เมื่อตอนที่แล้ว คิดว่าน่าจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษแล้ว เลยพาเข้าเมือง แต่กลายเป็นว่าวันก่อนไปเจอวีดีโอที่ถ่ายแล้วลงทิ้งไว้ตั้งแต่ปีก่อนซึ่งตัวเองก็ลืมไปแล้วว่าเคยถ่ายแล้วลงไว้ เลยเอามาให้ดูค่ะเชื่อว่าถ้าไม่ได้บอกว่านี่คือปานามา คนอาจจะคิดว่าประเทศไทยไปแล้วก็ได้ เสาไฟกับสายระโยงระย้ามันดูใช่อยู่เหมือนกันนะ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ สีท้องฟ้า ฟ้าที่ไม่มีฝุ่นนี่มันดีจริงๆ ค่ะ
นี่คือซอยแถวบ้านที่เคยเล่าว่ามันยาวมาก แต่ละบ้านจำต้องมีรถยนต์ใช้ด้วยประการฉะนี้ ถ้าสังเกตคือแทบไม่เห็นมอเตอร์ไซด์เลย ถ้ามีคือรถส่วนตัว ไม่ใช่พี่วินแบบบ้านเรา ในคลิปจะมีช่วง 40 วินาทีแรกที่รถจะชะลอนิดหนึ่ง นั่นเป็นโรงเรียนที่เราเคยอยู่ค่ะ
โรงเรียนที่ปานามาเรียนครึ่งวัน แต่ตอนเช้าก็มีการเรียงแถวเคารพธงชาติเหมือนกันนะ ระหว่างเรียนก็จะมีช่วงพักน้อยให้นั่งเม้าท์นั่งกินขนมกัน เลิกตอนเที่ยง พอกริ่งดังปุ๊บ ครูยังพูดไม่จบนักเรียนก็ลุกเผ่นกันหมดแบบในหนังเลยแหละ
สำหรับนักเรียนที่เรียนไม่รู้เรื่องอย่างเราจะทำอะไรได้มากไปกว่านั่งเขียนจดหมายหาที่บ้าน ทั้งเพื่อนทั้งครูก็ไม่ได้ซีเรียสเพราะรู้ว่าเราไม่เข้าใจ จะมีบ้างที่อยากให้เรามีส่วนร่วม เช่น คาบเรียนภาษาสเปน เรียนเรื่องกลอน เขาก็จะให้เราลองไปท่องกลอนไทยให้ฟังว่าเป็นยังไง
ถ้านักเรียนแลกเปลี่ยนคนอื่นๆ ที่สามารถเรียนเข้าใจก็ยินดีด้วย แต่เราไม่สามารถจริงๆ
สำหรับจดหมาย แม้ตอนนั้นจะมีอีเมลใช้แล้ว และที่บ้านก็มีคอม แต่ที่บ้านโฮสต์ในปานามาไม่มี ถ้าจะใช้คอม จะต้องขึ้นรถเมล์ไปใช้ที่ห้องสมุดสาธารณะที่ห่างออกไป (ไม่ใช่ห้องสมุดในโรงเรียนนะ) ใช้เวลานั่งรถราวสิบห้านาที เลยไม่ไป เขียนจดหมายง่ายกว่า ตอนนั้นมีกระดาษจดหมายหลากหลาย หิ้วจากเมืองไทยไปด้วย (ร้าน 555 ใครที่ยังจำได้จะรู้ว่าคืออะไร เดี๋ยวนี้สินค้าที่ยังเห็นน่าจะเป็นซองจดหมายต่างๆ ที่ขายในร้านเครื่องเขียนแล้วละมั้ง)
ที่ปานามาไม่มีบุรุษไปรษณีย์ค่ะ ดังนั้นจึงไม่มีใครมาแจกจ่ายจดหมายหรือพัสดุใดๆ ทั้งสิ้น จะต้องเดินไปที่ไปรษณีย์ เพื่อไปดูว่ามีจดหมายมาหรือยัง (ที่ทำการไปรษณีย์ตั้งอยู่ริมถนน โชคดีที่บ้านโฮสต์นับว่าอยู่ค่อนข้างต้นซอย จึงเดินไปที่ไปรษณีย์แค่ประมาณครึ่งกิโล) แต่เนื่องจากเรามีจดหมายให้ส่งเป็นประจำอยู่แล้วก็ถือโอกาสถามหาไปด้วยว่ามีจดหมายของเรามาไหม
ถามที่บ้านเหมือนกันว่าตอนนี้ในโลกของ E-Commerce สั่งของให้มาส่งทำยังไง ยังต้องไปรับไปรษณีย์อีกไหม เขาบอกถ้าสั่งของมา (ซึ่งส่วนมากสั่งมาจากเมกา) ร้านจะส่งมาจะใช้พวก UPS ซึ่งเป็นการส่งแบบ door to door อยู่แล้ว (แต่อันนี้เราถามแค่ที่บ้านนะคะ เขาอาจจะสั่งเฉพาะของที่ไม่มีในปานามาก็ได้ แต่เราไม่ได้ถามถึงว่าช้อปออนไลน์จากร้านในปานามาเป็นยังไง)
ที่รู้ว่ามีจดหมายเพราะมีโทรศัพท์กลับเมืองไทยค่ะ ตอนนั้นนาทีละประมาณ 40 บาท แพงเอาเรื่องเลยแหละ แต่จะใช้โทรศัพท์ที่บ้านประจำก็เกรงใจ เลยไปซื้อการ์ดโทรศัพท์ข้ามประเทศโทรกลับบ้านแทน (ซึ่งถ้าคนรุ่นที่ยังใช้โทรศัพท์สาธารณะจะเข้าใจ)
วีดีโอนี้พาไปดูพวกซุปเปอร์ฯมาร์เก็ต หรือพวกพลาซ่าที่เราเคยบอกค่ะ รวมทั้งจะผ่านสนามใหญ่ซึ่งถ้ามาตอนเช้าจะพบว่าผู้คนแถวนี้มากออกกำลังกายกัน ทั้งหมดทั้งมวลถ้าสังเกตคือ ไม่ใช่ถนนที่มีรถสาธารณะเลยค่ะ ต้องขออภัยล่วงหน้าที่ภาพตอนปิดกล้องมันกระตุกๆ นะคะ
จบเรื่องโรงเรียน กลับมาต่อกันที่การเข้ามาอยู่ในตัวเมืองปานามากันบ้างค่ะ คราวนี้จะได้ไปแหล่งท่องเที่ยวในปานามากันบ้าง
บางคนสงสัยว่าคลองปานามามันคืออะไร เวลาเห็นภาพแบบมีเรือล่องผ่านอะไรแคบๆ ตรงนี้คือคลองงั้นหรือ มันควรเป็นแนวคลองขุดมีน้ำไหลแล้วก็ให้เรือล่องไม่ใช่เหรอ
คลองปานามา 101 ที่หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่าเป็นคลองซึ่งเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกโดยมีระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร (คดเคี้ยวไปตามภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการขุด แต่ถ้าตัดเส้นตรงดื้อจากแผนที่ก็จะระยะทางสั้นกว่านี้)
ส่วนภาพจำเกี่ยวกับคลองปานามาที่ผ่านช่องแคบๆ ตรงนั้น เรียกง่ายๆ ว่าคือ Lock ค่ะ หลักๆ ของปานามาคือ ขามหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ใน Panama City และขามหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ในเมือง Colon เนื่องจากสองมหาสมุทรนี้มีความสูงของระดับน้ำทะเลไม่เท่ากัน ตัว Lock ที่ว่าจะปล่อยให้เรือแล่นเข้าไป ปิดประตู จากนั้นก็มีการจัดการระดับน้ำไปทีละขั้นๆ ค่ะ สามารถดูตามวีดีโอนี้ได้เลยค่ะ นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมในสมัยที่สร้างได้เลยค่ะ
ที่จริงก่อนหน้าที่จะไปแค่ไม่กี่ปี (เราจำปีไม่ได้) ได้ข่าวว่ามีการขยายคลองแล้วเพราะขนาดของเรือสมัยนี้ลำใหญ่เบิ้มกว่าสมัยก่อนมาก ยังแอบคิดแวบๆ ว่าจะมีโอกาสได้เห็นหรือเปล่า แต่สรุปก็ไม่อยู่ดีเพราะพื้นที่ที่ให้คนไปท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นที่เดิม ที่นั่นเรียกว่า Miraflores ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวดูเรือผ่านประตูทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกค่ะ
ขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นเกร็ดเล็กน้อยค่ะ ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าเมืองที่เป็น Lock ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกคือเมือง Colon โดยที่มีสัญลักษณ์หลักของเมืองคือ ป้อมปืนที่หันหน้าออกทะเล
ภาพจากอินเตอร์เน็ตนะคะ มีปืนเรียงกันมากกว่านี้ค่ะ
ตอนสมัยนั้น เราแทบจะเดินทางไปเกือบทุกเมืองทั่วประเทศปานามา (นักเรียนแลกเปลี่ยนในปานามาอาศัยอยู่ตามเมืองต่างๆ ค่ะ ก็เหมือนเราไปขอนอนบ้านเพื่อน อารมณ์นั้น) แต่ส่วนที่เป็นข้อยกเว้น ก็คือ ป่าดงดิบ และอีกที่หนึ่งก็คือเมือง Colon นั่นเอง
นี่คือเมืองที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้ามไป!
ขอให้นึกถึงบริบทของประเทศในละตินอเมริกา ราชายาเสพติดและมาเฟียในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่บูม และทุกคนยังคิดว่ามีแต่ในหนังฮอลลีวู้ดมันมีจริงนาจา
สมัยนั้นตอนเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ฐานที่มั่นจึงไปกองตรงนั้นจนกระทั่งตั้งใจจะกลับไปนี่แหละถึงได้รู้ คือ ก่อนหน้าที่การเดินทางมาลงตัว เราหาดูว่าการเที่ยวแบบไหนที่น่าสนใจบ้าง หนึ่งในนั้นคือการนั่ง Cruise ในแถบแคริบเบียนค่ะ โดยอาจจะเป็นช่วงที่ออกจากปานามาก็ขึ้นเรือแวะตามท่าเรือต่างๆ ของแต่ละประเทศแถบนั้นแล้วไปสิ้นสุดที่ไมอามี่แล้วค่อยบินกลับ (แต่มองราคาและเวลาแล้ว ตัวเลือกนี้ตัดออกโลดค่ะ)
แต่สิ่งที่ทำให้พอปะติดปะต่อได้ก็คือ เมื่อ Cruise ที่แล่นในบริเวณนี้ ท่าเรือที่เขาพานักท่องเที่ยวมาที่ปานามาจะมาลงกันที่เมืองนี้ค่ะ เพราะเส้นทางแคริบเบียนคือ ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งอยู่ทางฟากของเมือง Colon นั่นเอง และตามที่รู้กัน ที่ไหนถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นั่นเป็นแหล่งทำเงินของทั้งงานขาว งานเทา และงานดำค่ะ
เอ๊ะ จะว่าไปก็นับว่าเคยเหยียบนะ ที่นั่นจะมีพื้นที่ที่เรียกว่า Free Zone ค่ะ ง่ายๆ ก็คือ Duty Free แบบภาคสนามแหละ ไม่ได้อยู่ในสนามบิน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปช้อปของไม่มีภาษีกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเคยไป แล้วก็เลยชวนๆ กันไป แต่ไม่ได้นึกถึงว่าอยู่ในเมือง Colon ไม่ได้เขียนบันทึกนี้ก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย
แต่ตอนนี้เราไม่ทราบว่าเป็นยังนะคะ อาจจะมีอะไรพัฒนาขึ้น และมันคงไม่ได้มีภาพลักษณ์แย่เหมือนสมัยก่อนอีกก็เป็นได้ ครั้งนี้เราก็ยังไม่ได้ไปอยู่ดี อยู่แต่ในปานามาซิตี้อย่างเดียวเลยจริงๆ ค่ะ
วกไปเมือง Colon ไกลมาก กลับมาใหม่ที่ Miraflores ที่ท่องเที่ยวคลองปานามาอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากเข้ามาในเมืองแล้ว ก็เลยเรียกรถให้ตรงไปที่ท่องเที่ยวเลย เราคิดว่าสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินไปที่ Plaza Cinco de Mayo (ไว้ค่อยมาเล่าบริเวณนี้คราวหน้านะคะ) แล้วขึ้นรถเมล์ต่อได้ อาจจะต้องศึกษาเส้นทางหน่อยนะคะ ระหว่างเส้นทางสู่ Miraflores ก็จะได้เห็นอีกโลกหนึ่งตรงพื้นที่ที่ใช้ชีวิตของเหล่ามนุษย์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับคลองปานามา นี่คือโลกที่แตกต่างของชุมชนชาวต่างชาติกับคนปานามาค่ะ
เหตุมันเกิดจากการที่อเมริกาเป็นคนจัดการเกี่ยวกับคลองมานานมากจนตั้งเป็นชุมชนชาวอเมริกันขึ้นมาตรงนั้น ทั้งนี้รวมไปถึงฐานทัพอเมริกัน และองค์กรระหว่างประเทศก็อยู่ที่นั่น คนที่อยู่ตรงนั้นจึงเป็นชาวต่างชาติที่มาทำงานเสียส่วนใหญ่ และน่าจะได้รับสวัสดิการที่ดีมากพอที่จะสามารถมีบ้านและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในระดับนี้
ตอนนี้ผ่านไปเกือบสามสิบปี ชุมชนตรงนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่ความเหลื่อมล้ำลดลงกว่าที่เราได้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อตอนช่วงปีที่คืนคลองปานามาพอดี ที่จริงอาจจะเชื่อความคิดของเราไม่ได้มากนัก เพราะมันก็หลายปีมากแล้ว บางทีสิ่งที่เราจำได้อาจไม่ใช่ภาพจำ แต่เป็นความรู้สึกก็เป็นได้นะคะ
ตรง Visitor ที่ Miraflores หลักๆ ถ้าซื้อตั๋วก็จะมีค่าเข้าไปดูตรง Lock ที่จะมีเรือผ่าน รวมถึงค่าภาพยนตร์ที่ฉายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของคลองปานามา เราโชคดีที่ตอนที่ไปมีเรือเข้ามาพอดีเลยได้เห็นเรือผ่าน ตรงพื้นที่ที่เขาจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวชมอยู่ด้านนอก ถ้าไปช่วงสายๆ บ่ายๆ เจอแดดเข้าไปนี่เหงื่อแตกหน้าเหี่ยวกันได้เลย แต่มันมี Live ในหน้าจอให้ดูก่อนนะคะ จะได้ไม่ต้องไปรอตากแดดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ เห็นเรือมาค่อยขึ้นไปก็ได้ค่ะ มันไม่ได้แล่นผ่านเร็วขนาดนั้น

เรือมาพอดีเลยรีบวิ่งขึ้นบันไดไปดูที่ระเบียงด้านบนค่ะ
จุดถ่ายรูปที่ทำให้คนรู้ว่ามาถึงคลองปานามาแล้วนะจ๊ะ
เอาอีกแชะให้คุ้มค่าเข้า
(พอดีเรือนี้น่าจะขนเครื่องจักร แต่ถ้าเป็น Cruise อาจจะได้โบกมือให้นักท่องเที่ยวหรือคนเดินเรือ)
เราไปเป็นครั้งที่สองหรือสามแล้วจำไม่ได้กับที่นี่ ถ้าถามว่าแนะนำไหม หรือยังไง คือ...การเดินขึ้นไปดูเรือใหญ่แล่นผ่านแล้วโบกถ่ายรูปสองสามแชะ มันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ในเมื่อมาเหยียบปานามาแล้ว อย่างน้อยก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่สักครั้งในชีวิตแหละ แต่ครั้งที่สองหรือสามแบบเรา อันนี้มาเพื่อคนอื่นเลย ไม่ได้มาเพราะเอ็นจอยที่นี่ขนาดนั้นค่ะ
อ้อ พูดมานาน ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 20 เหรียญนะคะ
ตอนขากลับเราไม่ได้ตรงกลับโรงแรมเลย แต่เรียกรถให้ไปแถวย่านเมืองเก่าแทนค่ะ ไว้ค่อยมาเล่าต่อคราวหน้านะคะ
บันทึกการเดินทางประเทศปานามา ที่ Panama City 4 (2025)
นี่คือซอยแถวบ้านที่เคยเล่าว่ามันยาวมาก แต่ละบ้านจำต้องมีรถยนต์ใช้ด้วยประการฉะนี้ ถ้าสังเกตคือแทบไม่เห็นมอเตอร์ไซด์เลย ถ้ามีคือรถส่วนตัว ไม่ใช่พี่วินแบบบ้านเรา ในคลิปจะมีช่วง 40 วินาทีแรกที่รถจะชะลอนิดหนึ่ง นั่นเป็นโรงเรียนที่เราเคยอยู่ค่ะ
โรงเรียนที่ปานามาเรียนครึ่งวัน แต่ตอนเช้าก็มีการเรียงแถวเคารพธงชาติเหมือนกันนะ ระหว่างเรียนก็จะมีช่วงพักน้อยให้นั่งเม้าท์นั่งกินขนมกัน เลิกตอนเที่ยง พอกริ่งดังปุ๊บ ครูยังพูดไม่จบนักเรียนก็ลุกเผ่นกันหมดแบบในหนังเลยแหละ
สำหรับนักเรียนที่เรียนไม่รู้เรื่องอย่างเราจะทำอะไรได้มากไปกว่านั่งเขียนจดหมายหาที่บ้าน ทั้งเพื่อนทั้งครูก็ไม่ได้ซีเรียสเพราะรู้ว่าเราไม่เข้าใจ จะมีบ้างที่อยากให้เรามีส่วนร่วม เช่น คาบเรียนภาษาสเปน เรียนเรื่องกลอน เขาก็จะให้เราลองไปท่องกลอนไทยให้ฟังว่าเป็นยังไง
ถ้านักเรียนแลกเปลี่ยนคนอื่นๆ ที่สามารถเรียนเข้าใจก็ยินดีด้วย แต่เราไม่สามารถจริงๆ
สำหรับจดหมาย แม้ตอนนั้นจะมีอีเมลใช้แล้ว และที่บ้านก็มีคอม แต่ที่บ้านโฮสต์ในปานามาไม่มี ถ้าจะใช้คอม จะต้องขึ้นรถเมล์ไปใช้ที่ห้องสมุดสาธารณะที่ห่างออกไป (ไม่ใช่ห้องสมุดในโรงเรียนนะ) ใช้เวลานั่งรถราวสิบห้านาที เลยไม่ไป เขียนจดหมายง่ายกว่า ตอนนั้นมีกระดาษจดหมายหลากหลาย หิ้วจากเมืองไทยไปด้วย (ร้าน 555 ใครที่ยังจำได้จะรู้ว่าคืออะไร เดี๋ยวนี้สินค้าที่ยังเห็นน่าจะเป็นซองจดหมายต่างๆ ที่ขายในร้านเครื่องเขียนแล้วละมั้ง)
ที่ปานามาไม่มีบุรุษไปรษณีย์ค่ะ ดังนั้นจึงไม่มีใครมาแจกจ่ายจดหมายหรือพัสดุใดๆ ทั้งสิ้น จะต้องเดินไปที่ไปรษณีย์ เพื่อไปดูว่ามีจดหมายมาหรือยัง (ที่ทำการไปรษณีย์ตั้งอยู่ริมถนน โชคดีที่บ้านโฮสต์นับว่าอยู่ค่อนข้างต้นซอย จึงเดินไปที่ไปรษณีย์แค่ประมาณครึ่งกิโล) แต่เนื่องจากเรามีจดหมายให้ส่งเป็นประจำอยู่แล้วก็ถือโอกาสถามหาไปด้วยว่ามีจดหมายของเรามาไหม
ถามที่บ้านเหมือนกันว่าตอนนี้ในโลกของ E-Commerce สั่งของให้มาส่งทำยังไง ยังต้องไปรับไปรษณีย์อีกไหม เขาบอกถ้าสั่งของมา (ซึ่งส่วนมากสั่งมาจากเมกา) ร้านจะส่งมาจะใช้พวก UPS ซึ่งเป็นการส่งแบบ door to door อยู่แล้ว (แต่อันนี้เราถามแค่ที่บ้านนะคะ เขาอาจจะสั่งเฉพาะของที่ไม่มีในปานามาก็ได้ แต่เราไม่ได้ถามถึงว่าช้อปออนไลน์จากร้านในปานามาเป็นยังไง)
ที่รู้ว่ามีจดหมายเพราะมีโทรศัพท์กลับเมืองไทยค่ะ ตอนนั้นนาทีละประมาณ 40 บาท แพงเอาเรื่องเลยแหละ แต่จะใช้โทรศัพท์ที่บ้านประจำก็เกรงใจ เลยไปซื้อการ์ดโทรศัพท์ข้ามประเทศโทรกลับบ้านแทน (ซึ่งถ้าคนรุ่นที่ยังใช้โทรศัพท์สาธารณะจะเข้าใจ)
วีดีโอนี้พาไปดูพวกซุปเปอร์ฯมาร์เก็ต หรือพวกพลาซ่าที่เราเคยบอกค่ะ รวมทั้งจะผ่านสนามใหญ่ซึ่งถ้ามาตอนเช้าจะพบว่าผู้คนแถวนี้มากออกกำลังกายกัน ทั้งหมดทั้งมวลถ้าสังเกตคือ ไม่ใช่ถนนที่มีรถสาธารณะเลยค่ะ ต้องขออภัยล่วงหน้าที่ภาพตอนปิดกล้องมันกระตุกๆ นะคะ
จบเรื่องโรงเรียน กลับมาต่อกันที่การเข้ามาอยู่ในตัวเมืองปานามากันบ้างค่ะ คราวนี้จะได้ไปแหล่งท่องเที่ยวในปานามากันบ้าง
บางคนสงสัยว่าคลองปานามามันคืออะไร เวลาเห็นภาพแบบมีเรือล่องผ่านอะไรแคบๆ ตรงนี้คือคลองงั้นหรือ มันควรเป็นแนวคลองขุดมีน้ำไหลแล้วก็ให้เรือล่องไม่ใช่เหรอ
คลองปานามา 101 ที่หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่าเป็นคลองซึ่งเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกโดยมีระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร (คดเคี้ยวไปตามภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการขุด แต่ถ้าตัดเส้นตรงดื้อจากแผนที่ก็จะระยะทางสั้นกว่านี้)
ส่วนภาพจำเกี่ยวกับคลองปานามาที่ผ่านช่องแคบๆ ตรงนั้น เรียกง่ายๆ ว่าคือ Lock ค่ะ หลักๆ ของปานามาคือ ขามหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่ใน Panama City และขามหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ในเมือง Colon เนื่องจากสองมหาสมุทรนี้มีความสูงของระดับน้ำทะเลไม่เท่ากัน ตัว Lock ที่ว่าจะปล่อยให้เรือแล่นเข้าไป ปิดประตู จากนั้นก็มีการจัดการระดับน้ำไปทีละขั้นๆ ค่ะ สามารถดูตามวีดีโอนี้ได้เลยค่ะ นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมในสมัยที่สร้างได้เลยค่ะ
ขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นเกร็ดเล็กน้อยค่ะ ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าเมืองที่เป็น Lock ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกคือเมือง Colon โดยที่มีสัญลักษณ์หลักของเมืองคือ ป้อมปืนที่หันหน้าออกทะเล
นี่คือเมืองที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้ามไป!
ขอให้นึกถึงบริบทของประเทศในละตินอเมริกา ราชายาเสพติดและมาเฟียในยุคที่อินเตอร์เน็ตยังไม่บูม และทุกคนยังคิดว่ามีแต่ในหนังฮอลลีวู้ดมันมีจริงนาจา
สมัยนั้นตอนเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ฐานที่มั่นจึงไปกองตรงนั้นจนกระทั่งตั้งใจจะกลับไปนี่แหละถึงได้รู้ คือ ก่อนหน้าที่การเดินทางมาลงตัว เราหาดูว่าการเที่ยวแบบไหนที่น่าสนใจบ้าง หนึ่งในนั้นคือการนั่ง Cruise ในแถบแคริบเบียนค่ะ โดยอาจจะเป็นช่วงที่ออกจากปานามาก็ขึ้นเรือแวะตามท่าเรือต่างๆ ของแต่ละประเทศแถบนั้นแล้วไปสิ้นสุดที่ไมอามี่แล้วค่อยบินกลับ (แต่มองราคาและเวลาแล้ว ตัวเลือกนี้ตัดออกโลดค่ะ)
แต่สิ่งที่ทำให้พอปะติดปะต่อได้ก็คือ เมื่อ Cruise ที่แล่นในบริเวณนี้ ท่าเรือที่เขาพานักท่องเที่ยวมาที่ปานามาจะมาลงกันที่เมืองนี้ค่ะ เพราะเส้นทางแคริบเบียนคือ ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งอยู่ทางฟากของเมือง Colon นั่นเอง และตามที่รู้กัน ที่ไหนถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นั่นเป็นแหล่งทำเงินของทั้งงานขาว งานเทา และงานดำค่ะ
เอ๊ะ จะว่าไปก็นับว่าเคยเหยียบนะ ที่นั่นจะมีพื้นที่ที่เรียกว่า Free Zone ค่ะ ง่ายๆ ก็คือ Duty Free แบบภาคสนามแหละ ไม่ได้อยู่ในสนามบิน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปช้อปของไม่มีภาษีกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเคยไป แล้วก็เลยชวนๆ กันไป แต่ไม่ได้นึกถึงว่าอยู่ในเมือง Colon ไม่ได้เขียนบันทึกนี้ก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย
แต่ตอนนี้เราไม่ทราบว่าเป็นยังนะคะ อาจจะมีอะไรพัฒนาขึ้น และมันคงไม่ได้มีภาพลักษณ์แย่เหมือนสมัยก่อนอีกก็เป็นได้ ครั้งนี้เราก็ยังไม่ได้ไปอยู่ดี อยู่แต่ในปานามาซิตี้อย่างเดียวเลยจริงๆ ค่ะ
เนื่องจากเข้ามาในเมืองแล้ว ก็เลยเรียกรถให้ตรงไปที่ท่องเที่ยวเลย เราคิดว่าสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินไปที่ Plaza Cinco de Mayo (ไว้ค่อยมาเล่าบริเวณนี้คราวหน้านะคะ) แล้วขึ้นรถเมล์ต่อได้ อาจจะต้องศึกษาเส้นทางหน่อยนะคะ ระหว่างเส้นทางสู่ Miraflores ก็จะได้เห็นอีกโลกหนึ่งตรงพื้นที่ที่ใช้ชีวิตของเหล่ามนุษย์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับคลองปานามา นี่คือโลกที่แตกต่างของชุมชนชาวต่างชาติกับคนปานามาค่ะ
เหตุมันเกิดจากการที่อเมริกาเป็นคนจัดการเกี่ยวกับคลองมานานมากจนตั้งเป็นชุมชนชาวอเมริกันขึ้นมาตรงนั้น ทั้งนี้รวมไปถึงฐานทัพอเมริกัน และองค์กรระหว่างประเทศก็อยู่ที่นั่น คนที่อยู่ตรงนั้นจึงเป็นชาวต่างชาติที่มาทำงานเสียส่วนใหญ่ และน่าจะได้รับสวัสดิการที่ดีมากพอที่จะสามารถมีบ้านและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในระดับนี้
ตอนนี้ผ่านไปเกือบสามสิบปี ชุมชนตรงนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่ความเหลื่อมล้ำลดลงกว่าที่เราได้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อตอนช่วงปีที่คืนคลองปานามาพอดี ที่จริงอาจจะเชื่อความคิดของเราไม่ได้มากนัก เพราะมันก็หลายปีมากแล้ว บางทีสิ่งที่เราจำได้อาจไม่ใช่ภาพจำ แต่เป็นความรู้สึกก็เป็นได้นะคะ
ตรง Visitor ที่ Miraflores หลักๆ ถ้าซื้อตั๋วก็จะมีค่าเข้าไปดูตรง Lock ที่จะมีเรือผ่าน รวมถึงค่าภาพยนตร์ที่ฉายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของคลองปานามา เราโชคดีที่ตอนที่ไปมีเรือเข้ามาพอดีเลยได้เห็นเรือผ่าน ตรงพื้นที่ที่เขาจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวชมอยู่ด้านนอก ถ้าไปช่วงสายๆ บ่ายๆ เจอแดดเข้าไปนี่เหงื่อแตกหน้าเหี่ยวกันได้เลย แต่มันมี Live ในหน้าจอให้ดูก่อนนะคะ จะได้ไม่ต้องไปรอตากแดดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ เห็นเรือมาค่อยขึ้นไปก็ได้ค่ะ มันไม่ได้แล่นผ่านเร็วขนาดนั้น
เราไปเป็นครั้งที่สองหรือสามแล้วจำไม่ได้กับที่นี่ ถ้าถามว่าแนะนำไหม หรือยังไง คือ...การเดินขึ้นไปดูเรือใหญ่แล่นผ่านแล้วโบกถ่ายรูปสองสามแชะ มันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ในเมื่อมาเหยียบปานามาแล้ว อย่างน้อยก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่สักครั้งในชีวิตแหละ แต่ครั้งที่สองหรือสามแบบเรา อันนี้มาเพื่อคนอื่นเลย ไม่ได้มาเพราะเอ็นจอยที่นี่ขนาดนั้นค่ะ
อ้อ พูดมานาน ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 20 เหรียญนะคะ
ตอนขากลับเราไม่ได้ตรงกลับโรงแรมเลย แต่เรียกรถให้ไปแถวย่านเมืองเก่าแทนค่ะ ไว้ค่อยมาเล่าต่อคราวหน้านะคะ