ขวาร้าย ซ้ายดี เป็นความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน เมื่อไรก็ตามที่ตาขวากระตุก อาจเกิดเรื่องร้าย แต่ถ้าตาซ้ายกระตุก จะมีเรื่องดี มันจะจริงไหม? หรือแท้จริงแล้วเป็นสัญญาณเตือนปัญหาดวงตา เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ
สาเหตุหลักที่ทำให้ตากระตุก โดยจักษุแพทย์
1. ความเครียดสะสม เมื่อเราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะทำงาน ตื่นตัว มากเกินไป ส่งผลให้มีการส่งสัญญาณกระตุ้นกล้ามเนื้อตาถี่กว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเร่งปิดงาน หรือมีความวิตกกังวลสูง
2. การพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนน้อยทำให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อตาไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ เกิดอาการ ล้า จนนำไปสู่การส่งสัญญาณที่ผิดพลาดและเกิดการกระตุกในที่สุด
3. คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ใครที่เป็นสายกาแฟต้องระวังค่ะ เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นปลายประสาทโดยตรง เพิ่มโอกาสให้กล้ามเนื้อรอบดวงตากระตุกได้ง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
4. ภาวะตาแห้งและตาล้า ข้อนี้คือสาเหตุอันดับ 1 ของคนวัยทำงานที่หมอเจอเลยค่ะ การจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนานเกิน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เรากะพริบตาน้อยลงจนตาแห้ง และกล้ามเนื้อตาต้องเพ่งเกร็งตลอดเวลา ความล้าสะสมนี้เองที่ไปกระตุ้นเส้นประสาทรอบดวงตาให้ทำงานผิดปกติ
5. ภาวะขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะ แมกนีเซียม ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายขาดแร่ธาตุนี้ ระบบควบคุมสัญญาณประสาทอาจรวนจนเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกได้ค่ะ
6. โรคภูมิแพ้ เมื่อภูมิแพ้ขึ้นตา ร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีน ทำให้เกิดอาการคัน เคือง และนำไปสู่การขยี้ตา ซึ่งการขยี้ตานี่แหละค่ะที่เป็นตัวกระตุ้นทางกายภาพให้กล้ามเนื้อรอบดวงตากระตุก
7. การระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม ลมแรง ฝุ่น PM 2.5 ควัน หรือแม้แต่ลมจากเครื่องปรับอากาศที่เป่าเข้าหน้าโดยตรง ล้วนทำให้ตาแห้งและระคายเคือง กระตุ้นให้เรากะพริบตาถี่ขึ้นจนกล้ามเนื้อล้า
8. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ยาบางกลุ่มมีผลต่อระบบประสาท เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาแก้แพ้บางชนิด หรือยากันชัก หากคุณทานยาเหล่านี้อยู่และมีอาการตากระตุก ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ร่วมด้วยนะคะ
9. ค่าสายตาเปลี่ยนแต่ยังใช้แว่นเดิม การทนใส่แว่นที่ค่าสายตาไม่ตรง ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ทำให้กล้ามเนื้อตาต้อง เพ่ง ตลอดเวลาเพื่อปรับโฟกัส ความพยายามนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาล้าถึงขีดสุดและเกิดอาการกระตุกได้
ตากระตุกแบบไหนต้องพบแพทย์
- กระตุกไม่หาย นานเกิน 2-3 สัปดาห์ บ่งบอกว่าเส้นประสาทอาจทำงานผิดปกติเรื้อรัง
- ไม่ใช่แค่ความล้าชั่วคราว รุนแรงจนตาปิด ไม่ใช่แค่กระตุกเบา ๆ แต่เกร็งจนเปลือกตาปิดสนิท ลืมตาลำบาก
- ลามไปจุดอื่นบนใบหน้า เริ่มจากตา แล้วลามไปที่แก้ม มุมปาก หรือลำคอ
- มีอาการทางตาร่วมด้วย เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัว มีขี้ตาผิดปกติ
- เปลือกตาตก/ใบหน้าผิดรูป หนังตาห้อยลงมา หรือควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ได้
วิธีแก้ตากระตุก
1. สูตรพักสายตา 20-20-20 สำหรับคนทำงาน ทุก ๆ 20 นาที ที่จ้องจอ ให้พักสายตามองออกไปไกล 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ร่วมกับการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ ให้หน้าจอห่างจากตา 50-70 ซม. และขอบบนของจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย จะช่วยลดการเพ่งได้มากค่ะ
2. การประคบอุ่น ความร้อนอุ่น ๆ จะช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่หดเกร็ง วิธีทำ: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น (อุณหภูมิประมาณ 40 องศา) ประคบที่เปลือกตาครั้งละ 5-10 นาที
3. เติมแมกนีเซียมและลดคาเฟอีน ลองปรับเมนูอาหาร เพิ่มผักใบเขียว ถั่ว อัลมอนด์ กล้วย หรือธัญพืช ซึ่งอุดมด้วยแมกนีเซียม และลดปริมาณกาแฟลง หรือดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของระบบประสาท
4. ใช้น้ำตาเทียมรายวัน หากสาเหตุคือตาแห้ง การหยอดน้ำตาเทียม (แนะนำแบบรายวันที่ไม่มีสารกันเสีย) จะช่วยลดการระคายเคือง หยุดวงจรการขยี้ตา และทำให้อาการกระตุกทุเลาลงได้
อาการตากระตุกข้างขวา ส่วนใหญ่เป็นเพียงวิธีการสื่อสารของร่างกายที่บอกให้คุณ พักผ่อน และ ใส่ใจ ตัวเองให้มากขึ้นค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรม อาการก็มักจะดีขึ้นได้เอง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
ตากระตุกข้างขวา
ตาขวากระตุก สัญญาณเตือนภัย หรือลางร้าย
ขวาร้าย ซ้ายดี เป็นความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน เมื่อไรก็ตามที่ตาขวากระตุก อาจเกิดเรื่องร้าย แต่ถ้าตาซ้ายกระตุก จะมีเรื่องดี มันจะจริงไหม? หรือแท้จริงแล้วเป็นสัญญาณเตือนปัญหาดวงตา เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ
สาเหตุหลักที่ทำให้ตากระตุก โดยจักษุแพทย์
1. ความเครียดสะสม เมื่อเราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะทำงาน ตื่นตัว มากเกินไป ส่งผลให้มีการส่งสัญญาณกระตุ้นกล้ามเนื้อตาถี่กว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเร่งปิดงาน หรือมีความวิตกกังวลสูง
2. การพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนน้อยทำให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อตาไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ เกิดอาการ ล้า จนนำไปสู่การส่งสัญญาณที่ผิดพลาดและเกิดการกระตุกในที่สุด
3. คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ใครที่เป็นสายกาแฟต้องระวังค่ะ เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นปลายประสาทโดยตรง เพิ่มโอกาสให้กล้ามเนื้อรอบดวงตากระตุกได้ง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
4. ภาวะตาแห้งและตาล้า ข้อนี้คือสาเหตุอันดับ 1 ของคนวัยทำงานที่หมอเจอเลยค่ะ การจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนานเกิน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เรากะพริบตาน้อยลงจนตาแห้ง และกล้ามเนื้อตาต้องเพ่งเกร็งตลอดเวลา ความล้าสะสมนี้เองที่ไปกระตุ้นเส้นประสาทรอบดวงตาให้ทำงานผิดปกติ
5. ภาวะขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะ แมกนีเซียม ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายขาดแร่ธาตุนี้ ระบบควบคุมสัญญาณประสาทอาจรวนจนเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกได้ค่ะ
6. โรคภูมิแพ้ เมื่อภูมิแพ้ขึ้นตา ร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีน ทำให้เกิดอาการคัน เคือง และนำไปสู่การขยี้ตา ซึ่งการขยี้ตานี่แหละค่ะที่เป็นตัวกระตุ้นทางกายภาพให้กล้ามเนื้อรอบดวงตากระตุก
7. การระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม ลมแรง ฝุ่น PM 2.5 ควัน หรือแม้แต่ลมจากเครื่องปรับอากาศที่เป่าเข้าหน้าโดยตรง ล้วนทำให้ตาแห้งและระคายเคือง กระตุ้นให้เรากะพริบตาถี่ขึ้นจนกล้ามเนื้อล้า
8. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ยาบางกลุ่มมีผลต่อระบบประสาท เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาแก้แพ้บางชนิด หรือยากันชัก หากคุณทานยาเหล่านี้อยู่และมีอาการตากระตุก ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ร่วมด้วยนะคะ
9. ค่าสายตาเปลี่ยนแต่ยังใช้แว่นเดิม การทนใส่แว่นที่ค่าสายตาไม่ตรง ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ทำให้กล้ามเนื้อตาต้อง เพ่ง ตลอดเวลาเพื่อปรับโฟกัส ความพยายามนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาล้าถึงขีดสุดและเกิดอาการกระตุกได้
ตากระตุกแบบไหนต้องพบแพทย์
- กระตุกไม่หาย นานเกิน 2-3 สัปดาห์ บ่งบอกว่าเส้นประสาทอาจทำงานผิดปกติเรื้อรัง
- ไม่ใช่แค่ความล้าชั่วคราว รุนแรงจนตาปิด ไม่ใช่แค่กระตุกเบา ๆ แต่เกร็งจนเปลือกตาปิดสนิท ลืมตาลำบาก
- ลามไปจุดอื่นบนใบหน้า เริ่มจากตา แล้วลามไปที่แก้ม มุมปาก หรือลำคอ
- มีอาการทางตาร่วมด้วย เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัว มีขี้ตาผิดปกติ
- เปลือกตาตก/ใบหน้าผิดรูป หนังตาห้อยลงมา หรือควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ได้
วิธีแก้ตากระตุก
1. สูตรพักสายตา 20-20-20 สำหรับคนทำงาน ทุก ๆ 20 นาที ที่จ้องจอ ให้พักสายตามองออกไปไกล 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ร่วมกับการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์ ให้หน้าจอห่างจากตา 50-70 ซม. และขอบบนของจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย จะช่วยลดการเพ่งได้มากค่ะ
2. การประคบอุ่น ความร้อนอุ่น ๆ จะช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่หดเกร็ง วิธีทำ: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น (อุณหภูมิประมาณ 40 องศา) ประคบที่เปลือกตาครั้งละ 5-10 นาที
3. เติมแมกนีเซียมและลดคาเฟอีน ลองปรับเมนูอาหาร เพิ่มผักใบเขียว ถั่ว อัลมอนด์ กล้วย หรือธัญพืช ซึ่งอุดมด้วยแมกนีเซียม และลดปริมาณกาแฟลง หรือดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของระบบประสาท
4. ใช้น้ำตาเทียมรายวัน หากสาเหตุคือตาแห้ง การหยอดน้ำตาเทียม (แนะนำแบบรายวันที่ไม่มีสารกันเสีย) จะช่วยลดการระคายเคือง หยุดวงจรการขยี้ตา และทำให้อาการกระตุกทุเลาลงได้
อาการตากระตุกข้างขวา ส่วนใหญ่เป็นเพียงวิธีการสื่อสารของร่างกายที่บอกให้คุณ พักผ่อน และ ใส่ใจ ตัวเองให้มากขึ้นค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรม อาการก็มักจะดีขึ้นได้เอง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตากระตุกข้างขวา