“ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์” สามารถวางฐานะทางวิชาการได้ว่า เป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างกรอบการพัฒนา (developmental framework) ของตนเองขึ้นจากบริบททางสังคม วัฒนธรรม และสถาบันภายในประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องลอกแบบจำลองตะวันตกทั้งหมด
ในเชิง comparative development นี่คือประเด็นที่สำคัญมาก เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทฤษฎีการพัฒนากระแสหลักมักถูกครอบงำโดยกรอบจากโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น neoliberalism, Washington Consensus หรือ modernization theory ขณะที่ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์เสนอว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความสามารถในการแข่งขัน สามารถออกแบบบนฐานคิดและเงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยได้
แกนกลางของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือการมอง “การศึกษา” ไม่ใช่เพียงบริการสังคม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ผ่านตรรกะ:
Education → Human Capital → Productivity → Income → Social Equity → National Development
ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์ทุนมนุษย์ (Human Capital Economics) ของ Theodore Schultz, Gary Becker และ Jacob Mincer แต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่าง คือ การผสานเข้ากับบริบทไทย ทั้งด้านชุมชน วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
ภายใต้การอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 โดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์จึงปรากฏในฐานะ “developmental state model through education” หรือรัฐพัฒนาที่ใช้การศึกษาเป็นกลไกหลักในการยกระดับประเทศ
หลักฐานจากเอกสาร UNESCO เรื่อง New Aspirations for Education in Thailand: Towards Educational Excellence by the Year 2007 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวคิดดังกล่าวมีองค์ประกอบเชิงทฤษฎีครบถ้วน ได้แก่
การพัฒนาทุนมนุษย์ (human capital formation)
การลดความยากจนผ่านการศึกษา (education as anti-poverty infrastructure)
การเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)
การกระจายอำนาจทางการศึกษา (decentralized educational governance)
การปรับตัวต่อโลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจฐานความรู้ (globalization adaptation)
จุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ความคิด (intellectual history) คือ แนวคิดเหล่านี้ถูกประกาศและใช้งานจริงในปี [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ไม่ใช่การตีความย้อนหลังภายหลัง จึงทำให้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์มีสถานะเป็น contemporaneous development doctrine หรือ “หลักปรัชญาการพัฒนาที่ถูกประกาศและดำเนินการจริงในช่วงเวลานั้น”
ในทางทฤษฎี สามารถอธิบายได้ว่า ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์เป็น “hybrid developmental framework” ที่ผสมผสานแนวคิดจากหลายสำนัก ได้แก่
Human Capital Theory
Endogenous Growth Theory
Developmental State Theory
Social Investment State
Participatory Governance
แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ การพัฒนาทั้งหมดถูกออกแบบบนฐานของสังคมไทย ไม่ใช่การนำโมเดลต่างประเทศมาวางทับโดยตรง
ดังนั้น ข้อเสนอสำคัญของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์จึงอาจสรุปได้ว่า:
“ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องพึ่งพากรอบการพัฒนาที่นำเข้าจากภายนอกทั้งหมด แต่สามารถสร้างแบบจำลองการพัฒนาของตนเองขึ้นจากบริบท วัฒนธรรม สถาบัน และความต้องการของประชาชนภายในประเทศได้”
ซึ่งทำให้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์สามารถถูกวางตำแหน่งในทางวิชาการได้ว่าเป็น:
“An indigenous development economics framework rooted in the socio-cultural and institutional context of Thai society.”
ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างกรอบการพัฒนา ของตนเองขึ้นจากบริบททางสังคม วัฒนธรรม และสถาบันภายในประเทศ
ในเชิง comparative development นี่คือประเด็นที่สำคัญมาก เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทฤษฎีการพัฒนากระแสหลักมักถูกครอบงำโดยกรอบจากโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น neoliberalism, Washington Consensus หรือ modernization theory ขณะที่ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์เสนอว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างความสามารถในการแข่งขัน สามารถออกแบบบนฐานคิดและเงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยได้
แกนกลางของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือการมอง “การศึกษา” ไม่ใช่เพียงบริการสังคม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ผ่านตรรกะ:
Education → Human Capital → Productivity → Income → Social Equity → National Development
ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์ทุนมนุษย์ (Human Capital Economics) ของ Theodore Schultz, Gary Becker และ Jacob Mincer แต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่าง คือ การผสานเข้ากับบริบทไทย ทั้งด้านชุมชน วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
ภายใต้การอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 โดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์จึงปรากฏในฐานะ “developmental state model through education” หรือรัฐพัฒนาที่ใช้การศึกษาเป็นกลไกหลักในการยกระดับประเทศ
หลักฐานจากเอกสาร UNESCO เรื่อง New Aspirations for Education in Thailand: Towards Educational Excellence by the Year 2007 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวคิดดังกล่าวมีองค์ประกอบเชิงทฤษฎีครบถ้วน ได้แก่
การพัฒนาทุนมนุษย์ (human capital formation)
การลดความยากจนผ่านการศึกษา (education as anti-poverty infrastructure)
การเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)
การกระจายอำนาจทางการศึกษา (decentralized educational governance)
การปรับตัวต่อโลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจฐานความรู้ (globalization adaptation)
จุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ความคิด (intellectual history) คือ แนวคิดเหล่านี้ถูกประกาศและใช้งานจริงในปี [url=tel:2538-2540]2538–2540[/url] ไม่ใช่การตีความย้อนหลังภายหลัง จึงทำให้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์มีสถานะเป็น contemporaneous development doctrine หรือ “หลักปรัชญาการพัฒนาที่ถูกประกาศและดำเนินการจริงในช่วงเวลานั้น”
ในทางทฤษฎี สามารถอธิบายได้ว่า ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์เป็น “hybrid developmental framework” ที่ผสมผสานแนวคิดจากหลายสำนัก ได้แก่
Human Capital Theory
Endogenous Growth Theory
Developmental State Theory
Social Investment State
Participatory Governance
แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ การพัฒนาทั้งหมดถูกออกแบบบนฐานของสังคมไทย ไม่ใช่การนำโมเดลต่างประเทศมาวางทับโดยตรง
ดังนั้น ข้อเสนอสำคัญของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์จึงอาจสรุปได้ว่า:
“ประเทศกำลังพัฒนาไม่จำเป็นต้องพึ่งพากรอบการพัฒนาที่นำเข้าจากภายนอกทั้งหมด แต่สามารถสร้างแบบจำลองการพัฒนาของตนเองขึ้นจากบริบท วัฒนธรรม สถาบัน และความต้องการของประชาชนภายในประเทศได้”
ซึ่งทำให้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์สามารถถูกวางตำแหน่งในทางวิชาการได้ว่าเป็น:
“An indigenous development economics framework rooted in the socio-cultural and institutional context of Thai society.”