วิเคราะห์งบ รฟท. ทำไมถึงขาดทุนหมื่นล้าน ทั้งที่ไม่ได้สั่งรถไฟใหม่
.
สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแล้ว หากพูดถึงหน่วยงาน ที่ขาดทุนสะสมเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ แน่นอนว่าหน่วยงานนั้นก็คือ “การรถไฟแห่งประเทศไทย”
.
ถ้าเราดูงบการเงิน ของการรถไฟฯ เราจะเห็นว่ามีผลขาดทุนทุก ๆ ปี โดย
.
ปี 2566 มีผลขาดทุน 14,378 ล้านบาท
ปี 2567 มีผลขาดทุน 21,905 ล้านบาท
ปี 2568 มีผลขาดทุน 20,060 ล้านบาท
.
แล้วทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงมีผลประกอบการขาดทุนถึงหลักหมื่นล้านบาททุกปี ?

ก็ต้องบอกว่า แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย จะขาดทุนหลักหมื่นล้านบาท แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีรายได้มากถึงหลักหมื่นล้านบาทเช่นกัน อย่าง
.
- ปี 2566 มีรายได้ 21,764 ล้านบาท
- ปี 2567 มีรายได้ 28,857 ล้านบาท
- ปี 2568 มีรายได้ 28,085 ล้านบาท
.
ถ้าเราแงะดูไส้ในที่เป็นสัดส่วนรายได้ เราจะเห็นว่าในปีล่าสุดที่มีรายได้ 28,085 ล้านบาทนั้น มาจาก
.
- รายได้จากการขนส่ง 6,167 ล้านบาท
- รายได้จากการปล่อยที่ดินให้เช่า อย่างเช่น ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว 4,453 ล้านบาท
- รายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
- รายได้จากรถไฟชานเมืองสายสีแดง 247 ล้านบาท
- และรายได้อื่น ๆ อีก 2,808 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายได้ของการรถไฟฯ มาจากการขนส่งเพียง 6,167 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 22% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น แต่รายได้ส่วนใหญ่นั้น มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
.
แล้วทำไมรัฐบาลต้องควักเงินมากกว่าหมื่นล้านบาท เพื่ออุ้มกิจการรถไฟ ?
.
ก็ต้องบอกว่า ปัจจุบันรถไฟไทยหลายขบวน ล้วนเป็นการบริการเดินรถเชิงสังคม ดังนั้น ค่าโดยสารรถไฟหลาย ๆ ขบวน โดยเฉพาะขบวนรถไฟธรรมดา หรือขบวนรถไฟท้องถิ่นโดยส่วนมาก ก็จะมีราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่ใช้ในการเดินรถจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น
.
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - ฉะเชิงเทรา มีค่าโดยสาร 13 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - อยุธยา มีค่าโดยสาร 15 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากสถานีรถไฟธนบุรี - กาญจนบุรี มีค่าโดยสาร 25 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - จุกเสม็ด (จังหวัดระยอง) มีค่าโดยสาร 40 บาท
.
หรือถ้านั่งรถไฟชั้น 3 ไปในระยะไกล ๆ หน่อย อย่างหาดใหญ่ อุบลราชธานี หรือที่เชียงใหม่ อัตราค่าโดยสารรถไฟนั่งชั้น 3 ก็มักจะไม่เกิน 300 บาท
.
ในขณะที่การเดินทางในรูปแบบอื่น ๆ อย่างรถทัวร์ ถ้าเดินทางไปไกลระดับนี้ ต้องจ่ายอย่างต่ำ 600 บาทเข้าไปแล้ว
.
ซึ่งรถไฟธรรมดา หรือรถไฟชั้น 3 นี้ ก็ถูกมองว่าเป็นรถไฟบริการเชิงสังคม ที่ค่าบริการจะต้องถูกเข้าไว้ เพื่อซัปพอร์ตผู้มีรายได้น้อย คล้าย ๆ กับโครงการบัตรทอง 30 บาท
.
ดังนั้น หากเทียบเป็นรายได้ต่อกิโลเมตรแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถเก็บค่าโดยสารต่อหัวได้เพียงแค่ 0.24 บาทต่อกิโลเมตร
ในขณะที่ต้นทุนในการเดินรถไฟเฉลี่ยต่อหัว กลับพุ่งสูงถึง 3.2 บาทต่อกิโลเมตร
.
ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเดินรถโดยตรง เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าใช้จ่ายพนักงานประจำรถไฟ
.
เมื่อการวิ่งรถไฟชั้น 3 ขาดทุนหนักมาก ๆ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องเอากำไรค่าโดยสาร จากขบวนรถไฟนอนชั้น 1 หรือขบวนรถไฟนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2 ซึ่งเป็นรถโดยสารที่มีความสะดวกสบายขึ้นมาอีกระดับ
.
ซึ่งขบวนรถไฟปรับอากาศ ก็จะเน้นเป็นรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวนด่วน และขบวนเร็ว ที่วิ่งจากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังจุดหมายปลายทางไกล ๆ เช่น เชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี หาดใหญ่ หรือสุไหงโก-ลก
.
ขบวนรถไฟปรับอากาศเหล่านี้ ถือเป็นขบวนรถไฟที่สามารถทำกำไรจากการเดินรถได้ เนื่องจากค่าโดยสารถูกคิดในราคาที่สูง โดยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถไฟ และระยะทางที่วิ่งไปยังจุดหมาย
.
แต่ถึงแม้ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถทำกำไรจากการเดินรถ จากขบวนรถไฟปรับอากาศได้บ้าง แต่เมื่อลองดูงบการเงินโดยภาพรวมแล้ว
การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ยังคงมีผลประกอบการที่ขาดทุนจากการเดินรถอยู่ดี
.
ถ้าไปดูฝั่งรายได้ ในปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีรายได้จากการขนส่งอยู่ที่ 6,167 ล้านบาท
.
แต่ฝั่งค่าใช้จ่ายประจำ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถไฟ อย่างค่าน้ำมัน หรือค่าพนักงานประจำรถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 7,668 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า แค่เดินรถไฟเฉย ๆ การรถไฟฯ ก็ขาดทุนไปแล้วกว่า 1,501 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายสำหรับซ่อมบำรุง ที่ทั้งปี 2568 ใช้จ่ายหมดไปอีก 2,872 ล้านบาท
.
ด้วยเหตุนี้ ก็เลยเป็นเหตุให้ทางภาครัฐ ต้องควักเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เพื่ออุ้มจากการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เดินรถแล้วขาดทุน
โดยในปี 2568 รัฐบาลได้ให้เงินอุ้มไปกว่า 14,410 ล้านบาท
.
แต่ต้องบอกว่า ด้วยจำนวนเม็ดเงินมหาศาล ที่รัฐบาลคอยอุ้มเพื่อพยุงกิจการ ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย กลับมามีผลกำไรอย่างเห็นได้ชัด
.
เราลองไปดูงบปี 2568 ของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกที การรถไฟแห่งประเทศไทย มีรายได้ทั้งหมด 28,085 ล้านบาท โดยรายได้นั้นมาจาก
.
- รายได้จากการขนส่ง 6,167 ล้านบาท
- รายได้จากการปล่อยที่ดินให้เช่า อย่างเช่น ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว 4,453 ล้านบาท
- รายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
- รายได้จากรถไฟชานเมืองสายสีแดง 247 ล้านบาท
- และรายได้อื่น ๆ อีก 2,808 ล้านบาท
.
ส่วนฝั่งของค่าใช้จ่าย การรถไฟแห่งประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 41,241 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้น แบ่งออกเป็น
.
- ค่าใช้จ่ายเดินรถขนส่ง 7,668 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายบำรุงทาง อาณัติสัญญาณและสิ่งปลูกสร้าง 2,491 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษารถจักรและล้อเลื่อน 2,872 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง 1,386 ล้านบาท
.
- ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 2,592 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 6,009 ล้านบาท
- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 15,997 ล้านบาท
- ดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลรับภาระ 1,902 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 324 ล้านบาท
.
จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายทางบัญชีของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มากที่สุด ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์ของข้าราชการในสังกัด
.
แต่กลับเป็น “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” ที่ในปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายตรงนี้มากถึง 15,997 ล้านบาท เลยทีเดียว
.
ซึ่งปี 2567 การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย กว่า 16,732 ล้านบาท
.
แล้วค่าเสื่อมราคาตรงนี้ มาจากตรงไหนบ้าง ?
.
ก็ต้องบอกว่า ค่าเสื่อมราคาตรงนี้ ก็มาจากโครงสร้างพื้นฐานของระบบราง รางรถไฟ หัวรถจักร ขบวนรถไฟ สถานีรถไฟต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำการก่อสร้างตั้งแต่ในอดีต
.
ซึ่งค่าเสื่อมราคานี้ ก็ยังคิดจากสินทรัพย์ที่มีมานาน
.
ไปจนถึงโครงการที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จ อย่างรถไฟฟ้าสายสีแดง 2 สาย และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีก่อน รวมถึงเส้นทางรถไฟทางคู่บางเส้นทางในต่างจังหวัด ที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จ
.
โดยในทางบัญชี ค่าเสื่อมราคาที่ถูกบันทึกไว้ที่ 15,997 ล้านบาท จะไม่ถูกบันทึกตูมเดียวจบ แต่ค่าเสื่อมราคาจะถูกทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายรายปี ตามอายุของการใช้งานของสินทรัพย์
.
อย่างกลุ่มอาคารและสิ่งปลูกสร้าง มีอายุการใช้งานมากที่สุด 50 ปี
และกลุ่มรถจักรและล้อเลื่อนเก่า ๆ มีอายุการใช้งานมากที่สุด 40 ปี
.
ซึ่งค่าเสื่อมราคาหลัก ๆ ที่บันทึกในงบการเงินปี 2568 มาจาก
- ทางรถไฟและสะพาน 5,561 ล้านบาท
- อาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม 2,653 ล้านบาท
- รถจักรและล้อเลื่อน 2,277 ล้านบาท
- สินทรัพย์ถาวรอื่น 1,842 ล้านบาท
- ยานพาหนะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ 1,828 ล้านบาท
- อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 1,593 ล้านบาท
.
ขณะที่มูลค่าของสินทรัพย์ระยะยาวสุทธิ (หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสม) ตามบัญชี ณ สิ้นปี 2568 ที่ยังเหลือให้ตัดค่าเสื่อมราคาอีก อย่างรายการ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ อยู่ที่ 383,148 ล้านบาท แบ่งเป็น
.
- ที่ดิน (ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา) มีมูลค่าสุทธิ 3,272 ล้านบาท
- อาคารและสิ่งปลูกสร้าง มีมูลค่าสุทธิ 35,993 ล้านบาท
- ทางรถไฟและสะพาน มีมูลค่าสุทธิ 94,086 ล้านบาท
- รถจักรและล้อเลื่อน มีมูลค่าสุทธิ 21,652 ล้านบาท
- อาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม มีมูลค่าสุทธิ 17,162 ล้านบาท
- ยานพาหนะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ มีมูลค่าสุทธิ 4,107 ล้านบาท
- สินทรัพย์ถาวรอื่น มีมูลค่าสุทธิ 5,101 ล้านบาท
- สินทรัพย์ระหว่างดำเนินการ (ยังไม่เริ่มคิดค่าเสื่อม) มีมูลค่าสุทธิ 201,775 ล้านบาท
.
โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย จะต้องตัดค่าเสื่อมราคาจากสินทรัพย์เหล่านี้ทุก ๆ ปี จนกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์นั้น ๆ จะหมดลงไป
.
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ก็ทำให้เห็นว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย มีผลขาดทุนในระดับหมื่นล้านบาททุกปี
.
และถ้าเราสังเกตเห็นมูลค่าของสินทรัพย์ระหว่างดำเนินการที่สูงมาก สูงกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ มาจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูง
.
ก็มีแนวโน้มว่า ในอนาคต รายการค่าเสื่อมราคา ที่ถูกบันทึกในแต่ละปีนั้น จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก..
.
กลับมาที่ปี 2568 จากรายได้ทั้งหมด 28,085 ล้านบาท
กลับมีค่าใช้จ่ายมากถึง 41,241 ล้านบาท
รวมเป็นผลขาดทุนจากการดำเนินงานทั้งหมด 13,156 ล้านบาท
.
แต่ต้องบอกว่า นี่ยังไม่ใช่ผลขาดทุนขั้นสุดท้าย เพราะยังไม่รวมต้นทุนทางการเงิน ที่เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาว
.
โดยงบปี 2568 ปิดงบ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งหมด 6,898 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากภาระเงินกู้ระยะยาว ที่กู้เงินจากกระทรวงการคลังทั้งหมดกว่า 467,154 ล้านบาท
.
ซึ่งเงินส่วนนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำการกู้ เพื่อนำเงินไปสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศ
.
ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง หรือโครงการรถไฟทางคู่สายต่าง ๆ
.
และเมื่อเอาผลขาดทุน มาหักภาษีเงินได้อีก 7 ล้านบาท ก็เท่ากับว่า ปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีผลขาดทุนจริง ๆ อยู่ที่ 20,060 ล้านบาท
.
ก็ต้องบอกว่า เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้หน่วยงานรัฐบาล ประสบปัญหาขาดทุน
.
เมื่อหน่วยงานรัฐขาดทุน ดังนั้นตามกฎหมาย พรบ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ระบุว่า “ถ้าหากรายได้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย และการรถไฟฯ ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่นได้ รัฐบาลต้องจ่ายเงินให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เท่าจำนวนที่ขาดขัดอยู่”
.
ดังนั้น เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยขาดทุน รัฐบาลก็จะอุดหนุนรายได้ เพื่อปิดขาดทุนให้ธุรกิจเดินรถไฟ กลับมาเดินต่อได้อย่างสะดวก
.
อย่างในปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็จะได้รับเงินชดเชยผลขาดทุนตามกฎหมายทั้งหมด 20,176 ล้านบาท ในปีต่อ ๆ ไป
.
ซึ่งเงินจำนวน 20,176 ล้านบาท ถือเป็นงบคนละก้อน กับรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล ซึ่งอยู่ที่ 14,410 ล้านบาท
.
และถ้าปีต่อ ๆ ไป หากการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินรถแล้วก็ยังมีผลขาดทุนอยู่อีก ก็เท่ากับว่ารัฐบาลก็จะต้องอุดหนุนเงินให้กับการรถไฟฯ เพื่อชดเชยผลขาดทุนอีกเช่นเคย
.
แต่ก็เห็นได้ว่า ที่ผ่านมาการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักทุกปี ทั้ง ๆ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย แทบจะไม่ได้สั่งซื้อขบวนรถไฟ หรือหัวรถจักรใหม่เข้ามาเลย ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
.
ที่มา : ลงทุนแมน
การรถไฟแห่งประเทศไทย ทำไมถึงขาดทุนหมื่นล้าน ทั้งที่ไม่ได้สั่งรถไฟใหม่
.
สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแล้ว หากพูดถึงหน่วยงาน ที่ขาดทุนสะสมเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ แน่นอนว่าหน่วยงานนั้นก็คือ “การรถไฟแห่งประเทศไทย”
.
ถ้าเราดูงบการเงิน ของการรถไฟฯ เราจะเห็นว่ามีผลขาดทุนทุก ๆ ปี โดย
.
ปี 2566 มีผลขาดทุน 14,378 ล้านบาท
ปี 2567 มีผลขาดทุน 21,905 ล้านบาท
ปี 2568 มีผลขาดทุน 20,060 ล้านบาท
.
แล้วทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงมีผลประกอบการขาดทุนถึงหลักหมื่นล้านบาททุกปี ?
ก็ต้องบอกว่า แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย จะขาดทุนหลักหมื่นล้านบาท แต่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีรายได้มากถึงหลักหมื่นล้านบาทเช่นกัน อย่าง
.
- ปี 2566 มีรายได้ 21,764 ล้านบาท
- ปี 2567 มีรายได้ 28,857 ล้านบาท
- ปี 2568 มีรายได้ 28,085 ล้านบาท
.
ถ้าเราแงะดูไส้ในที่เป็นสัดส่วนรายได้ เราจะเห็นว่าในปีล่าสุดที่มีรายได้ 28,085 ล้านบาทนั้น มาจาก
.
- รายได้จากการขนส่ง 6,167 ล้านบาท
- รายได้จากการปล่อยที่ดินให้เช่า อย่างเช่น ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว 4,453 ล้านบาท
- รายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
- รายได้จากรถไฟชานเมืองสายสีแดง 247 ล้านบาท
- และรายได้อื่น ๆ อีก 2,808 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายได้ของการรถไฟฯ มาจากการขนส่งเพียง 6,167 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 22% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น แต่รายได้ส่วนใหญ่นั้น มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
.
แล้วทำไมรัฐบาลต้องควักเงินมากกว่าหมื่นล้านบาท เพื่ออุ้มกิจการรถไฟ ?
.
ก็ต้องบอกว่า ปัจจุบันรถไฟไทยหลายขบวน ล้วนเป็นการบริการเดินรถเชิงสังคม ดังนั้น ค่าโดยสารรถไฟหลาย ๆ ขบวน โดยเฉพาะขบวนรถไฟธรรมดา หรือขบวนรถไฟท้องถิ่นโดยส่วนมาก ก็จะมีราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่ใช้ในการเดินรถจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น
.
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - ฉะเชิงเทรา มีค่าโดยสาร 13 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - อยุธยา มีค่าโดยสาร 15 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากสถานีรถไฟธนบุรี - กาญจนบุรี มีค่าโดยสาร 25 บาท
- ขบวนรถไฟชั้น 3 จากกรุงเทพ (หัวลำโพง) - จุกเสม็ด (จังหวัดระยอง) มีค่าโดยสาร 40 บาท
.
หรือถ้านั่งรถไฟชั้น 3 ไปในระยะไกล ๆ หน่อย อย่างหาดใหญ่ อุบลราชธานี หรือที่เชียงใหม่ อัตราค่าโดยสารรถไฟนั่งชั้น 3 ก็มักจะไม่เกิน 300 บาท
.
ในขณะที่การเดินทางในรูปแบบอื่น ๆ อย่างรถทัวร์ ถ้าเดินทางไปไกลระดับนี้ ต้องจ่ายอย่างต่ำ 600 บาทเข้าไปแล้ว
.
ซึ่งรถไฟธรรมดา หรือรถไฟชั้น 3 นี้ ก็ถูกมองว่าเป็นรถไฟบริการเชิงสังคม ที่ค่าบริการจะต้องถูกเข้าไว้ เพื่อซัปพอร์ตผู้มีรายได้น้อย คล้าย ๆ กับโครงการบัตรทอง 30 บาท
.
ดังนั้น หากเทียบเป็นรายได้ต่อกิโลเมตรแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถเก็บค่าโดยสารต่อหัวได้เพียงแค่ 0.24 บาทต่อกิโลเมตร
ในขณะที่ต้นทุนในการเดินรถไฟเฉลี่ยต่อหัว กลับพุ่งสูงถึง 3.2 บาทต่อกิโลเมตร
.
ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเดินรถโดยตรง เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าใช้จ่ายพนักงานประจำรถไฟ
.
เมื่อการวิ่งรถไฟชั้น 3 ขาดทุนหนักมาก ๆ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องเอากำไรค่าโดยสาร จากขบวนรถไฟนอนชั้น 1 หรือขบวนรถไฟนั่งและนอนปรับอากาศชั้น 2 ซึ่งเป็นรถโดยสารที่มีความสะดวกสบายขึ้นมาอีกระดับ
.
ซึ่งขบวนรถไฟปรับอากาศ ก็จะเน้นเป็นรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวนด่วน และขบวนเร็ว ที่วิ่งจากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังจุดหมายปลายทางไกล ๆ เช่น เชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี หาดใหญ่ หรือสุไหงโก-ลก
.
ขบวนรถไฟปรับอากาศเหล่านี้ ถือเป็นขบวนรถไฟที่สามารถทำกำไรจากการเดินรถได้ เนื่องจากค่าโดยสารถูกคิดในราคาที่สูง โดยจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถไฟ และระยะทางที่วิ่งไปยังจุดหมาย
.
แต่ถึงแม้ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถทำกำไรจากการเดินรถ จากขบวนรถไฟปรับอากาศได้บ้าง แต่เมื่อลองดูงบการเงินโดยภาพรวมแล้ว
การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ยังคงมีผลประกอบการที่ขาดทุนจากการเดินรถอยู่ดี
.
ถ้าไปดูฝั่งรายได้ ในปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีรายได้จากการขนส่งอยู่ที่ 6,167 ล้านบาท
.
แต่ฝั่งค่าใช้จ่ายประจำ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถไฟ อย่างค่าน้ำมัน หรือค่าพนักงานประจำรถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 7,668 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า แค่เดินรถไฟเฉย ๆ การรถไฟฯ ก็ขาดทุนไปแล้วกว่า 1,501 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายสำหรับซ่อมบำรุง ที่ทั้งปี 2568 ใช้จ่ายหมดไปอีก 2,872 ล้านบาท
.
ด้วยเหตุนี้ ก็เลยเป็นเหตุให้ทางภาครัฐ ต้องควักเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เพื่ออุ้มจากการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เดินรถแล้วขาดทุน
โดยในปี 2568 รัฐบาลได้ให้เงินอุ้มไปกว่า 14,410 ล้านบาท
.
แต่ต้องบอกว่า ด้วยจำนวนเม็ดเงินมหาศาล ที่รัฐบาลคอยอุ้มเพื่อพยุงกิจการ ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย กลับมามีผลกำไรอย่างเห็นได้ชัด
.
เราลองไปดูงบปี 2568 ของการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกที การรถไฟแห่งประเทศไทย มีรายได้ทั้งหมด 28,085 ล้านบาท โดยรายได้นั้นมาจาก
.
- รายได้จากการขนส่ง 6,167 ล้านบาท
- รายได้จากการปล่อยที่ดินให้เช่า อย่างเช่น ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว 4,453 ล้านบาท
- รายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล 14,410 ล้านบาท
- รายได้จากรถไฟชานเมืองสายสีแดง 247 ล้านบาท
- และรายได้อื่น ๆ อีก 2,808 ล้านบาท
.
ส่วนฝั่งของค่าใช้จ่าย การรถไฟแห่งประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 41,241 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้น แบ่งออกเป็น
.
- ค่าใช้จ่ายเดินรถขนส่ง 7,668 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายบำรุงทาง อาณัติสัญญาณและสิ่งปลูกสร้าง 2,491 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษารถจักรและล้อเลื่อน 2,872 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง 1,386 ล้านบาท
.
- ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 2,592 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 6,009 ล้านบาท
- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 15,997 ล้านบาท
- ดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลรับภาระ 1,902 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 324 ล้านบาท
.
จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายทางบัญชีของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มากที่สุด ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์ของข้าราชการในสังกัด
.
แต่กลับเป็น “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” ที่ในปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายตรงนี้มากถึง 15,997 ล้านบาท เลยทีเดียว
.
ซึ่งปี 2567 การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย กว่า 16,732 ล้านบาท
.
แล้วค่าเสื่อมราคาตรงนี้ มาจากตรงไหนบ้าง ?
.
ก็ต้องบอกว่า ค่าเสื่อมราคาตรงนี้ ก็มาจากโครงสร้างพื้นฐานของระบบราง รางรถไฟ หัวรถจักร ขบวนรถไฟ สถานีรถไฟต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำการก่อสร้างตั้งแต่ในอดีต
.
ซึ่งค่าเสื่อมราคานี้ ก็ยังคิดจากสินทรัพย์ที่มีมานาน
.
ไปจนถึงโครงการที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จ อย่างรถไฟฟ้าสายสีแดง 2 สาย และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ที่เพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีก่อน รวมถึงเส้นทางรถไฟทางคู่บางเส้นทางในต่างจังหวัด ที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จ
.
โดยในทางบัญชี ค่าเสื่อมราคาที่ถูกบันทึกไว้ที่ 15,997 ล้านบาท จะไม่ถูกบันทึกตูมเดียวจบ แต่ค่าเสื่อมราคาจะถูกทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายรายปี ตามอายุของการใช้งานของสินทรัพย์
.
อย่างกลุ่มอาคารและสิ่งปลูกสร้าง มีอายุการใช้งานมากที่สุด 50 ปี
และกลุ่มรถจักรและล้อเลื่อนเก่า ๆ มีอายุการใช้งานมากที่สุด 40 ปี
.
ซึ่งค่าเสื่อมราคาหลัก ๆ ที่บันทึกในงบการเงินปี 2568 มาจาก
- ทางรถไฟและสะพาน 5,561 ล้านบาท
- อาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม 2,653 ล้านบาท
- รถจักรและล้อเลื่อน 2,277 ล้านบาท
- สินทรัพย์ถาวรอื่น 1,842 ล้านบาท
- ยานพาหนะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ 1,828 ล้านบาท
- อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 1,593 ล้านบาท
.
ขณะที่มูลค่าของสินทรัพย์ระยะยาวสุทธิ (หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสม) ตามบัญชี ณ สิ้นปี 2568 ที่ยังเหลือให้ตัดค่าเสื่อมราคาอีก อย่างรายการ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ อยู่ที่ 383,148 ล้านบาท แบ่งเป็น
.
- ที่ดิน (ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา) มีมูลค่าสุทธิ 3,272 ล้านบาท
- อาคารและสิ่งปลูกสร้าง มีมูลค่าสุทธิ 35,993 ล้านบาท
- ทางรถไฟและสะพาน มีมูลค่าสุทธิ 94,086 ล้านบาท
- รถจักรและล้อเลื่อน มีมูลค่าสุทธิ 21,652 ล้านบาท
- อาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม มีมูลค่าสุทธิ 17,162 ล้านบาท
- ยานพาหนะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ มีมูลค่าสุทธิ 4,107 ล้านบาท
- สินทรัพย์ถาวรอื่น มีมูลค่าสุทธิ 5,101 ล้านบาท
- สินทรัพย์ระหว่างดำเนินการ (ยังไม่เริ่มคิดค่าเสื่อม) มีมูลค่าสุทธิ 201,775 ล้านบาท
.
โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย จะต้องตัดค่าเสื่อมราคาจากสินทรัพย์เหล่านี้ทุก ๆ ปี จนกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์นั้น ๆ จะหมดลงไป
.
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ก็ทำให้เห็นว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย มีผลขาดทุนในระดับหมื่นล้านบาททุกปี
.
และถ้าเราสังเกตเห็นมูลค่าของสินทรัพย์ระหว่างดำเนินการที่สูงมาก สูงกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ มาจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูง
.
ก็มีแนวโน้มว่า ในอนาคต รายการค่าเสื่อมราคา ที่ถูกบันทึกในแต่ละปีนั้น จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก..
.
กลับมาที่ปี 2568 จากรายได้ทั้งหมด 28,085 ล้านบาท
กลับมีค่าใช้จ่ายมากถึง 41,241 ล้านบาท
รวมเป็นผลขาดทุนจากการดำเนินงานทั้งหมด 13,156 ล้านบาท
.
แต่ต้องบอกว่า นี่ยังไม่ใช่ผลขาดทุนขั้นสุดท้าย เพราะยังไม่รวมต้นทุนทางการเงิน ที่เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาว
.
โดยงบปี 2568 ปิดงบ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งหมด 6,898 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากภาระเงินกู้ระยะยาว ที่กู้เงินจากกระทรวงการคลังทั้งหมดกว่า 467,154 ล้านบาท
.
ซึ่งเงินส่วนนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำการกู้ เพื่อนำเงินไปสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศ
.
ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง หรือโครงการรถไฟทางคู่สายต่าง ๆ
.
และเมื่อเอาผลขาดทุน มาหักภาษีเงินได้อีก 7 ล้านบาท ก็เท่ากับว่า ปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย มีผลขาดทุนจริง ๆ อยู่ที่ 20,060 ล้านบาท
.
ก็ต้องบอกว่า เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้หน่วยงานรัฐบาล ประสบปัญหาขาดทุน
.
เมื่อหน่วยงานรัฐขาดทุน ดังนั้นตามกฎหมาย พรบ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ระบุว่า “ถ้าหากรายได้ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย และการรถไฟฯ ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่นได้ รัฐบาลต้องจ่ายเงินให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เท่าจำนวนที่ขาดขัดอยู่”
.
ดังนั้น เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยขาดทุน รัฐบาลก็จะอุดหนุนรายได้ เพื่อปิดขาดทุนให้ธุรกิจเดินรถไฟ กลับมาเดินต่อได้อย่างสะดวก
.
อย่างในปี 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็จะได้รับเงินชดเชยผลขาดทุนตามกฎหมายทั้งหมด 20,176 ล้านบาท ในปีต่อ ๆ ไป
.
ซึ่งเงินจำนวน 20,176 ล้านบาท ถือเป็นงบคนละก้อน กับรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล ซึ่งอยู่ที่ 14,410 ล้านบาท
.
และถ้าปีต่อ ๆ ไป หากการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินรถแล้วก็ยังมีผลขาดทุนอยู่อีก ก็เท่ากับว่ารัฐบาลก็จะต้องอุดหนุนเงินให้กับการรถไฟฯ เพื่อชดเชยผลขาดทุนอีกเช่นเคย
.
แต่ก็เห็นได้ว่า ที่ผ่านมาการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักทุกปี ทั้ง ๆ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย แทบจะไม่ได้สั่งซื้อขบวนรถไฟ หรือหัวรถจักรใหม่เข้ามาเลย ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
.
ที่มา : ลงทุนแมน