ปชน.จี้ รัฐบาล เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน ดักคออย่าปฏิเสธเสียงประชามติจากประชาชน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5713231
.

.
ปชน.จี้ รัฐบาล เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน-ยืนยันร่างรธน-ทบทวนกฎหมายสำคัญก่อนเส้นตาย-รับรองบำนาญสูตรแคร์ ดักคออย่าปฏิเสธเสียงประชามติจากประชาชน
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาจากพรรคประชาชน ครั้งที่ 2 พร้อมแถลงส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ
.
1. อยากให้รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณารัฐสภาโดยเร็ว เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชน 21,000,000 คนได้ลงฉันทามติร่วมกันว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังนั้นข้ออ้างที่กังวลว่าหากยื่นร่างเดิมกลับมาก็ไม่ผ่านสภาอยู่ดีเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อยากให้รัฐบาลยืนยันตามเจตนารมย์ตามที่ประชาชนได้ออกเสียงประชามติไว้แล้ว
.
2. เรียกร้องให้ครม. ผ่านกฎกระทรวง รับรองบำนาญสูตร CARE ของสำนักงานประกันสังคมโดยเร็ว เพราะนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับปากกลับกลุ่มประกันสังคม ก้าวหน้า ว่าพร้อมจะผลักดัน ดังนั้นการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้จึงอยากจะเห็นความชัดเจน
.
และ 3. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายอีกหลายฉบับที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นเส้นตายวันสุดท้ายที่จะพิจารณาให้นำกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ เช่นกฎหมาย PRTR และ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อปรับชั่วโมงทำงานให้เป็นธรรม เป็นต้น จึงอยากให้ครม.มีมติในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้เพื่อนำกฎหมายค้างท่อมาพิจารณาต่อในสภา
.
เมื่อถามว่า จะติดตามการประชุม ครม. เรื่องการยืนยันส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมายังสภาอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่นิยามตัวเองว่าเป็นรัฐบาลมาจากประชาชนไม่สามารถปฏิเสธเสียงประชามติที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศได้ลงความเห็นแล้วว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ปล่อยให้กลไกในรัฐสภาตัดสินเอง ว่าร่างเดิมจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ ไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้าง ทั้งที่อาจจะมีวาระแฝงอะไรในใจบางอย่างและเป็นข้ออ้างในการปัดตกในชั้น ครม. ถ้ารัฐบาลจริงใจและเคารพเสียงประชาชนก็คงต้องนำร่างเดิมมาพิจารณาต่อในรัฐสภาชุดนี้
.
.
ส.ว.จี้ถาม รัฐบาลเร่ง แลนด์บริดจ์ แนะทำประชามติเชิงพื้นที่ รมช.คมนาคมรับโครงการใหญ่ต้องมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม https://www.matichon.co.th/politics/news_5713138
.
ส.ว. จี้ถาม รัฐบาลเร่งเดินหน้า แลนด์บริดจ์ ส่อเอื้อนายทุน แนะให้ทำประชามติเชิงพื้นที่ ด้าน รมช.คมนาคม แจงไม่ได้เร่งรัด แต่ต้องทำเพราะสถานการณ์เปลี่ยน พร้อมเดินตามขั้นตอน-เงื่อนไขกฎหมาย ยอมรับทำโครงการใหญ่ต้องมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา(ส.ว.) ที่มี พล.อ.
เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว.ตั้งถามถึงการทบทวนนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พร้อมกับแสดงความกังวลต่อผลการศึกษาที่ไม่รอบด้านและมีการตั้งคำถามพร้อมกับเป็นข้อกังวล ต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ที่พบว่าสอบตกทุกตัวชี้วัด ทั้งนี้มี 2 รายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลการศึกษาที่ขัดแย้งกัน ทำไมรัฐบาลถึงเร่งรัดดำเนินการดังกล่าว โดยนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้กับโครงการในฝัน นอกจากนั้นการผลักดันร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคใต้ (SEC)ซึ่งเป็นกฎหมายรวบอำนาจ ทั้งนี้นักลงทุนที่สนใจในโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อว่าไม่ใช่ผลตอบแทน แต่คือ สิทธิที่อยู่ในกฎหมาย SEC คือ การถอนครองที่ดิน ได้ยาว 99 ปี ทั้งที่ดินของ สปก. ราชพัสดุ
.
“
รัฐบาลประเมินหรือไม่ว่า หากระนองหมดโอกาสเป็นมรดกโลกจะสูญเสียมูลค่าและโอกาสเท่าใด ทั้งนี้พื้นที่ที่ถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือ ฝั่งระนอง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเป็นมดลูกของทะเล ซึ่งมีการชี้ว่าจะทำให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ที่ไม่สามาถเรียกคืนได้ หากศึกษาทางเลือกอย่างเป็นกลาง แลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่โครงการที่ดีที่สุด ขณะที่ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจนของสนข. ทั้งที่พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดพลาดหรือลดทอนทรัพยากรเพื่อให้โครงการดังกล่าวเดินหน้า ขณะที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นพบว่าบางแห่งเป็นเวทีเพื่อรับทราบเท่านั้น หากรัฐบาลคิดว่าโครงการดีจริงทำไมรัฐบาลไม่ทำประชามติเชิงพื้นที่” นาย
นรเศรษฐ์ กล่าว
.
โดยนาย
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า เหตุที่ต้องพูดคุยเรื่องแลนด์บริดจ์ขณะนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมมีคำถามว่าโครงการดังกล่าวล่าช้าหรือไม่ เพราะประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย เตรียมเปิดใช้โครงการแลนด์บริดจ์แล้ว ทั้งนี้โครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่มีสิ่งที่ต้องตามมาคือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
.
นาย
สิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการเช่า ปัจจุบันรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าให้เช่า 99 ปี แต่ความจริงเช่าได้ไม่เกิน 99 ปี ทั้งนี้การเช่ามีระยะเวลาเริ่มต้น เช่น 50 ปี เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ลงทุน รัฐบาลจะใช้วิธี พีพีพี ให้เอกชนลงทุน ดังนั้นต้องมีเวลาให้ดำเนินการ หากผ่านไป 50 ปีพบว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ดำเนินการดูแลประชาชนไม่ได้เต็มที่ รัฐบาลไม่ต่อสัญญาได้ หากโครงการเป็นไปได้ด้วยดี ประชาชนปกติสุข ชีวิตดีขึ้นสิทธิการเช่า จะได้ต่อก่อน ไม่ใช่ว่าจะเช่าต่อ แต่เป็นสิทธิพึงได้
.
“
ที่บอกว่าเป็นกฎหมายรวบอำนาจอยากรวมอำนาจ เหมือน อีอีซี ขอให้พิจารณาดูว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่บังคับใช้ เช่น กฎหมายผังเมือง หากจะปรับผังสี 1 สี ต้องใช้เวลาหลายปี เพราะมีระเบียบราชการที่ไม่สามารถเร่งรัดได้ ทั้งนี้มีบทบทเรียนจาก อีอีซี ที่จะนำมาใช้ใน ใน เอสอีซี คือ มีกองทุน กำหนดอาชีพสงวน การบริหารจัดการ ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้นยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่มีผลกระทบ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการทำ คือ ทำทุกอย่างให้ครบถ้วนตามกฎหมาย และเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อลดผลกระทบ หรือ เยียวยาผลกระทบให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ดังนั้นรัฐบาลยืนยนว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้รีบร้อน หรือ เร่งรัดเกินไป แต่ทำภายใต้สถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง ไป ส่วนข้อกังวลต่างๆในร่างพ.ร.บ. เอสอีซี นั้นจะคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนมากกว่านายทุน” นาย
สิริพงศ์ กล่าว.
.
.
เทวฤทธิ์ ทวง 13 คดี เหตุสลายม็อบ’53 หวั่นซ้ำรอยตากใบ รมว.ยธ.แจงยิบ ย้ำไม่ปล่อยหมดอายุความ https://www.matichon.co.th/politics/news_5713334
.
‘ส.ว.เทวฤทธิ์’ จี้ถามคืบหน้าทวงความยุติธรรม 13 คดีทำร้ายปชช.-จนท. จากเหตุสลายชุมนุมปี’53 หวั่นคดีหมดอายุความ ด้าน ‘รุทธพล’ แจงผลดำเนินการ 5 กลุ่มคดี ยันให้ความเป็นธรรมตามหลัก กม. ไม่ปล่อยคดีหมดอายุความ
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นาย
มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. เรื่องสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 และแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความโดยที่ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถาม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
.
นาย
เทวฤทธิ์กล่าวว่า ผ่านมา 16 ปี กับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี’53 ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ผู้ชุมนุมและอาสาสมัครมนุษยธรรม และอื่นๆ รวม 94 ราย มีกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริง เอาคนผิดมาลงโทษในช่วงเวลาแรกที่มีการสลายการชุมนุม ซึ่งกระบวนการภายหลังตีบตันและล่าช้าหายไป ตั้งแต่หลังมีการทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนได้ยกขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับอาสาสมัครมนุษยธรรม สื่อมวลชน ประชาชน หรือแม้กระทั่งทหาร โดยวิธีการแสวงหาความยุติธรรมผ่านมา 16 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งตนเคยตั้งคำถามกับ รมว.ยุติธรรมคนก่อนหน้านี้ท่านตอบมาคร่าวๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้างคดีในกระบวนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 181 คดี สั่งฟ้อง 13 คดี คำสั่งไม่ฟ้อง 16 คดี คำสั่งงดการสอบสวน 140 คดี และรวมสำนวนคดี 12 คดี
.
นาย
เทวฤทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงอยากถามว่าสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 13 คดีดังกล่าวปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาลหรือกระบวนการยุติธรรมคำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบายแนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมนี้ขาดอายุความ เฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบ และอยากทราบว่าได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงหรือไม่
.
ด้าน พล.ต.ท.
รุทธพลแจงว่า
.
1.สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนหลายคดี คร่าวๆ จำนวนทั้งสิ้น 383 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
.
กลุ่มที่ 1 คือคดีก่อการร้ายจำนวน 156 คดี กลุ่มที่ 2 บังคับรัฐบาลให้ดำเนินการใดๆ จำนวน 25 คดี กลุ่มที่ 3 คดีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 181 คดี และกลุ่มที่ 4 คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการจำนวน 21 คดี โดยกลุ่มที่ 3 เรื่องการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งหมด 13 คดี พนักงานสอบสวนโดยดีเอสไอ มีความเห็นสั่งฟ้อง และได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายแล้วเสร็จสิ้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม
.
คือกลุ่มที่ 1 คดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายจำนวน 2 คดี ซึ่งเรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาโดยออกหมายจับตามภาพ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และประกาศสืบจากผู้ต้องหาในอายุความตามกฏหมาย ผลการดำเนินการล่าสุดเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี ได้ออกหมายจับตามภาพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันเร่งรัดและติดตามจับกุมผู้ต้องหามาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ปัจจุบันคดีได้ความขาดอายุความแล้ว
.
กลุ่มที่ 2 เป็นคดีที่กล่าวหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งมีทั้งหมด 6 คดี โดยในกลุ่มนี้ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดจำนวน 6 คดี
JJNY : ปชน.จี้เร่งสาง 3 เรื่องเรด่วน│ส.ว.จี้ถามเร่งแลนด์บริดจ์│เทวฤทธิ์ทวง 13 คดีเหตุสลายม็อบ’53│โสมใต้ประณามโจมตีเรือ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5713231
.
.
ปชน.จี้ รัฐบาล เร่งสาง 3 เรื่องเร่งด่วน-ยืนยันร่างรธน-ทบทวนกฎหมายสำคัญก่อนเส้นตาย-รับรองบำนาญสูตรแคร์ ดักคออย่าปฏิเสธเสียงประชามติจากประชาชน
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาจากพรรคประชาชน ครั้งที่ 2 พร้อมแถลงส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ
.
1. อยากให้รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการพิจารณารัฐสภาโดยเร็ว เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชน 21,000,000 คนได้ลงฉันทามติร่วมกันว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังนั้นข้ออ้างที่กังวลว่าหากยื่นร่างเดิมกลับมาก็ไม่ผ่านสภาอยู่ดีเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อยากให้รัฐบาลยืนยันตามเจตนารมย์ตามที่ประชาชนได้ออกเสียงประชามติไว้แล้ว
.
2. เรียกร้องให้ครม. ผ่านกฎกระทรวง รับรองบำนาญสูตร CARE ของสำนักงานประกันสังคมโดยเร็ว เพราะนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับปากกลับกลุ่มประกันสังคม ก้าวหน้า ว่าพร้อมจะผลักดัน ดังนั้นการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้จึงอยากจะเห็นความชัดเจน
.
และ 3. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายอีกหลายฉบับที่ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นเส้นตายวันสุดท้ายที่จะพิจารณาให้นำกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ เช่นกฎหมาย PRTR และ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อปรับชั่วโมงทำงานให้เป็นธรรม เป็นต้น จึงอยากให้ครม.มีมติในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้เพื่อนำกฎหมายค้างท่อมาพิจารณาต่อในสภา
.
เมื่อถามว่า จะติดตามการประชุม ครม. เรื่องการยืนยันส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมายังสภาอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่นิยามตัวเองว่าเป็นรัฐบาลมาจากประชาชนไม่สามารถปฏิเสธเสียงประชามติที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศได้ลงความเห็นแล้วว่าอยากให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ปล่อยให้กลไกในรัฐสภาตัดสินเอง ว่าร่างเดิมจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ ไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้าง ทั้งที่อาจจะมีวาระแฝงอะไรในใจบางอย่างและเป็นข้ออ้างในการปัดตกในชั้น ครม. ถ้ารัฐบาลจริงใจและเคารพเสียงประชาชนก็คงต้องนำร่างเดิมมาพิจารณาต่อในรัฐสภาชุดนี้
.
.
ส.ว.จี้ถาม รัฐบาลเร่ง แลนด์บริดจ์ แนะทำประชามติเชิงพื้นที่ รมช.คมนาคมรับโครงการใหญ่ต้องมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม https://www.matichon.co.th/politics/news_5713138
.
ส.ว. จี้ถาม รัฐบาลเร่งเดินหน้า แลนด์บริดจ์ ส่อเอื้อนายทุน แนะให้ทำประชามติเชิงพื้นที่ ด้าน รมช.คมนาคม แจงไม่ได้เร่งรัด แต่ต้องทำเพราะสถานการณ์เปลี่ยน พร้อมเดินตามขั้นตอน-เงื่อนไขกฎหมาย ยอมรับทำโครงการใหญ่ต้องมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา(ส.ว.) ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว.ตั้งถามถึงการทบทวนนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พร้อมกับแสดงความกังวลต่อผลการศึกษาที่ไม่รอบด้านและมีการตั้งคำถามพร้อมกับเป็นข้อกังวล ต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ที่พบว่าสอบตกทุกตัวชี้วัด ทั้งนี้มี 2 รายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลการศึกษาที่ขัดแย้งกัน ทำไมรัฐบาลถึงเร่งรัดดำเนินการดังกล่าว โดยนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้กับโครงการในฝัน นอกจากนั้นการผลักดันร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคใต้ (SEC)ซึ่งเป็นกฎหมายรวบอำนาจ ทั้งนี้นักลงทุนที่สนใจในโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อว่าไม่ใช่ผลตอบแทน แต่คือ สิทธิที่อยู่ในกฎหมาย SEC คือ การถอนครองที่ดิน ได้ยาว 99 ปี ทั้งที่ดินของ สปก. ราชพัสดุ
.
“รัฐบาลประเมินหรือไม่ว่า หากระนองหมดโอกาสเป็นมรดกโลกจะสูญเสียมูลค่าและโอกาสเท่าใด ทั้งนี้พื้นที่ที่ถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือ ฝั่งระนอง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเป็นมดลูกของทะเล ซึ่งมีการชี้ว่าจะทำให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ที่ไม่สามาถเรียกคืนได้ หากศึกษาทางเลือกอย่างเป็นกลาง แลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่โครงการที่ดีที่สุด ขณะที่ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจนของสนข. ทั้งที่พื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดพลาดหรือลดทอนทรัพยากรเพื่อให้โครงการดังกล่าวเดินหน้า ขณะที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นพบว่าบางแห่งเป็นเวทีเพื่อรับทราบเท่านั้น หากรัฐบาลคิดว่าโครงการดีจริงทำไมรัฐบาลไม่ทำประชามติเชิงพื้นที่” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
.
โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า เหตุที่ต้องพูดคุยเรื่องแลนด์บริดจ์ขณะนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมมีคำถามว่าโครงการดังกล่าวล่าช้าหรือไม่ เพราะประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย เตรียมเปิดใช้โครงการแลนด์บริดจ์แล้ว ทั้งนี้โครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่มีสิ่งที่ต้องตามมาคือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
.
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการเช่า ปัจจุบันรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าให้เช่า 99 ปี แต่ความจริงเช่าได้ไม่เกิน 99 ปี ทั้งนี้การเช่ามีระยะเวลาเริ่มต้น เช่น 50 ปี เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ลงทุน รัฐบาลจะใช้วิธี พีพีพี ให้เอกชนลงทุน ดังนั้นต้องมีเวลาให้ดำเนินการ หากผ่านไป 50 ปีพบว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ดำเนินการดูแลประชาชนไม่ได้เต็มที่ รัฐบาลไม่ต่อสัญญาได้ หากโครงการเป็นไปได้ด้วยดี ประชาชนปกติสุข ชีวิตดีขึ้นสิทธิการเช่า จะได้ต่อก่อน ไม่ใช่ว่าจะเช่าต่อ แต่เป็นสิทธิพึงได้
.
“ที่บอกว่าเป็นกฎหมายรวบอำนาจอยากรวมอำนาจ เหมือน อีอีซี ขอให้พิจารณาดูว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่บังคับใช้ เช่น กฎหมายผังเมือง หากจะปรับผังสี 1 สี ต้องใช้เวลาหลายปี เพราะมีระเบียบราชการที่ไม่สามารถเร่งรัดได้ ทั้งนี้มีบทบทเรียนจาก อีอีซี ที่จะนำมาใช้ใน ใน เอสอีซี คือ มีกองทุน กำหนดอาชีพสงวน การบริหารจัดการ ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้นยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่มีผลกระทบ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการทำ คือ ทำทุกอย่างให้ครบถ้วนตามกฎหมาย และเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อลดผลกระทบ หรือ เยียวยาผลกระทบให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ดังนั้นรัฐบาลยืนยนว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้รีบร้อน หรือ เร่งรัดเกินไป แต่ทำภายใต้สถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง ไป ส่วนข้อกังวลต่างๆในร่างพ.ร.บ. เอสอีซี นั้นจะคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนมากกว่านายทุน” นายสิริพงศ์ กล่าว.
.
.
เทวฤทธิ์ ทวง 13 คดี เหตุสลายม็อบ’53 หวั่นซ้ำรอยตากใบ รมว.ยธ.แจงยิบ ย้ำไม่ปล่อยหมดอายุความ https://www.matichon.co.th/politics/news_5713334
.
‘ส.ว.เทวฤทธิ์’ จี้ถามคืบหน้าทวงความยุติธรรม 13 คดีทำร้ายปชช.-จนท. จากเหตุสลายชุมนุมปี’53 หวั่นคดีหมดอายุความ ด้าน ‘รุทธพล’ แจงผลดำเนินการ 5 กลุ่มคดี ยันให้ความเป็นธรรมตามหลัก กม. ไม่ปล่อยคดีหมดอายุความ
.
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. เรื่องสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 และแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความโดยที่ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถาม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
.
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า ผ่านมา 16 ปี กับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี’53 ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ผู้ชุมนุมและอาสาสมัครมนุษยธรรม และอื่นๆ รวม 94 ราย มีกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริง เอาคนผิดมาลงโทษในช่วงเวลาแรกที่มีการสลายการชุมนุม ซึ่งกระบวนการภายหลังตีบตันและล่าช้าหายไป ตั้งแต่หลังมีการทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนได้ยกขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับอาสาสมัครมนุษยธรรม สื่อมวลชน ประชาชน หรือแม้กระทั่งทหาร โดยวิธีการแสวงหาความยุติธรรมผ่านมา 16 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งตนเคยตั้งคำถามกับ รมว.ยุติธรรมคนก่อนหน้านี้ท่านตอบมาคร่าวๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้างคดีในกระบวนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 181 คดี สั่งฟ้อง 13 คดี คำสั่งไม่ฟ้อง 16 คดี คำสั่งงดการสอบสวน 140 คดี และรวมสำนวนคดี 12 คดี
.
นายเทวฤทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงอยากถามว่าสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 13 คดีดังกล่าวปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาลหรือกระบวนการยุติธรรมคำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบายแนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมนี้ขาดอายุความ เฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบ และอยากทราบว่าได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงหรือไม่
.
ด้าน พล.ต.ท.รุทธพลแจงว่า
.
1.สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนหลายคดี คร่าวๆ จำนวนทั้งสิ้น 383 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
.
กลุ่มที่ 1 คือคดีก่อการร้ายจำนวน 156 คดี กลุ่มที่ 2 บังคับรัฐบาลให้ดำเนินการใดๆ จำนวน 25 คดี กลุ่มที่ 3 คดีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 181 คดี และกลุ่มที่ 4 คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการจำนวน 21 คดี โดยกลุ่มที่ 3 เรื่องการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งหมด 13 คดี พนักงานสอบสวนโดยดีเอสไอ มีความเห็นสั่งฟ้อง และได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายแล้วเสร็จสิ้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม
.
คือกลุ่มที่ 1 คดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายจำนวน 2 คดี ซึ่งเรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาโดยออกหมายจับตามภาพ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และประกาศสืบจากผู้ต้องหาในอายุความตามกฏหมาย ผลการดำเนินการล่าสุดเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี ได้ออกหมายจับตามภาพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันเร่งรัดและติดตามจับกุมผู้ต้องหามาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ปัจจุบันคดีได้ความขาดอายุความแล้ว
.
กลุ่มที่ 2 เป็นคดีที่กล่าวหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งมีทั้งหมด 6 คดี โดยในกลุ่มนี้ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดจำนวน 6 คดี