ซุปเปอร์มาร์เก็ตในปานามามีหลายแบบเลยค่ะ มีตั้งแต่แบบขายปลีก ขายส่ง หรือแบบที่สินค้าอยู่ในระดับที่ราคาสูง แต่ทั้งหมดนี่คือซุปเปอร์มาร์เก็ตเหมือนกัน
เนื่องจากแถวบ้านโฮสต์เป็นพื้นที่อยู่อาศัย ดังนั้นเป็นพื้นที่ที่คนท้องถิ่นใช้ชีวิตจริง จึงไม่ได้มีสถานที่ตื่นตาตื่นใจแบบที่ท่องเที่ยว แต่ถ้าพูดถึงการออกแบบผังเมือง นับว่าน้องๆ ไทยนี่แหละค่ะ ตรอกซอกซอยยาวเป็นกิโลๆ แต่ละบ้านมักจะมีรถยนต์ไว้ใช้กัน บางบ้านก็ซอยลึกมากชนิดที่เรียกว่าไม่สามารถเดินเท้าออกมาที่ถนนใหญ่ได้แน่นอน
ไม่มีมอเตอร์ไซด์ ไม่นิยมจักรยาน ถนนไม่ได้มีเลนสำหรับรถเล็ก ส่วนมากรถยนต์นับเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ในแต่ละครอบครัว ดังนั้น พวกซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ ที่จะเป็นแนว Hypermart ที่ต้องมีที่จอดรถกันแบบจริงจัง ออกแบบด้วยความมั่นใจว่าทุกคนที่มาใช้บริการคือ คนที่ขับรถกันมาแน่นอน และซุปเปอร์ฯ ใหญ่ๆ จะไม่ได้อยู่ตามถนนสายหลัก แต่จะไปอยู่ถนนสายรองเสียมากกว่า
แต่ในฐานะนักท่องเที่ยว ไม่ต้องไปสนใจซุปเปอร์ฯ เหล่านั้นก็ได้ค่ะ ตรงข้ามโรงแรมจะเป็นพลาซ่าซึ่งมีมาแต่สมัยที่เรามาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่แล้ว ที่แตกต่างคือ สมัยเราตอนนั้นยังมีโรงหนังอยู่ (เหมือนไทยเป๊ะ ดูหนังวันพุธลดครึ่งราคา) แต่ตอนนี้เขาทุบไปแล้ว กับอีกอันชื่อว่า El Costo เป็นห้างแนวแมคโคร (สินค้าระดับกลางถึงล่าง) ที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว ส่วนมากจึงเป็นพื้นที่ให้ร้านรวงเช่ากัน
ในพลาซ่านี้ มีทั้งร้านขายเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านขายเกม (ตอนนี้เป็นพวก Play สมัยเราเป็นพวกแฟมิคอม ราคาไม่ถูกค่ะ ซื้อเกมที่นี่ บอกได้เลย) รวมไปถึงร้านอาหารสักสองสามร้าน ร้านขนมอื่นใด แน่นอนย่อมต้องมีซุปเปอร์มาร์เก็ต (รวมทั้งร้านขายล็อตเตอรี่ที่อยู่ด้านหน้าประหนึ่งอยู่เมืองไทย
ซุปเปอร์ฯ ที่นี่เป็นแบบขายปลีก แต่ก็มีทุกสิ่งให้เลือกสรร และสินค้าในนี้ทำให้เราค่อนข้างฟันธงได้เลยว่ามันมาจากอเมริกาเสียส่วนมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นน้ำอัดลมขนาดเบิ้ม เห็นขวดแล้วนึกว่ามันจะระเบิดออกมา หรือเห็นไอติมไซส์กาละมังซักผ้า ผงซักฟอกกระสอบขนาด 10 กิโล นี่ไม่ใช่ไซส์ปกติที่ขายในปานามาเมื่อสมัยก่อนแน่นอน (ใครที่อยู่เมืองไทยแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นสาย XXL ขึ้นไป มาที่นี่จะรู้สึกว่าตัวเองดูกลมกลืนมาก)
พี่เขาต้องขายดีขนาดไหนนะถึงกินพื้นที่ทั้งหมดได้ขนาดนี้ (แต่นมที่ปานามาอร่อยนะ)
มีซุ้มแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อค่ะ เพิ่งเคยเห็น บ่งบอกว่าประเทศนี้ผ่านโควิดกันมายังไงเหมือนกันนะ
บางคนอาจสงสัยว่าประเทศที่ส่งออกกาแฟแล้วคนในประเทศกินกาแฟกันแบบไหน ก็แบบกาแฟผงชงน้ำร้อนดื่มนี่แหละค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะกินกาแฟสด ดริฟเองอะไรเองแบบนั้น ถ้าจะมองหาเม็ดกาแฟแบบดีๆ ในซุปเปอร์ฯจะมีให้เลือกน้อยมากค่ะ หาตามร้านกาแฟง่ายกว่า
ในระหว่างนั้นก็ไปเจอร้านขนมปัง เป็นร้านขนมแบบญี่ปุ่น (ตอนแรกนึกว่าเป็นร้านขนมปังแบบฮ่องกงเสียอีก) ที่เดาว่าน่าจะใช่ก็เพราะชื่อ Misawa นี่แหละ ที่น่าสนใจคือ มันมีขนมปังหมูหยองด้วย และชานมไข่มุกด้วย
ให้ดูเมนู แล้วจะรู้ว่าที่เราบ่นๆ ว่าของแพง อาหารแพง ขนมแพงคือ ประมาณไหน (อ้อ ชานมไข่มุกสนนราคาแก้วเล็ก 4.95 เหรียญ ตีเป็นเงินไทยในตอนที่ไป 34 บาท ก็ตกที่ราคา 170 บาทต่อแก้ว เพิ่งมาเห็น Thai Tea ตอนที่เขียนนี่แหละ แรกสุดพุ่งไปดูแต่เมนูกาแฟ เล่นเอาอยากรู้เลยว่าจะชงชาไทยออกมาแบบไหน หรือคิดอีกทีอาจจะไม่อยากรู้ก็ได้เพราะไม่คิดว่าจะอร่อยแล้วต้องแลกกับ 170 บาทเปิดประสบการณ์ที่ก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น)


นี่เป็นราคาของร้านที่อยู่นอกเมืองแล้วนะคะ ถ้าเป็นที่ท่องเที่ยวสนนราคาจะสูงกว่านี้ถ้าเทียบในคุณภาพพอกัน ใครที่วางแผนจะไปปานามาอาจจะต้องเกียมตังค์ค่ากินไว้พอสมควรเลย ที่จริงมันก็จะมีส่วนที่ราคาพอใช้ชีวิตได้แหละ เช่น อาหารสำเร็จรูปในซุปเปอร์ฯ สนนราคาประมาณ 3 - 4 เหรียญยังหาได้อยู่ แต่ถ้ากะว่าจะเข้าร้านอาหารทุกวัน ก็อาจจะต้องวางแผนการกินดีๆ ค่ะ
ตอนที่สั่งกาแฟเสร็จก็มานั่งโต๊ะ จู่ๆ พี่สาวพนักงานก็เรียกๆ แล้วก็ยื่นถุงพลาสติกให้ งงๆ อยู่บ้างว่าคือ ต้องการให้ทำอะไร อ๋อ มันคงเป็นชุดหรือโปรโมชั่นของเขาที่ซื้อกาแฟแล้วแถมขนม จะหยิบอันไหนก็ได้ อืมม ถ้ามีขนมด้วยก็ถือว่ากาแฟราคาไม่สูงละ ขนมน่ากินหลายอย่าง ที่ตลกคือ มีขนมปังหมูหยองด้วย (ที่เข้าใจว่าเป็นร้านขนมแนวฮ่องกงก็เพราะเจ้าหมูหยองนี่แหละ) คือ หากข้ามซีกโลกไปการเจอหมูหยองเป็นเรื่องยากมาก ได้กินแล้วมีความสุข อ้อ คนที่นี่ออกแนวติดหวานพอสมควรนะคะ อาจจะต้องทำใจเวลากินนิดนึงถ้าคนไม่ค่อยชอบหวาน (แต่ถ้าเป็นอาหารไม่ได้ติดรสหวานแบบไทยนะคะ หวานเฉพาะขนม ซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนั้นแหละ)
ร้านชื่อ Misawa Premium Bakery ตั้งอยู่ที่ Los Pueblos (เป็นชื่อพลาซ่าที่เราพูดถึงค่ะ) ไม่คิดว่าใครจะไปแถวนั้นหรอกยกเว้นแต่ว่าต้องการพักโรงแรมที่ไม่ไกลจากสนามบินมาก ก็ไปเดินเล่นได้ค่ะ
อีกร้านหนึ่งเป็นร้านอาหารจีนชื่อว่า Mr.Chen ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนที่ตั้งอยู่ที่พลาซ่านี้ค่ะ ที่จริงตอนนี้มีหลายสาขาแล้วล่ะ และแน่นอนว่าราคาไม่ถูกหรอก แต่ที่กล่าวถึงเพราะถือว่าเรามีความหลังกับที่ร้านนี้พอสมควร
ภาพจากอินเตอร์เน็ตค่ะ พอดีร้านจริงเราไม่ได้ถ่ายไว้ ถ้าถ่ายให้ได้มุมนี้ต้องไปยืนตรงที่จอดรถ อันตรายไปหน่อย
ในช่วงเป็นนักเรียน อย่างที่บอกไปว่าเราค่อนข้างจัดอยู่ในสปีชี่ประหลาดๆ หน่อยสำหรับคนที่นี่ในสมัยนั้น มันก็เคยชินแหละ แต่มีบ้างในบางมุมที่เรามองหาคนที่เผ่าพันธุ์ใกล้เคียงกัน เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เวลาอยู่ต่างถิ่น อย่างเช่น คนคอเคซอยด์จะจับกลุ่มกันเองท่ามกลางสังคมมองโกลอยด์ เป็นต้น แต่กับเราในตอนนั้น แม้กระทั่งคนจีนเอง (ซึ่งส่วนมากจะเปิดร้านขายของชำ) เราก็ไม่สามารถพูดคุยกับเขารู้เรื่อง เข้ากันไม่ได้
แต่กับเจ้าของร้านนี้ไม่ใช่ (เจ้าของร้านซึ่งก็คือ Mr.Chen นี่แหละ) เราคิดว่าบางครั้งเขาอาจจะรู้สึกเหมือนเราก็ได้นะ บางทีก็จะเข้ามาชวนคุยเล่นบ้าง (ภาษาอังกฤษแบบเมื่อยมือกันทั้งคู่) เขาน่าจะเป็นคนฮ่องกงหรือไม่ก็กวางตุ้ง คือ ไม่ใช่กลิ่นอายของจีนแผ่นดินใหญ่แน่นอน ตัวเราเองก็เป็นลูกหลานจีนทางใต้ที่เคยชินกับความเป็นกวางตุ้ง การได้เจอกับ Mr. Chen จึงเป็นมุมหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ใกล้บ้านมากขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง
มาตอนนี้ เราพบว่าร้านมีหลายสาขามากขึ้น พนักงานบอกว่าตอนนี้ Mr.Chen ไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้านสาขานี้แล้ว ส่วนมากเขาจะอยู่ที่สาขาในเมือง เสียดายที่ไม่ได้พบกัน และอาจจะไม่ได้พบกันอีกแล้วก็เป็นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรายินดีกับเขาด้วยก็คือ กิจการของเขาดูรุดหน้าดี จากเดิมที่มีแค่สาขาเดียว ช่วงเวลายี่สิบกว่าปีมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็น่าจะอายุประมาณเกือบ 80 ปีได้ เรายังไม่มีแผนไปปานามาในเร็วๆ นี้ ก็ได้แต่อวยพรให้เขายังคงสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ปานามา
อ้อ คนปานามาอายุยืนมากค่ะ อายุเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 80 ปี แม้ว่าค่ายาที่นี่จะแพงแบบหูฉีกขาดกระจุย แต่พวกเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยที่สูงลิ่วอยู่ดี (ถ้าไม่นับช่วงโควิดที่ทำให้ปลิวเป็นใบไม้ร่วง) เราเชื่อว่าส่วนหนึ่งคงมาจากอากาศที่ดีมากอย่างที่เราบอกค่ะ เขียวต้นๆ ตลอดทั้งปี
(เพราะฉะนั้น ใครจะมาที่นี่กรุณาเตรียมยาให้พร้อม บางทีคุณอาจจะสามารถหายาสามัญบางอย่างได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ราคาสูงมากค่ะ สูงแบบคนที่มาจากเมืองไทยแบบเรารับกับราคาไม่ได้โดยสิ้นเชิง)
คิดว่าน่าจะไม่มีแง่มุมอะไรให้พูดถึงในช่วงที่เป็นนักเรียนแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวครั้งหน้าพาเข้าเมืองแล้ว รถที่นั่งไปเป็นรถแบบ 6 ที่นั่ง ใส่กระเป๋าได้ ใช้แอพคนดีคนเดิมเรียกค่ะ
การนั่งรถที่ปานามาอาจจะทำให้รู้สึกเสียวไส้อยู่บ้าง คือ คนที่นี่ขับรถแบบแนววัดใจกันค่อนข้างเยอะ สี่แยกแบบไร้ไฟแดงก็ไม่ใช่น้อย ปาดได้ปาด เสียบได้เสียบ ข้อสังเกตคือ รถแต่ละคันที่นี่จะเป็นรอยบุบแถวประตูข้างเสียส่วนมาก (ในขณะที่บางครั้งของไทยจะแนวด้านหน้า หรือด้านหลัง หรือด้านข้างที่ค่อนไปทางหลัง แต่ที่นี่ประตูข้างคนขับหรือไม่ก็ประตูที่ค่อนไปทางด้านหน้าค่ะ) ถ้านั่งรถเป็นสิบๆ กิโลแนวเข้าเมืองก็จะระทึกเป็นพักๆ
แต่ถ้าขับในตัวเมือง หรือจากตัวเมืองขับออกเมืองระยะทางไม่เป็นไรค่ะ รถไม่เยอะ ปกติดี
ในเมืองของที่นี่จะใช้ชื่อเรียกรวมๆ ว่า Financial District ค่ะ ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าที่นี่ไม่เน้นผลิต แต่เน้นเซอร์วิส โดยเฉพาะทางด้านการเงิน หากเดินเล่นในย่านนี้จะเจอสารพัดธนาคารจากประเทศต่างๆ มารวมหมู่กันอยู่ที่แถวๆ นี้ เดินไปอาจจะเรียกว่ารู้สึกปลอดภัยก็ใช่ แต่แอบรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้างเพราะพี่ชายรปภ.ของที่นี่ตัวสูงใหญ๋แบบทหารถือปืนแบกปูนไปโบกตึก แต่ละที่ก็มีปืนกระบอกยาวกันคนละกระบอกคอยคุ้มกันธนาคาร ดูจากลักษณะแล้วน่าจะจ้างมาแบบพิเศษ รูปลักษณ์พวกเขาไม่เหมือนคนท้องถิ่นของปานามา (แม้ว่าคนปานามาจะมีรูปลักษณ์หลากหลายแต่กลิ่นอายจะคล้ายกัน แต่รปภ.เหล่านี้ไม่ใช่ค่ะ แต่ไม่เคยไปชวนคุยเลยไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นคนอะไร)
วิวจากโรงแรมค่ะ
โรงแรมที่พักคือ Marinn Place (เมื่อก่อนเป็นเชนของ Hyatt Place แต่คาดว่าถอนเชนออกไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ถ้าดูใน Google ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่) จะว่าไปส่วนหนึ่งที่เราเลือกเพราะเห็นว่ามีความเป็นโรงแรมเชนอยู่ด้วย แล้วก็อยู่ใกล้รถไฟฟ้าสถานี El Carmen แต่ถ้าถามว่าแนะนำที่นี่ไหม เราไม่ได้ประทับใจมากขนาดนั้นค่ะ โรงแรมค่อนข้างเก่า ถ้าเดินจากสถานีรถไฟเข้ามาในถนนเล็ก จะเป็นเนิน ใครที่กะว่าหอบกระเป๋ามาโรงแรม น่าจะเหนื่อยหน่อย (พอดีเราเรียกรถเลยไม่เป็นปัญหา) นอกจากนี้ไม่ว่าจะไปไหนที่อยู่ใกล้ๆ จะเป็นพื้นที่ขึ้นลงเนินเตี้ยๆ ตลอด ใครที่มีปัญหาเรื่องขาเรื่องเข่าไม่ค่อยแนะนำค่ะ แต่สิ่งที่โอเคสำหรับเราคือ ทีนี่มีเครื่องซักผ้าและอบผ้าให้ (เราเป็นพวกนักเดินทางไปด้วยซักผ้าไปด้วย)
การซักผ้าในประเทศนี้ไม่ง่ายแม้ว่าจะเป็นประเทศที่แดดแรงมาก เรื่องคือ อากาศชื้นมากค่ะ ชื้นจัดๆ เมืองไทยนี่ชาวต่างชาติบางคนอาจจะบอกว่าบ้านเราชื้น แต่ถ้าให้คะแนน เราให้ปานามา 10 ในขณะที่ไทยสัก 7 ค่ะ เราเดินทางมาหลายประเทศอยู่บ้าง มีที่นี่นี่แหละที่ตากผ้าในห้องแบบทิ้งไว้ตลอดคืนแล้วยังไม่แห้ง อย่าเรียกว่าไม่แห้งเลย ระดับความชื้นของผ้าประหนึ่งเพิ่งออกจากเครื่องซักผ้าที่เพิ่งปั่นผ้าเสร็จน่ะค่ะ (ในกรณีที่ซักมือนะ) ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในการซักผ้าประเทศนี้คือ ตากแดด เหมือนประเทศไทยนี่แหละค่ะ แต่มันไม่ง่ายถ้าพักในโรงแรมน่ะนะ
แต่ถ้าใครไม่ได้สนใจเรื่องเครื่องซักผ้า โรงแรมนี้เราไม่แนะนำค่ะ แต่ถ้าถามว่าแนะนำอันไหนเราคงยังตอบไม่ได้เพราะพักอยู่ที่เดียว แต่ที่บอกได้คือ ตรงถนนที่เราลากเป็นเนินหน่อยค่ะ
อันที่ปักหมุดคือโรงแรมที่เราพัก ส่วนตัว M คือสถานีเมโทรค่ะ
ขอจบก่อน ไว้มาต่อกระทู้หน้านะคะ
บันทึกการเดินทางประเทศปานามา ที่ Panama City 3 (2025)
เนื่องจากแถวบ้านโฮสต์เป็นพื้นที่อยู่อาศัย ดังนั้นเป็นพื้นที่ที่คนท้องถิ่นใช้ชีวิตจริง จึงไม่ได้มีสถานที่ตื่นตาตื่นใจแบบที่ท่องเที่ยว แต่ถ้าพูดถึงการออกแบบผังเมือง นับว่าน้องๆ ไทยนี่แหละค่ะ ตรอกซอกซอยยาวเป็นกิโลๆ แต่ละบ้านมักจะมีรถยนต์ไว้ใช้กัน บางบ้านก็ซอยลึกมากชนิดที่เรียกว่าไม่สามารถเดินเท้าออกมาที่ถนนใหญ่ได้แน่นอน
ไม่มีมอเตอร์ไซด์ ไม่นิยมจักรยาน ถนนไม่ได้มีเลนสำหรับรถเล็ก ส่วนมากรถยนต์นับเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ในแต่ละครอบครัว ดังนั้น พวกซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ ที่จะเป็นแนว Hypermart ที่ต้องมีที่จอดรถกันแบบจริงจัง ออกแบบด้วยความมั่นใจว่าทุกคนที่มาใช้บริการคือ คนที่ขับรถกันมาแน่นอน และซุปเปอร์ฯ ใหญ่ๆ จะไม่ได้อยู่ตามถนนสายหลัก แต่จะไปอยู่ถนนสายรองเสียมากกว่า
แต่ในฐานะนักท่องเที่ยว ไม่ต้องไปสนใจซุปเปอร์ฯ เหล่านั้นก็ได้ค่ะ ตรงข้ามโรงแรมจะเป็นพลาซ่าซึ่งมีมาแต่สมัยที่เรามาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่แล้ว ที่แตกต่างคือ สมัยเราตอนนั้นยังมีโรงหนังอยู่ (เหมือนไทยเป๊ะ ดูหนังวันพุธลดครึ่งราคา) แต่ตอนนี้เขาทุบไปแล้ว กับอีกอันชื่อว่า El Costo เป็นห้างแนวแมคโคร (สินค้าระดับกลางถึงล่าง) ที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว ส่วนมากจึงเป็นพื้นที่ให้ร้านรวงเช่ากัน
ในพลาซ่านี้ มีทั้งร้านขายเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านขายเกม (ตอนนี้เป็นพวก Play สมัยเราเป็นพวกแฟมิคอม ราคาไม่ถูกค่ะ ซื้อเกมที่นี่ บอกได้เลย) รวมไปถึงร้านอาหารสักสองสามร้าน ร้านขนมอื่นใด แน่นอนย่อมต้องมีซุปเปอร์มาร์เก็ต (รวมทั้งร้านขายล็อตเตอรี่ที่อยู่ด้านหน้าประหนึ่งอยู่เมืองไทย
ซุปเปอร์ฯ ที่นี่เป็นแบบขายปลีก แต่ก็มีทุกสิ่งให้เลือกสรร และสินค้าในนี้ทำให้เราค่อนข้างฟันธงได้เลยว่ามันมาจากอเมริกาเสียส่วนมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นน้ำอัดลมขนาดเบิ้ม เห็นขวดแล้วนึกว่ามันจะระเบิดออกมา หรือเห็นไอติมไซส์กาละมังซักผ้า ผงซักฟอกกระสอบขนาด 10 กิโล นี่ไม่ใช่ไซส์ปกติที่ขายในปานามาเมื่อสมัยก่อนแน่นอน (ใครที่อยู่เมืองไทยแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นสาย XXL ขึ้นไป มาที่นี่จะรู้สึกว่าตัวเองดูกลมกลืนมาก)
ให้ดูเมนู แล้วจะรู้ว่าที่เราบ่นๆ ว่าของแพง อาหารแพง ขนมแพงคือ ประมาณไหน (อ้อ ชานมไข่มุกสนนราคาแก้วเล็ก 4.95 เหรียญ ตีเป็นเงินไทยในตอนที่ไป 34 บาท ก็ตกที่ราคา 170 บาทต่อแก้ว เพิ่งมาเห็น Thai Tea ตอนที่เขียนนี่แหละ แรกสุดพุ่งไปดูแต่เมนูกาแฟ เล่นเอาอยากรู้เลยว่าจะชงชาไทยออกมาแบบไหน หรือคิดอีกทีอาจจะไม่อยากรู้ก็ได้เพราะไม่คิดว่าจะอร่อยแล้วต้องแลกกับ 170 บาทเปิดประสบการณ์ที่ก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น)
ตอนที่สั่งกาแฟเสร็จก็มานั่งโต๊ะ จู่ๆ พี่สาวพนักงานก็เรียกๆ แล้วก็ยื่นถุงพลาสติกให้ งงๆ อยู่บ้างว่าคือ ต้องการให้ทำอะไร อ๋อ มันคงเป็นชุดหรือโปรโมชั่นของเขาที่ซื้อกาแฟแล้วแถมขนม จะหยิบอันไหนก็ได้ อืมม ถ้ามีขนมด้วยก็ถือว่ากาแฟราคาไม่สูงละ ขนมน่ากินหลายอย่าง ที่ตลกคือ มีขนมปังหมูหยองด้วย (ที่เข้าใจว่าเป็นร้านขนมแนวฮ่องกงก็เพราะเจ้าหมูหยองนี่แหละ) คือ หากข้ามซีกโลกไปการเจอหมูหยองเป็นเรื่องยากมาก ได้กินแล้วมีความสุข อ้อ คนที่นี่ออกแนวติดหวานพอสมควรนะคะ อาจจะต้องทำใจเวลากินนิดนึงถ้าคนไม่ค่อยชอบหวาน (แต่ถ้าเป็นอาหารไม่ได้ติดรสหวานแบบไทยนะคะ หวานเฉพาะขนม ซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนั้นแหละ)
อีกร้านหนึ่งเป็นร้านอาหารจีนชื่อว่า Mr.Chen ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนที่ตั้งอยู่ที่พลาซ่านี้ค่ะ ที่จริงตอนนี้มีหลายสาขาแล้วล่ะ และแน่นอนว่าราคาไม่ถูกหรอก แต่ที่กล่าวถึงเพราะถือว่าเรามีความหลังกับที่ร้านนี้พอสมควร
แต่กับเจ้าของร้านนี้ไม่ใช่ (เจ้าของร้านซึ่งก็คือ Mr.Chen นี่แหละ) เราคิดว่าบางครั้งเขาอาจจะรู้สึกเหมือนเราก็ได้นะ บางทีก็จะเข้ามาชวนคุยเล่นบ้าง (ภาษาอังกฤษแบบเมื่อยมือกันทั้งคู่) เขาน่าจะเป็นคนฮ่องกงหรือไม่ก็กวางตุ้ง คือ ไม่ใช่กลิ่นอายของจีนแผ่นดินใหญ่แน่นอน ตัวเราเองก็เป็นลูกหลานจีนทางใต้ที่เคยชินกับความเป็นกวางตุ้ง การได้เจอกับ Mr. Chen จึงเป็นมุมหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ใกล้บ้านมากขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง
มาตอนนี้ เราพบว่าร้านมีหลายสาขามากขึ้น พนักงานบอกว่าตอนนี้ Mr.Chen ไม่ค่อยได้เข้ามาที่ร้านสาขานี้แล้ว ส่วนมากเขาจะอยู่ที่สาขาในเมือง เสียดายที่ไม่ได้พบกัน และอาจจะไม่ได้พบกันอีกแล้วก็เป็นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรายินดีกับเขาด้วยก็คือ กิจการของเขาดูรุดหน้าดี จากเดิมที่มีแค่สาขาเดียว ช่วงเวลายี่สิบกว่าปีมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็น่าจะอายุประมาณเกือบ 80 ปีได้ เรายังไม่มีแผนไปปานามาในเร็วๆ นี้ ก็ได้แต่อวยพรให้เขายังคงสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ปานามา
อ้อ คนปานามาอายุยืนมากค่ะ อายุเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 80 ปี แม้ว่าค่ายาที่นี่จะแพงแบบหูฉีกขาดกระจุย แต่พวกเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยที่สูงลิ่วอยู่ดี (ถ้าไม่นับช่วงโควิดที่ทำให้ปลิวเป็นใบไม้ร่วง) เราเชื่อว่าส่วนหนึ่งคงมาจากอากาศที่ดีมากอย่างที่เราบอกค่ะ เขียวต้นๆ ตลอดทั้งปี
คิดว่าน่าจะไม่มีแง่มุมอะไรให้พูดถึงในช่วงที่เป็นนักเรียนแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวครั้งหน้าพาเข้าเมืองแล้ว รถที่นั่งไปเป็นรถแบบ 6 ที่นั่ง ใส่กระเป๋าได้ ใช้แอพคนดีคนเดิมเรียกค่ะ
การนั่งรถที่ปานามาอาจจะทำให้รู้สึกเสียวไส้อยู่บ้าง คือ คนที่นี่ขับรถแบบแนววัดใจกันค่อนข้างเยอะ สี่แยกแบบไร้ไฟแดงก็ไม่ใช่น้อย ปาดได้ปาด เสียบได้เสียบ ข้อสังเกตคือ รถแต่ละคันที่นี่จะเป็นรอยบุบแถวประตูข้างเสียส่วนมาก (ในขณะที่บางครั้งของไทยจะแนวด้านหน้า หรือด้านหลัง หรือด้านข้างที่ค่อนไปทางหลัง แต่ที่นี่ประตูข้างคนขับหรือไม่ก็ประตูที่ค่อนไปทางด้านหน้าค่ะ) ถ้านั่งรถเป็นสิบๆ กิโลแนวเข้าเมืองก็จะระทึกเป็นพักๆ
แต่ถ้าขับในตัวเมือง หรือจากตัวเมืองขับออกเมืองระยะทางไม่เป็นไรค่ะ รถไม่เยอะ ปกติดี