#ทันหุ้น – การรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 1Q69 ผ่านพ้นไปแล้ว จากการรวบรวมข้อมูลจาก 571 บจ. ใน SET (มูลค่าตลาดรวม 97.7%) พบว่า มีรายได้รวม 4.30 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0%YoY และ 3.5%QoQ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 3.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.3%YoY และ 46.7%QoQ
หากจำแนกเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ส่วนใหญ่ขยายตัว YoY และ QoQ นําโดย STEEL, ICT, PETRO (พลิกกําไร YoY และ QoQ), CONMAT (พลิกกําไร QoQ) และ TOURISM ส่วน FOOD, AGRI, PERSON, IMM และ TRANS หดตัว YoY และมีเพียง HOME (ขาดทุนต่อเนื่อง) และ HELTH ที่หดตัว YoY และ QoQ
หากพิจารณาเฉพาะ บจ. ที่มีการทำคาดการณ์ผลประกอบการ 1Q69 (Earnings Preview) พบว่า 93 บจ. (มูลค่าตลาดรวม 81.9%) มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.0%YoY และ 4.1%QoQ ใกล้เคียงตลาดคาด ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 29.6%YoY และ 34.0%QoQ สูงกว่าที่ตลาดคาด โดยกําไรสุทธิของกลุ่มอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดสูงกว่าที่ตลาดคาด (รวมถึง ICT หากไม่รวม 3BBIF ที่พลิกขาดทุนสุทธิ 2.7 พันลบ.) ยกเว้น CONS, FASHION, AGRI และ FOOD ที่ใกล้เคียงตลาดคาด และ MEDIA ที่มีกําไรสุทธิต่ำกว่าที่ตลาดคาด
ทั้งนี้ กําไรสุทธิ 1Q69 ที่เติบโตโดดเด่น YoY และ QoQ ส่วนใหญ่หนุนจากรายได้ที่เติบโต ขณะที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้าน SG&A และต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ผลกระทบด้านต้นทุนจากสงครามตะวันออกกลางยังสะท้อนในผลประกอบการยังไม่เต็มไตรมาส ส่วน ENERG (พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น) และ PETRO ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานและส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ที่พุ่งสูงจากภาวะอุปทานหยุดชะงัก
สำหรับ 2Q69 เราประเมินว่า กําไรสุทธิของ บจ. ใน SET จะชะลอตัวลง QoQ จากรับรู้ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเต็มไตรมาสผ่านต้นทุนพลังงานที่ยืนสูง รวมถึงความไม่สะดวกและล่าช้าในการขนส่ง/ส่งมอบสินค้า อีกทั้งกลุ่มพลังงานมีความเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า US$100/bbl นอกจากนี้ปรากฎการณ์ El Nino ยังฉุดรั้งผลผลิตทางการเกษตร ดันราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตรากําไรของกลุ่มอาหาร ซึ่งเมื่อบวกกับการปรับขึ้นของ SET ในปีนี้ที่ปรับขึ้นมากว่า 20%YTD ซึ่งใกล้เคียงระดับสูงสุดก่อนเกิดสงครามแล้ว จึงทําให้คาด SET จะมี Upside จํากัด
กลยุทธ์จึงแนะนําให้ตั้งรับเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว โดยเน้นหุ้น High Pricing Power ที่ส่งผ่านต้นทุนได้ดี และคาดกําไร 2Q69 ยังเติบโต YoY ได้แก่ ADVANC TRUE (คาดแนวโน้มยังดีต่อเนื่องทั้ง YoY และ QoQ) GULF (คาดกําไรยังเติบโตต่อจากปริมาณความต้องการไฟยังสูง รวมทั้งได้รับเงินปันผลจาก KBANK) CPALL (คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY ต่อเนื่องจากยอดขายธุรกิจ CVS ที่แข็งแกร่งและการขยายตัวของมาร์จิ้นผ่านการผสมผสานสินค้าภายในร้าน) CPN (คาดว่ากำไรจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ หนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่องของธุรกิจศูนย์การค้า และการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ Dusit Residences)


บทสรุปงบ Q1/69 ดีเกินคาด Q2/69 เลือกหุ้นไหนดี
#ทันหุ้น – การรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 1Q69 ผ่านพ้นไปแล้ว จากการรวบรวมข้อมูลจาก 571 บจ. ใน SET (มูลค่าตลาดรวม 97.7%) พบว่า มีรายได้รวม 4.30 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0%YoY และ 3.5%QoQ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 3.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.3%YoY และ 46.7%QoQ
หากจำแนกเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ส่วนใหญ่ขยายตัว YoY และ QoQ นําโดย STEEL, ICT, PETRO (พลิกกําไร YoY และ QoQ), CONMAT (พลิกกําไร QoQ) และ TOURISM ส่วน FOOD, AGRI, PERSON, IMM และ TRANS หดตัว YoY และมีเพียง HOME (ขาดทุนต่อเนื่อง) และ HELTH ที่หดตัว YoY และ QoQ
หากพิจารณาเฉพาะ บจ. ที่มีการทำคาดการณ์ผลประกอบการ 1Q69 (Earnings Preview) พบว่า 93 บจ. (มูลค่าตลาดรวม 81.9%) มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.0%YoY และ 4.1%QoQ ใกล้เคียงตลาดคาด ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 29.6%YoY และ 34.0%QoQ สูงกว่าที่ตลาดคาด โดยกําไรสุทธิของกลุ่มอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดสูงกว่าที่ตลาดคาด (รวมถึง ICT หากไม่รวม 3BBIF ที่พลิกขาดทุนสุทธิ 2.7 พันลบ.) ยกเว้น CONS, FASHION, AGRI และ FOOD ที่ใกล้เคียงตลาดคาด และ MEDIA ที่มีกําไรสุทธิต่ำกว่าที่ตลาดคาด
ทั้งนี้ กําไรสุทธิ 1Q69 ที่เติบโตโดดเด่น YoY และ QoQ ส่วนใหญ่หนุนจากรายได้ที่เติบโต ขณะที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้าน SG&A และต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ผลกระทบด้านต้นทุนจากสงครามตะวันออกกลางยังสะท้อนในผลประกอบการยังไม่เต็มไตรมาส ส่วน ENERG (พลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น) และ PETRO ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานและส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ที่พุ่งสูงจากภาวะอุปทานหยุดชะงัก
สำหรับ 2Q69 เราประเมินว่า กําไรสุทธิของ บจ. ใน SET จะชะลอตัวลง QoQ จากรับรู้ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเต็มไตรมาสผ่านต้นทุนพลังงานที่ยืนสูง รวมถึงความไม่สะดวกและล่าช้าในการขนส่ง/ส่งมอบสินค้า อีกทั้งกลุ่มพลังงานมีความเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า US$100/bbl นอกจากนี้ปรากฎการณ์ El Nino ยังฉุดรั้งผลผลิตทางการเกษตร ดันราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตรากําไรของกลุ่มอาหาร ซึ่งเมื่อบวกกับการปรับขึ้นของ SET ในปีนี้ที่ปรับขึ้นมากว่า 20%YTD ซึ่งใกล้เคียงระดับสูงสุดก่อนเกิดสงครามแล้ว จึงทําให้คาด SET จะมี Upside จํากัด
กลยุทธ์จึงแนะนําให้ตั้งรับเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว โดยเน้นหุ้น High Pricing Power ที่ส่งผ่านต้นทุนได้ดี และคาดกําไร 2Q69 ยังเติบโต YoY ได้แก่ ADVANC TRUE (คาดแนวโน้มยังดีต่อเนื่องทั้ง YoY และ QoQ) GULF (คาดกําไรยังเติบโตต่อจากปริมาณความต้องการไฟยังสูง รวมทั้งได้รับเงินปันผลจาก KBANK) CPALL (คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY ต่อเนื่องจากยอดขายธุรกิจ CVS ที่แข็งแกร่งและการขยายตัวของมาร์จิ้นผ่านการผสมผสานสินค้าภายในร้าน) CPN (คาดว่ากำไรจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ หนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่องของธุรกิจศูนย์การค้า และการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ Dusit Residences)