ่มเข้าสู่ Causeway ก่อนจะไปถึงเกาะ บอกตามตรงว่าประทับใจมาก มาที่นี่ลืมคำว่าทะเลไปค่ะ เขาคุยกันที่ระดับมหาสมุทร เพราะปานามาคือ ประเทศที่สองมหาสมุทรขนาบอยู่ น้ำมหาสมุทรของปานามาเป็นสีน้ำเงินเข้มแบบไม่รู้จะเข้มยังไงแล้ว บางมุมเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบแทบจะเป็นสีเขียวได้เลย
ที่เห็นไกลๆ นั่นเรียกว่าสะพานอเมริกาค่ะ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของปานามานอกเหนือจากคลอง (บางครั้งคนนึกว่าสะพานนี้คือคลอง เพราะมักจะอยู่ในของที่ระลึกประจำชาติ)

พอดีมาตอนบ่ายเลยร้อนหน่อย แต่ก็สวยมาก ถ้ามาตอนเช้าได้มาวิ่ง มาเดินเล่น หรือปั่นจักรยานคงมีความสุขมากทีเดียว (คุยกับเพื่อนกันยาวมาก บางทีก็ขำเวลาเพื่อนเล่าให้ฟัง เพื่อนเราชอบออกกำลังกายค่ะ แล้วบางทีก็จะพาลูกๆ ไปเดินเล่นที่ park เราผู้ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ ก็จะนึกถึงแนวๆ สวนลุม สวนเบญฯ แต่ park คนที่นี่คือ national park ค่ะ ที่เราเคยเล่าว่ามีอยู่ในปานามาซิตี้ พูดง่ายๆ คือ เพื่อนเราพาลูกไปเดินป่าค่ะ ไม่ใช่ไปเดินเล่นสวนลุม)
คุยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ สังคมว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อย่าว่าแต่เราที่ไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นเวลายี่สิบปีจะรู้สึกเลยค่ะ คนที่อยู่ที่นี่เองก็รู้สึกเช่นกัน ปัญหาระดับมหภาคที่เขาเจอมันหนัก และเกิดปัญหาในเชิงปากท้องมาติดต่อกันนับตั้งแต่โควิด
เราไม่ได้ไปพิพิธภัณฑ์ หรือเข้าร้านอาหารอะไร แค่อยากใช้เวลาเดินเเล่นที่นี่ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าใครมีเวลา วนเที่ยวให้ครบตรงเกาะตรงนี้ก็ลองดูได้นะคะ แต่สำหรับเรา อยากยึดหัวหาดแค่ตรงนี้แหละ กินขาดแล้ว
ส่วนมากเวลาที่เหลือเราเดินเล่นในแถบ Financial District ซึ่งร้านอาหารส่วนมากในนี้ก็จะเป็นร้านอาหารต่างชาติเสียเยอะ ข้อดีก็คือ ตามที่เคยบอกไป พวกผลิตภัณฑ์เนยนมของที่นี่อร่อย มันก็เลยทำให้อาหารแนวเนยชีสอร่อยมาก (และราคาสูงพอสมควร) จะเรียกว่าความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ แต่เรากับพี่สาวไม่ใช่พวกชอบกินสักเท่าไหร่ค่ะ เลยประหยัดค่าอาหารไปได้เยอะ เอาไปจ่ายกับค่าโรงแรมหมด วันหนึ่งเราจะกินกันอยู่แค่สักสองมื้อ ส่วนมื้อเย็นกินไม่ลงก็จะเดินไปซุปเปอร์ฯ เล็กๆ ซื้อโยเกิร์ตมาถ้วยหนึ่งกับถั่วมาสักซองโรยบนนั้น แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว
อันนี้มาร้าน Paul ค่ะ สนนราคาแพงกว่าสาขาในไทยประมาณ 50% แต่จานใหญ่มาก เนยชีสอย่างตู้ม ขนมบางอย่างมีเหมือนในไทยค่ะ แต่รสชาติค่อนข้างแตกต่างนะคะ ทั้งส่วนผสมและเนื้อของขนม ที่เหมือนคือ หน้าตาเท่านั้นเอง
การเดินเล่นแถบนี้ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่ เช่น ในตอนเที่ยง ซึ่งถ้าเป็นที่เมืองไทย เราก็จะเจอคนทำงานออกมากินข้าวกลางวันกัน ที่นี่กลับค่อนข้างเงียบกว่าที่คาดหวังไว้ เหตุกคือ คนส่วนมากทำอาหารมากินเอง (ข้อนี้รู้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่บ้านโฮสต์แล้ว แต่สิ่งที่เจอเหมือนย้ำว่าเรื่องนี้คงจริง)
อย่างที่สอง ไปกินร้านกาแฟ แล้วอยากขอแลกเหรียญ Balboa แตกเป็น 25 เซนต์หน่อย ตอนแรกร้านคงนึกว่าจะขอแลกเป็นแบงค์ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่พอเข้าใจความตั้งใจก็เลยยอมแลก ให้เหรียญเซนต์มา 4 เหรียญ (จะเอาไปซักผ้า) ที่นี่ใช้ได้ทั้งเงินสด สแกนจ่าย และบัตร แต่อาจเป็นเพราะคนต่างชาติแถบนี้เยอะ เงิน Balboa คนต่างชาติอาจไม่ต้องการ เงินก็ค้างเติ่งอยู่ในร้านปล่อยออกไม่ได้เขาเลยไม่อยากได้ละมั้ง แค่ข้อสังเกต ไร้คำตอบ
(ตอนที่ 1 บอกแล้ว แต่บอกอีกได้ว่าเงินปานามาเรียกว่า Balboa ค่ะ เขา pek กับเงินสหรัฐฯ เลย ดังนั้น 1 Balboa = 1 US Dollar)
ที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วล่ะ เรามาที่นี่แค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้นเอง แล้วก็อยู่เฉพาะในปานามาซิตี้ ยังมีอีกหลายที่ที่เรายังไม่ได้แวะไป แต่เรื่องคือ นี่คือทัวร์เยี่ยมญาติ เราเลยไม่ได้ไปวิ่งวุ่นที่ไหนเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นบันทึกเดินทางของอดีตนักเรียนแลกเปลี่ยนคนหนึ่งที่กลับมาเยี่ยมครอบครัวโฮสต์อีกครั้งหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ได้พบ มากกว่าแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบจัดหนัก
ขอบคุณที่อ่านจนถึงตอนนี้กันค่ะ สักวันถ้าอยากเขียนถึงอะไรอีกก็จะโผล่มาใหม่อีกรอบและเชื่อว่ายังคงเป็นบันทึกการเดินทางเช่นเดิมนะคะ m( _ _)m
==================================================
บันทึกการเดินทางประเทศปานามา ที่ Panama City 6 (2025) จบ
มากันที่อีกหนึ่งพระเอกของทริปนี้ (ของเรา) นั่นคือ Amador Causeway
ที่จริงในปานามาซิตี้มีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลายที่ เพียงแค่ว่าพอเป็นเมืองทางผ่าน ไม่ใช่จุดที่คนจะมาอยู่นานมากนัก สถานที่เที่ยวที่พูดถึงจึงมีแค่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ถ้าไม่ไปคลองปานามาก็ไปเมืองโบราณ ถ้าไม่ไปเมืองโบราณก็ไปเดินเล่นริมหาดในเมือง วนเวียนหลักๆ แค่ประมาณนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ บางคนมีเวลาค้างแค่คืนเดียว ก็ต้องเลือกที่ไฮไลต์แหละนะ
แต่เอาเป็นว่าลองมาดูที่เที่ยวอื่นๆ บ้าง ซึ่งบางที่เราเองก็ไม่เคยไปมาก่อน ภาพก็คงหยิบมาจากอินเตอร์เน็ต แต่อยากให้ได้ลองดูเป็นไอเดียว่าอาจมีที่อื่นที่ชอบมากกว่าไฮไลต์ที่พูดไปข้างบน
Amador Causeway ที่จั่วหัวไว้ มันเป็นถนนเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะสี่เกาะที่ห่างออกไปไว้ด้วยกัน ในอดีตคือฐานทัพเก่าของเมกา แต่พอคืนคลองในปี 1999 ก็ค่อยพัฒนาไปเป็นแหล่งเที่ยวแบบชิลล์ๆ ริมมหาสมุทรแปซิฟิก
เกาะตรงนั้นไม่ได้มีแค่ถนนยาวๆ ที่เป็นแหล่งทำกิจกรรมเช่น เดินเล่น ปั่นจักรยาน แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกใดๆ
เหตุมันเกิดจากว่า ตอนที่เราไปที่ปานามา เพื่อนตอนสมัยเรียนไม่รู้ข่าว มารู้อีกทีก็คือ เขาจะต้องขับรถขึ้นเหนือในเช้ามืดวันรุ่งขึ้นก็เลยรีบขับรถด่วนจี๋มาหาที่ล็อบบี้โรงแรมตอนหัวค่ำ ได้คุยกันยาวแล้วก็ถ่ายรูปการพบกันอีกครั้งหลังยี่สิบปีผ่านไป ลงรูปใน Social Media แล้วเพื่อนอีกคนเช่นกันเพิ่งรู้ว่าเรามา แต่วันรุ่งขึ้นเขาต้องไปเยี่ยมญาติที่ Colon (เมืองที่เราเล่าให้ฟังครั้งก่อนว่าไม่เคยไป ขับจากปานามาซิตี้ไปสักชั่วโมงนึงได้) เพื่อนเลยรีบเขียนมาหาคืนนั้นเลยว่าพรุ่งนี้จะมาหา อาจจะมาได้ตอนบ่ายๆ เพราะต้องไปธุระตอนเช้า
ดังนั้นเลยมีเวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้นที่เพื่อนจะพาเที่ยวได้ เพื่อนเสนอมาสองที่ ที่หนึ่งคือ Amador Causeway กับอีกที่หนึ่งคือ Costa del Este จากเวลาที่มีไปได้แค่ที่เดียว ซึ่งเราไม่รู้จักทั้งคู่ พอลองเปิดหาดู เหมือนว่า Costa del Este จะเป็นแหล่งหรูหราหมาเห่า ที่เป็นที่อยู่ตึกสูง ถนนสะอาด ดูเรียบร้อย มีร้านอาหารดีๆ มีผับน่าสนใจ แต่ออกจะไม่ใช่แนวเราเท่าไหร่ เลยเลือกไปที่ Amador Causeway
ดังนั้น ใครที่มีโอกาสไปปานามา แล้วอยากลองไปพื้นที่ใหม่ๆ บ้าง สองที่นี้ก็นับว่าไม่เลว แต่ถ้าไปอาจจะต้องเรียกรถไป ไม่น่าจะมีรถสาธารณะไปถึงค่ะ
ตอนที่เพื่อนขับรถจากตัวแผ่นดินเริ่มเข้าสู่ Causeway ก่อนจะไปถึงเกาะ บอกตามตรงว่าประทับใจมาก มาที่นี่ลืมคำว่าทะเลไปค่ะ เขาคุยกันที่ระดับมหาสมุทร เพราะปานามาคือ ประเทศที่สองมหาสมุทรขนาบอยู่ น้ำมหาสมุทรของปานามาเป็นสีน้ำเงินเข้มแบบไม่รู้จะเข้มยังไงแล้ว บางมุมเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบแทบจะเป็นสีเขียวได้เลย
คุยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ สังคมว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อย่าว่าแต่เราที่ไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นเวลายี่สิบปีจะรู้สึกเลยค่ะ คนที่อยู่ที่นี่เองก็รู้สึกเช่นกัน ปัญหาระดับมหภาคที่เขาเจอมันหนัก และเกิดปัญหาในเชิงปากท้องมาติดต่อกันนับตั้งแต่โควิด
เราไม่ได้ไปพิพิธภัณฑ์ หรือเข้าร้านอาหารอะไร แค่อยากใช้เวลาเดินเเล่นที่นี่ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าใครมีเวลา วนเที่ยวให้ครบตรงเกาะตรงนี้ก็ลองดูได้นะคะ แต่สำหรับเรา อยากยึดหัวหาดแค่ตรงนี้แหละ กินขาดแล้ว
อันนี้มาร้าน Paul ค่ะ สนนราคาแพงกว่าสาขาในไทยประมาณ 50% แต่จานใหญ่มาก เนยชีสอย่างตู้ม ขนมบางอย่างมีเหมือนในไทยค่ะ แต่รสชาติค่อนข้างแตกต่างนะคะ ทั้งส่วนผสมและเนื้อของขนม ที่เหมือนคือ หน้าตาเท่านั้นเอง
การเดินเล่นแถบนี้ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่ เช่น ในตอนเที่ยง ซึ่งถ้าเป็นที่เมืองไทย เราก็จะเจอคนทำงานออกมากินข้าวกลางวันกัน ที่นี่กลับค่อนข้างเงียบกว่าที่คาดหวังไว้ เหตุกคือ คนส่วนมากทำอาหารมากินเอง (ข้อนี้รู้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่บ้านโฮสต์แล้ว แต่สิ่งที่เจอเหมือนย้ำว่าเรื่องนี้คงจริง)
อย่างที่สอง ไปกินร้านกาแฟ แล้วอยากขอแลกเหรียญ Balboa แตกเป็น 25 เซนต์หน่อย ตอนแรกร้านคงนึกว่าจะขอแลกเป็นแบงค์ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่พอเข้าใจความตั้งใจก็เลยยอมแลก ให้เหรียญเซนต์มา 4 เหรียญ (จะเอาไปซักผ้า) ที่นี่ใช้ได้ทั้งเงินสด สแกนจ่าย และบัตร แต่อาจเป็นเพราะคนต่างชาติแถบนี้เยอะ เงิน Balboa คนต่างชาติอาจไม่ต้องการ เงินก็ค้างเติ่งอยู่ในร้านปล่อยออกไม่ได้เขาเลยไม่อยากได้ละมั้ง แค่ข้อสังเกต ไร้คำตอบ
(ตอนที่ 1 บอกแล้ว แต่บอกอีกได้ว่าเงินปานามาเรียกว่า Balboa ค่ะ เขา pek กับเงินสหรัฐฯ เลย ดังนั้น 1 Balboa = 1 US Dollar)
ที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วล่ะ เรามาที่นี่แค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้นเอง แล้วก็อยู่เฉพาะในปานามาซิตี้ ยังมีอีกหลายที่ที่เรายังไม่ได้แวะไป แต่เรื่องคือ นี่คือทัวร์เยี่ยมญาติ เราเลยไม่ได้ไปวิ่งวุ่นที่ไหนเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นบันทึกเดินทางของอดีตนักเรียนแลกเปลี่ยนคนหนึ่งที่กลับมาเยี่ยมครอบครัวโฮสต์อีกครั้งหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ได้พบ มากกว่าแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบจัดหนัก
ขอบคุณที่อ่านจนถึงตอนนี้กันค่ะ สักวันถ้าอยากเขียนถึงอะไรอีกก็จะโผล่มาใหม่อีกรอบและเชื่อว่ายังคงเป็นบันทึกการเดินทางเช่นเดิมนะคะ m( _ _)m
==================================================