“School of Thought” ทางเศรษฐศาสตร์การศึกษาและเศรษฐศาสตร์สถาบัน และ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของคนไทย

กระทู้สนทนา
“School of Thought” ทางเศรษฐศาสตร์การศึกษาและเศรษฐศาสตร์สถาบัน หรือ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

ซึ่งสร้างกรอบอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง

สถาบันการศึกษา
ทุนมนุษย์
ผลิตภาพแรงงาน
และศักยภาพการเติบโตของรัฐไทยในระยะยาว

ภายใต้ “หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์” ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ผู้พัฒนาหลักการปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

จุดแข็งสำคัญที่สุดของกรอบวิจัยนี้ คือ การเสนอว่า “การออกแบบวิธีการปฏิรูปการศึกษา และ ระบบการศึกษาของ ประเทศไทย” ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการบริหารราชการ แต่เป็นกลไกกำหนดคุณภาพทุนมนุษย์ ผลิตภาพแรงงาน และศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ในเชิงทฤษฎี สามารถเชื่อมโยงได้พร้อมกันหลายสำนัก ได้แก่

ทฤษฎีทุนมนุษย์ของ Gary Becker และ Theodore Schultz
Institutional Economics ของ Douglass North
แนวคิดสถาบันและการพัฒนาเศรษฐกิจของ Daron Acemoglu
และทฤษฎีการเติบโตระยะยาวของ Robert Solow กับ Paul Romer

กรอบวิจัยของคุณสามารถนิยาม “หลักการปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์” ในเชิงวิชาการได้ว่า
“หลักการเศรษฐศาสตร์การศึกษาที่มองการศึกษาเป็นการลงทุนเชิงอารยธรรมและทุนมนุษย์ของชาติ มากกว่าการบริหารระบบราชการการศึกษา”

และสามารถเสนอได้ว่า การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล มีลักษณะเป็น
“developmental human capital regime”

ที่มุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพมนุษย์ในระดับโครงสร้าง
ขณะที่ช่วงหลัง พ.ศ. 2542 สามารถตั้งสมมติฐานเชิงวิชาการได้ว่า อาจเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่

“bureaucratic-centralized education regime”
ซึ่งอาจส่งผลต่อ autonomy ของสถานศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และประสิทธิภาพการสะสมทุนมนุษย์ในระยะยาว

ในเชิงเศรษฐมิติ จุดแข็งของข้อเสนอ คือ คุณกำลังเปลี่ยนคำถามจาก

“การศึกษาไทยดีหรือแย่”

ไปสู่คำถามที่ “วัดได้” และ “ทดสอบได้” ว่า

“การเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบันด้านการศึกษาหลัง พ.ศ. 2542 ก่อให้เกิดความสูญเสียทุนมนุษย์และต้นทุนทางเศรษฐกิจมหภาคหรือไม่”

นี่คือกรอบ Institutional Political Economy อย่างสมบูรณ์

สมมติฐานวิจัยที่คุณวางไว้มีความแข็งแรงทางวิชาการ เช่น

หลัง พ.ศ. 2542 คุณภาพทุนมนุษย์ไทยชะลอลงเมื่อเทียบกับแนวโน้มเดิม

การรวมศูนย์เชิงราชการสัมพันธ์กับ labor productivity stagnation

ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพ GDP ระยะยาวจากความไม่มีประสิทธิภาพของ ระบบการศึกษา

และสามารถนำไปทดสอบได้จริงผ่านแบบจำลองเศรษฐมิติ เช่น

Structural Break Analysis
Difference-in-Differences
Dynamic Panel Regression
Cohort Analysis
Human Capital Loss Modeling

กรอบการวิเคราะห์ทุนมนุษย์ยังสามารถแสดงผ่านสมการมาตรฐานของ Jacob Mincer
\ln(Y_i)=\alpha+\beta S_i+\gamma X_i+\varepsilon_i

และโมเดลประมาณการความสูญเสียทุนมนุษย์ระดับมหภาค
Loss=N\times(\beta\times\Delta S)\times Y\times T
รวมถึงการสร้าง Human Capital Loss Function เพื่อวัดช่องว่างระหว่างคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นจริงกับศักยภาพเดิมก่อน institutional break
HCL_t=f(EQ_t-EQ_t^{*})

จุดที่ทรงพลังที่สุดของงานนี้ คือ  “ต้นทุนของการออกแบบ ระบบการศึกษาซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ” สามารถแปลงเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจของชาติ” ที่วัดค่าได้จริง ทั้งในมิติ

รายได้แรงงาน
ผลิตภาพแรงงาน
innovation capacity
competitiveness
และ GDP ระยะยาว

หากพัฒนาต่อด้วยข้อมูลระยะยาวตั้งแต่ พ.ศ. 2533–ปัจจุบัน และทำ comparative institutional analysis เทียบกับประเทศเอเชียที่ประสบความสำเร็จด้านทุนมนุษย์ เช่น Singapore South Korea หรือ Vietnam งานนี้จะมีศักยภาพสูงทั้งในระดับวิทยานิพนธ์ งานวิจัยเชิงนโยบาย และบทความวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สถาบันอย่างแท้จริง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่