วิเคราะห์งบ รฟท. ทำไมถึงขาดทุนหมื่นล้าน ทั้งที่ไม่ได้สั่งรถไฟใหม่ /โดย ลงทุนแมน
สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแล้ว หากพูดถึงหน่วยงาน ที่ขาดทุนสะสมเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ
แน่นอนว่าหน่วยงานนั้นก็คือ “การรถไฟแห่งประเทศไทย”
ถ้าเราดูงบการเงิน ของการรถไฟฯ เราจะเห็นว่ามีผลขาดทุนทุก ๆ ปี โดย
ปี 2566 มีผลขาดทุน 14,378 ล้านบาท
ปี 2567 มีผลขาดทุน 21,905 ล้านบาท
ปี 2568 มีผลขาดทุน 20,060 ล้านบาท
แล้วทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงมีผลประกอบการขาดทุนถึงหลักหมื่นล้านบาททุกปี ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก็ต้องบอกว่า แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย จะขาดทุนหลักหมื่นล้านบาท
แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีรายได้มากถึงหลักหมื่นล้านบาทเช่นกัน อย่าง
- ปี 2566 มีรายได้ 21,764 ล้านบาท
- ปี 2567 มีรายได้ 28,857 ล้านบาท
- ปี 2568 มีรายได้ 28,085 ล้านบาท
ถ้าเราแงะดูไส้ในที่เป็นสัดส่วนรายได้ เราจะเห็นว่าในปีล่าสุดที่มีรายได้ 28,085 ล้านบาทนั้น มาจาก
- รายได้จากการขนส่ง 6,167 ล้านบาท
- รายได้จากการปล่อยที่ดินให้เช่า อย่างเช่น ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว 4,453 ล้านบาท
- รายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
- รายได้จากรถไฟชานเมืองสายสีแดง 247 ล้านบาท
- และรายได้อื่น ๆ อีก 2,808 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายได้ของการรถไฟฯ มาจากการขนส่งเพียง 6,167 ล้านบาท
หรือคิดเป็นเพียง 22% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น
แต่รายได้ส่วนใหญ่นั้น มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
แล้วทำไมรัฐบาลต้องควักเงินมากกว่าหมื่นล้านบาท เพื่ออุ้มกิจการรถไฟ ?
ก็ต้องบอกว่า ปัจจุบันรถไฟไทยหลายขบวน ล้วนเป็นการบริการเดินรถเชิงสังคม ดังนั้น ค่าโดยสารรถไฟหลาย ๆ ขบวน โดยเฉพาะขบวนรถไฟธรรมดา หรือขบวนรถไฟท้องถิ่นโดยส่วนมาก ก็จะมีราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่ใช้ในการเดินรถจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - ฉะเชิงเทรา มีค่าโดยสาร 13 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - อยุธยา มีค่าโดยสาร 15 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากสถานีรถไฟธนบุรี - กาญจนบุรี มีค่าโดยสาร 25 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - จุกเสม็ด (จังหวัดระยอง) มีค่าโดยสาร 40 บาท
หรือถ้านั่งรถไฟชั้น 3 ไปในระยะไกล ๆ หน่อย อย่างหาดใหญ่ อุบลราชธานี หรือที่เชียงใหม่ อัตราค่าโดยสารรถไฟนั่งชั้น 3 ก็มักจะไม่เกิน 300 บาท
ในขณะที่การเดินทางในรูปแบบอื่น ๆ อย่างรถทัวร์ ถ้าเดินทางไปไกลระดับนี้ ต้องจ่ายอย่างต่ำ 600 บาทเข้าไปแล้ว
ซึ่งรถไฟธรรมดา หรือรถไฟชั้น 3 นี้ ก็ถูกมองว่าเป็นรถไฟบริการเชิงสังคม ที่ค่าบริการจะต้องถูกเข้าไว้ เพื่อซัปพอร์ตผู้มีรายได้น้อย คล้าย ๆ กับโครงการบัตรทอง 30 บาท
ดังนั้น หากเทียบเป็นรายได้ต่อกิโลเมตรแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถเก็บค่าโดยสารต่อหัวได้เพียงแค่ 0.24 บาทต่อกิโลเมตร
ในขณะที่ต้นทุนในการเดินรถไฟเฉลี่ยต่อหัว กลับพุ่งสูงถึง 3.2 บาทต่อกิโลเมตร
ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเดินรถโดยตรง เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าใช้จ่ายพนักงานประจำรถไฟ
เมื่อการวิ่งรถไฟชั้น 3 ขาดทุนหนักมาก ๆ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องเอากำไรค่าโดยสาร จากขบวนรถไฟนอนชั้น 1 หรือขบวนรถไฟนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2
ซึ่งเป็นรถโดยสารที่มีความสะดวกสบายขึ้นมาอีกระดับ
ซึ่งขบวนรถไฟปรับอากาศ ก็จะเน้นเป็นรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวนด่วน และขบวนเร็ว ที่วิ่งจากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังจุดหมายปลายทางไกล ๆ เช่น เชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี หาดใหญ่ หรือสุไหงโก-ลก
ขบวนรถไฟปรับอากาศเหล่านี้ ถือเป็นขบวนรถไฟที่สามารถทำกำไรจากการเดินรถได้ เนื่องจากค่าโดยสารถูกคิดในราคาที่สูง โดยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถไฟ และระยะทางที่วิ่งไปยังจุดหมาย
วิเคราะห์งบ รฟท. ทำไมถึงขาดทุนหมื่นล้าน ทั้งที่ไม่ได้สั่งรถไฟใหม่
สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแล้ว หากพูดถึงหน่วยงาน ที่ขาดทุนสะสมเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ
แน่นอนว่าหน่วยงานนั้นก็คือ “การรถไฟแห่งประเทศไทย”
ถ้าเราดูงบการเงิน ของการรถไฟฯ เราจะเห็นว่ามีผลขาดทุนทุก ๆ ปี โดย
ปี 2566 มีผลขาดทุน 14,378 ล้านบาท
ปี 2567 มีผลขาดทุน 21,905 ล้านบาท
ปี 2568 มีผลขาดทุน 20,060 ล้านบาท
แล้วทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงมีผลประกอบการขาดทุนถึงหลักหมื่นล้านบาททุกปี ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก็ต้องบอกว่า แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย จะขาดทุนหลักหมื่นล้านบาท
แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีรายได้มากถึงหลักหมื่นล้านบาทเช่นกัน อย่าง
- ปี 2566 มีรายได้ 21,764 ล้านบาท
- ปี 2567 มีรายได้ 28,857 ล้านบาท
- ปี 2568 มีรายได้ 28,085 ล้านบาท
ถ้าเราแงะดูไส้ในที่เป็นสัดส่วนรายได้ เราจะเห็นว่าในปีล่าสุดที่มีรายได้ 28,085 ล้านบาทนั้น มาจาก
- รายได้จากการขนส่ง 6,167 ล้านบาท
- รายได้จากการปล่อยที่ดินให้เช่า อย่างเช่น ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว 4,453 ล้านบาท
- รายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
- รายได้จากรถไฟชานเมืองสายสีแดง 247 ล้านบาท
- และรายได้อื่น ๆ อีก 2,808 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายได้ของการรถไฟฯ มาจากการขนส่งเพียง 6,167 ล้านบาท
หรือคิดเป็นเพียง 22% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น
แต่รายได้ส่วนใหญ่นั้น มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
แล้วทำไมรัฐบาลต้องควักเงินมากกว่าหมื่นล้านบาท เพื่ออุ้มกิจการรถไฟ ?
ก็ต้องบอกว่า ปัจจุบันรถไฟไทยหลายขบวน ล้วนเป็นการบริการเดินรถเชิงสังคม ดังนั้น ค่าโดยสารรถไฟหลาย ๆ ขบวน โดยเฉพาะขบวนรถไฟธรรมดา หรือขบวนรถไฟท้องถิ่นโดยส่วนมาก ก็จะมีราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่ใช้ในการเดินรถจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - ฉะเชิงเทรา มีค่าโดยสาร 13 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - อยุธยา มีค่าโดยสาร 15 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากสถานีรถไฟธนบุรี - กาญจนบุรี มีค่าโดยสาร 25 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - จุกเสม็ด (จังหวัดระยอง) มีค่าโดยสาร 40 บาท
หรือถ้านั่งรถไฟชั้น 3 ไปในระยะไกล ๆ หน่อย อย่างหาดใหญ่ อุบลราชธานี หรือที่เชียงใหม่ อัตราค่าโดยสารรถไฟนั่งชั้น 3 ก็มักจะไม่เกิน 300 บาท
ในขณะที่การเดินทางในรูปแบบอื่น ๆ อย่างรถทัวร์ ถ้าเดินทางไปไกลระดับนี้ ต้องจ่ายอย่างต่ำ 600 บาทเข้าไปแล้ว
ซึ่งรถไฟธรรมดา หรือรถไฟชั้น 3 นี้ ก็ถูกมองว่าเป็นรถไฟบริการเชิงสังคม ที่ค่าบริการจะต้องถูกเข้าไว้ เพื่อซัปพอร์ตผู้มีรายได้น้อย คล้าย ๆ กับโครงการบัตรทอง 30 บาท
ดังนั้น หากเทียบเป็นรายได้ต่อกิโลเมตรแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถเก็บค่าโดยสารต่อหัวได้เพียงแค่ 0.24 บาทต่อกิโลเมตร
ในขณะที่ต้นทุนในการเดินรถไฟเฉลี่ยต่อหัว กลับพุ่งสูงถึง 3.2 บาทต่อกิโลเมตร
ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเดินรถโดยตรง เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าใช้จ่ายพนักงานประจำรถไฟ
เมื่อการวิ่งรถไฟชั้น 3 ขาดทุนหนักมาก ๆ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องเอากำไรค่าโดยสาร จากขบวนรถไฟนอนชั้น 1 หรือขบวนรถไฟนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2
ซึ่งเป็นรถโดยสารที่มีความสะดวกสบายขึ้นมาอีกระดับ
ซึ่งขบวนรถไฟปรับอากาศ ก็จะเน้นเป็นรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวนด่วน และขบวนเร็ว ที่วิ่งจากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังจุดหมายปลายทางไกล ๆ เช่น เชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี หาดใหญ่ หรือสุไหงโก-ลก
ขบวนรถไฟปรับอากาศเหล่านี้ ถือเป็นขบวนรถไฟที่สามารถทำกำไรจากการเดินรถได้ เนื่องจากค่าโดยสารถูกคิดในราคาที่สูง โดยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถไฟ และระยะทางที่วิ่งไปยังจุดหมาย