JJNY : ปชน.จี้เร่งสาง 3 เรื่องเรด่วน│ส.ว.จี้ถามเร่งแลนด์บริดจ์│เทวฤทธิ์ทวง 13 คดีเหตุสลายม็อบ’53│โสมใต้ประณามโจมตีเรือ

ปชน.จี้ รัฐบาล เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน ดักคออย่าปฏิเสธเสียงประชามติจากประชาชน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5713231
.

.
ปชน.จี้  รัฐบาล เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน-ยืนยันร่างรธน-ทบทวนกฎหมายสำคัญก่อนเส้นตาย-รับรองบำนาญสูตรแคร์ ดักคออย่าปฏิเสธเสียงประชามติจากประชาชน
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาจากพรรคประชาชน ครั้งที่ 2 พร้อมแถลงส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ
.
1. อยากให้รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณารัฐสภาโดยเร็ว เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชน 21,000,000 คนได้ลงฉันทามติร่วมกันว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังนั้นข้ออ้างที่กังวลว่าหากยื่นร่างเดิมกลับมาก็ไม่ผ่านสภาอยู่ดีเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อยากให้รัฐบาลยืนยันตามเจตนารมย์ตามที่ประชาชนได้ออกเสียงประชามติไว้แล้ว
.
2. เรียกร้องให้ครม. ผ่านกฎกระทรวง รับรองบำนาญสูตร CARE ของสำนักงานประกันสังคมโดยเร็ว เพราะนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับปากกลับกลุ่มประกันสังคม ก้าวหน้า ว่าพร้อมจะผลักดัน ดังนั้นการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้จึงอยากจะเห็นความชัดเจน
.
และ 3. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายอีกหลายฉบับที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นเส้นตายวันสุดท้ายที่จะพิจารณาให้นำกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ เช่นกฎหมาย PRTR และ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อปรับชั่วโมงทำงานให้เป็นธรรม เป็นต้น จึงอยากให้ครม.มีมติในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้เพื่อนำกฎหมายค้างท่อมาพิจารณาต่อในสภา
.
เมื่อถามว่า จะติดตามการประชุม ครม. เรื่องการยืนยันส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมายังสภาอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่นิยามตัวเองว่าเป็นรัฐบาลมาจากประชาชนไม่สามารถปฏิเสธเสียงประชามติที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศได้ลงความเห็นแล้วว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ปล่อยให้กลไกในรัฐสภาตัดสินเอง ว่าร่างเดิมจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ ไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้าง ทั้งที่อาจจะมีวาระแฝงอะไรในใจบางอย่างและเป็นข้ออ้างในการปัดตกในชั้น ครม. ถ้ารัฐบาลจริงใจและเคารพเสียงประชาชนก็คงต้องนำร่างเดิมมาพิจารณาต่อในรัฐสภาชุดนี้
.

.
ส.ว.จี้ถาม รัฐบาลเร่ง แลนด์บริดจ์ แนะทำประชามติเชิงพื้นที่ รมช.คมนาคมรับโครงการใหญ่ต้องมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม https://www.matichon.co.th/politics/news_5713138
.
ส.ว. จี้ถาม รัฐบาลเร่งเดินหน้า แลนด์บริดจ์ ส่อเอื้อนายทุน แนะให้ทำประชามติเชิงพื้นที่ ด้าน รมช.คมนาคม แจงไม่ได้เร่งรัด แต่ต้องทำเพราะสถานการณ์เปลี่ยน พร้อมเดินตามขั้นตอน-เงื่อนไขกฎหมาย ยอมรับทำโครงการใหญ่ต้องมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา(ส.ว.) ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว.ตั้งถามถึงการทบทวนนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พร้อมกับแสดงความกังวลต่อผลการศึกษาที่ไม่รอบด้านและมีการตั้งคำถามพร้อมกับเป็นข้อกังวล ต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ที่พบว่าสอบตกทุกตัวชี้วัด ทั้งนี้มี 2 รายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลการศึกษาที่ขัดแย้งกัน ทำไมรัฐบาลถึงเร่งรัดดำเนินการดังกล่าว โดยนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้กับโครงการในฝัน นอกจากนั้นการผลักดันร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคใต้ (SEC)ซึ่งเป็นกฎหมายรวบอำนาจ ทั้งนี้นักลงทุนที่สนใจในโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อว่าไม่ใช่ผลตอบแทน แต่คือ สิทธิที่อยู่ในกฎหมาย SEC คือ การถอนครองที่ดิน ได้ยาว 99 ปี ทั้งที่ดินของ สปก. ราชพัสดุ
.
รัฐบาลประเมินหรือไม่ว่า หากระนองหมดโอกาสเป็นมรดกโลกจะสูญเสียมูลค่าและโอกาสเท่าใด ทั้งนี้พื้นที่ที่ถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือ ฝั่งระนอง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเป็นมดลูกของทะเล ซึ่งมีการชี้ว่าจะทำให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ที่ไม่สามาถเรียกคืนได้ หากศึกษาทางเลือกอย่างเป็นกลาง แลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่โครงการที่ดีที่สุด ขณะที่ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจนของสนข. ทั้งที่พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดพลาดหรือลดทอนทรัพยากรเพื่อให้โครงการดังกล่าวเดินหน้า ขณะที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นพบว่าบางแห่งเป็นเวทีเพื่อรับทราบเท่านั้น หากรัฐบาลคิดว่าโครงการดีจริงทำไมรัฐบาลไม่ทำประชามติเชิงพื้นที่” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
.
โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า เหตุที่ต้องพูดคุยเรื่องแลนด์บริดจ์ขณะนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมมีคำถามว่าโครงการดังกล่าวล่าช้าหรือไม่ เพราะประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย เตรียมเปิดใช้โครงการแลนด์บริดจ์แล้ว ทั้งนี้โครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่มีสิ่งที่ต้องตามมาคือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
.
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการเช่า ปัจจุบันรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าให้เช่า 99 ปี แต่ความจริงเช่าได้ไม่เกิน 99 ปี ทั้งนี้การเช่ามีระยะเวลาเริ่มต้น เช่น 50 ปี เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ลงทุน รัฐบาลจะใช้วิธี พีพีพี ให้เอกชนลงทุน ดังนั้นต้องมีเวลาให้ดำเนินการ หากผ่านไป 50 ปีพบว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ดำเนินการดูแลประชาชนไม่ได้เต็มที่ รัฐบาลไม่ต่อสัญญาได้ หากโครงการเป็นไปได้ด้วยดี ประชาชนปกติสุข ชีวิตดีขึ้นสิทธิการเช่า จะได้ต่อก่อน ไม่ใช่ว่าจะเช่าต่อ แต่เป็นสิทธิพึงได้
.
ที่บอกว่าเป็นกฎหมายรวบอำนาจอยากรวมอำนาจ เหมือน อีอีซี ขอให้พิจารณาดูว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่บังคับใช้ เช่น กฎหมายผังเมือง หากจะปรับผังสี 1 สี ต้องใช้เวลาหลายปี เพราะมีระเบียบราชการที่ไม่สามารถเร่งรัดได้ ทั้งนี้มีบทบทเรียนจาก อีอีซี ที่จะนำมาใช้ใน ใน เอสอีซี คือ มีกองทุน กำหนดอาชีพสงวน การบริหารจัดการ ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้นยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่มีผลกระทบ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการทำ คือ ทำทุกอย่างให้ครบถ้วนตามกฎหมาย และเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อลดผลกระทบ หรือ เยียวยาผลกระทบให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ดังนั้นรัฐบาลยืนยนว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้รีบร้อน หรือ เร่งรัดเกินไป แต่ทำภายใต้สถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง ไป ส่วนข้อกังวลต่างๆในร่างพ.ร.บ. เอสอีซี นั้นจะคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนมากกว่านายทุน” นายสิริพงศ์ กล่าว.
.

.
เทวฤทธิ์ ทวง 13 คดี เหตุสลายม็อบ’53 หวั่นซ้ำรอยตากใบ รมว.ยธ.แจงยิบ ย้ำไม่ปล่อยหมดอายุความ https://www.matichon.co.th/politics/news_5713334
.
‘ส.ว.เทวฤทธิ์’ จี้ถามคืบหน้าทวงความยุติธรรม 13 คดีทำร้ายปชช.-จนท. จากเหตุสลายชุมนุมปี’53 หวั่นคดีหมดอายุความ ด้าน ‘รุทธพล’ แจงผลดำเนินการ 5 กลุ่มคดี ยันให้ความเป็นธรรมตามหลัก กม. ไม่ปล่อยคดีหมดอายุความ
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. เรื่องสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 และแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความโดยที่ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถาม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
.
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า ผ่านมา 16 ปี กับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี’53 ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ผู้ชุมนุมและอาสาสมัครมนุษยธรรม และอื่นๆ รวม 94 ราย มีกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริง เอาคนผิดมาลงโทษในช่วงเวลาแรกที่มีการสลายการชุมนุม ซึ่งกระบวนการภายหลังตีบตันและล่าช้าหายไป ตั้งแต่หลังมีการทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนได้ยกขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับอาสาสมัครมนุษยธรรม สื่อมวลชน ประชาชน หรือแม้กระทั่งทหาร โดยวิธีการแสวงหาความยุติธรรมผ่านมา 16 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งตนเคยตั้งคำถามกับ รมว.ยุติธรรมคนก่อนหน้านี้ท่านตอบมาคร่าวๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้างคดีในกระบวนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 181 คดี สั่งฟ้อง 13 คดี คำสั่งไม่ฟ้อง 16 คดี คำสั่งงดการสอบสวน 140 คดี และรวมสำนวนคดี 12 คดี
.
นายเทวฤทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงอยากถามว่าสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 13 คดีดังกล่าวปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาลหรือกระบวนการยุติธรรมคำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบายแนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมนี้ขาดอายุความ เฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบ และอยากทราบว่าได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงหรือไม่
.
ด้าน พล.ต.ท.รุทธพลแจงว่า
.
1.สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนหลายคดี คร่าวๆ จำนวนทั้งสิ้น 383 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
.
กลุ่มที่ 1 คือคดีก่อการร้ายจำนวน 156 คดี กลุ่มที่ 2 บังคับรัฐบาลให้ดำเนินการใดๆ จำนวน 25 คดี กลุ่มที่ 3 คดีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 181 คดี และกลุ่มที่ 4 คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการจำนวน 21 คดี โดยกลุ่มที่ 3 เรื่องการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งหมด 13 คดี พนักงานสอบสวนโดยดีเอสไอ มีความเห็นสั่งฟ้อง และได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายแล้วเสร็จสิ้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม
.
คือกลุ่มที่ 1 คดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายจำนวน 2 คดี ซึ่งเรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาโดยออกหมายจับตามภาพ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และประกาศสืบจากผู้ต้องหาในอายุความตามกฏหมาย ผลการดำเนินการล่าสุดเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี ได้ออกหมายจับตามภาพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันเร่งรัดและติดตามจับกุมผู้ต้องหามาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ปัจจุบันคดีได้ความขาดอายุความแล้ว
.
กลุ่มที่ 2 เป็นคดีที่กล่าวหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งมีทั้งหมด 6 คดี โดยในกลุ่มนี้ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดจำนวน 6 คดี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่