JJNY : ชาวนาสุรินทร์ ลังเลจะไปต่อ│MOU ช่วย'นักข่าว'สู้คดีถูกฟ้อง│ศาลชี้ “ภาษีทรัมป์” 10% ไร้เหตุผล│ฝนถล่มยับ 76 จว.

ชาวนาสุรินทร์ เจอพิษน้ำมันแพง ลังเลจะไปต่อหรือพอแค่นี้ วอนรัฐบาลช่วย หากราคาต่ำคงได้แต่ฟางให้ควายกิน
https://ch3plus.com/news/social/morning/462479
.

.
ชาวนา จ.สุรินทร์ ลังเลจะทำนาต่อหรือจะพอแค่นี้ หลังเจอพิษน้ำมันแพง ทำต้นทุนชาวนาพุ่งสูง แบกรับค่ารถไถ-ปุ๋ยและพันธุ์ข้าวเพิ่ม วอนรัฐบาลทำราคาข้าวตอนเกี่ยว 14-15 บาท หากต่ำกว่านี้คงได้แต่ฟางให้วัว-ควายได้กิน
.
สุรินทร์ วันที่ 7 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นอยู่ที่ลิตรละ 40 กว่าบาทเวลานี้ ส่งผลทำให้เกษตรกรชาวนาลังเลที่จะลงมือทำการไถ-หว่านข้าว เนื่องจากต้นทุนทั้งค่าไถนา ปุ๋ย และค่าพันธุ์ข้าว มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุนทำนาในปีนี้ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาที่บ้านตะบัล(คุ้มหนองไทร) ม.7 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยปกติในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี จะพบเกษตรกรชาวนาในพื้นที่นี้ ลงมือทำการไถ-หว่านข้าวกันแล้ว ซึ่งแตกต่างจากปีนี้ที่พบว่าท้องทุ่งนาเงียบสนิท ไร้วี่แววของการทำนา พบมีเพียงวัว-ควาย ที่แทะเล็มหญ้าอยู่ตามทุ่งนา ทั้งที่ฟ้าฝนได้ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้
.
จากการสอบถามนายสายัน อายุ 48 ปี ชาวบ้านตะบัล เปิดเผยว่า กำลังรอดูว่าจะทำหรือไม่ทำดี เพราะค่าใช้จ่ายในการทำนาปีนี้แพงมาก ถ้าเป็นแบบนี้ชาวนาอยู่ยาก ปกติทุกปีนาแถวนี้หว่านไถกันหมดแล้ว พอมาปีนี้ค่ารถไถรวมค่าปั่นตกไร่ละ 500-600 บาท ค่าปุ๋ยขึ้นเป็นกระสอบละ 1,200 บาทจากเดิม 800-900 บาท พันธุ์ข้าวก็แพง ต้นทุนทำนาแพงทุกอย่าง ไหนจะค่าเช่านาอีกไร่ละหนึ่งพันบาท ทั้งหมด 33 ไร่ก็ตก 33,000 บาทแล้ว ปีที่ผ่านมาลงทุนไปหนึ่งแสนต้นๆ ได้ข้าว 8 ต้น ทำขาดทุนไป 4 หมื่นกว่าบาท ข้าวดีดข้าวนกมันเยอะมากปีที่แล้วไม่อย่างนั้นก็พอมีเปอร์เซ็นต์ได้อยู่บ้าง ต้นทุนที่แพงขึ้นในปีนี้ก็สืบเนื่องมาจากน้ำมันที่แพงขึ้นจากเดิม 30 บาทตอนนี้อยู่ที่ 41 บาท ปีที่แล้วทั้งไถทั้งปั่นไร่ละ 400 กว่าบาทเอง หลายคนก็เลยรอดูเรื่องค่าใช้จ่ายและต่างบ่นว่าทำไปไม่รู้จะได้อะไร เพราะตอนเกี่ยวขายข้าวได้กิโลกรัมละ 10-11 บาทมันไม่คุ้ม ถ้าราคาขาย 14-15 บาทเกษตรกรก็ยังพออยู่ได้
.
ตอนนี้หลายคนก็เลยยังชั่งใจอยู่ว่าจะทำหรือไม่ทำดี ขนาดทำนาช่วงปกติก็ยังขาดทุน แล้วมาปรับขึ้นราคาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกยิ่งจะซ้ำเติมกันเข้าไปอีก ทำไปก็คงได้แต่ฟางให้วัว-ควายกินเท่านั้น ปีที่แล้วขาดทุนไม่พอ ฟางก็ยังไม่ได้อีกเพราะถูกน้ำท่วมหมด อยากให้รัฐบาลช่วยในเรื่องของราคาข้าวช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตตอนเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ให้มีราคาอยู่ที่ 14-15 บาท ราคานี้เกษตรกรก็ยังพออยู่ได้ ไม่ใช้ตอนเกี่ยว กก.ละ 11 บาท แล้วมาขึ้นตอนเดือนพฤษภาคม แล้วเกษตรกรจะมีข้าวที่ไหนมาขาย เพราะเขาขายไปหมดแล้ว ถ้าราคาปุ๋ยกระสอบละ 800-900 บาทก็ยังพออยู่กันได้ ตนทำนา 33 ไร่ ใช้ปุ๋ยไปประมาณ 25 กระสอบ เราลงทุนไปเยอะทำไปก็มีแต่ขาดทุน ความเสี่ยงก็เยอะไหนจะเรื่องของฝนแล้งหรือน้ำท่วมอีก แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่รู้จะเอาข้าวที่ไหนมากิน ซื้อเขาก็ไม่ไหวเหมือนกัน เลยต้องสู้ทำเผื่อได้ข้าวไว้กินบ้าง นายสายัน กล่าว...
.

.
สภาทนายความ - 6องค์กรสื่อ MOU ช่วย'นักข่าว'สู้คดีถูกฟ้อง ป้องคุกคามสิทธิตรวจสอบข้อเท็จจริง
https://www.isranews.org/article/isranews-news/146802-law.html
.
'สภาทนายความ' จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย 'นักข่าว' สู้คดีถูกฟ้อง ป้องคุกคามสิทธิตรวจสอบข้อเท็จจริงปราศจากความกังวล
.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
.
วันนี้ (​7 พฤษภาคม 2569) สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและส่งเสริมวิชาการแก่สื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตแต่กลับถูกฟ้องร้องคุกคามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สื่อมวลชนทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยปราศจากความหวั่นกลัว
.
​พิธีลงนามครั้งนี้มีขึ้นที่สภาทนายความ โดยความร่วมมือระหว่าง นายธนพล คงเอี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนจาก 6 องค์กรสื่อ นำโดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธาน​สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พร้อมด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องการรับความช่วยเหลือ ด้านการดำเนินอรรถคดีและการส่งเสริมทางวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือ ประสานงาน ส่งเสริมและช่วยเหลือสื่อมวลชนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการดำเนินคดีตามกฎหมายและการร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวั่นกลัวต่อการคุกคามสิทธิ และปราศจากความวิตกต่อการปฏิบัติงาน
.
สำหรับเจตนารมณ์ของความร่วมมือสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนภาพที่แท้จริงแก่ประชาชนเพื่อช่วยในการคิดและตัดสินใจต่อการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง บางกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยสุจริต อาจไปกระทบหรือโต้แย้งต่อสิทธิบุคคลหรือองค์กรอื่นที่สูญเสียผลประโยชน์ อาจทำให้เกิดการแทรกแซง ถูกคุกคาม ข่มขู่ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจใช้ช่องทางกระบวนการยุติธรรมฟ้องร้องสื่อมวลชนให้หยุดการเสนอข่าว หรือฟ้องคดีเพื่อข่มขู่ตัวผู้สื่อข่าวหรือบุคคลในกองบรรณาธิการข่าวให้เกิดความกลัว ให้หยุดหรือชะลอการเสนอข่าว หรือเสนอให้เบาลงหรือบิดเบือนไป หรือในอีกด้านหนึ่ง
.
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวอาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่ปัญหาคดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีปกครอง ฯลฯ เมื่อเขาเหล่านั้นถูกดำเนินคดี ย่อมเกิดความวิตกกังวล เรื่องการคิดต่อสู้คดี การเตรียมคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโทษที่อาจจะได้รับฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางสำนักงานสื่อฯ อาจปล่อยปละให้ผู้สื่อข่าวดำเนินคดีโดยลำพัง หรือเกิดคดีความเมื่อถูกเลิกจ้างไปแล้วโดยไม่มีรายได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน จนอาจส่งผลกระทบไปยังเพื่อนร่วมวิชาชีพ ให้หวั่นวิตกถึงอนาคตการทำงานตามไปด้วย
.
ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง 7 องค์กรในครั้งนี้ จึงมีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต แต่ถูกดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ในชั้นศาล ในทุกกฎหมาย รวมทั้งคดีที่เกี่ยวพันกัน
.
สาระสำคัญของความร่วมมือมีดังนี้
.
1. ช่วยเหลือผู้ประกอบวิชาชีพนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ตลอดจน 6 องค์กรสื่อ ซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ เมื่อถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต รวมถึงคดีที่เกี่ยวพันกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้เปล่าตลอดทุกชั้นศาล ยกเว้นการเสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นจากองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้
2. ช่วยเหลือสนับสนุนด้านการดำเนินคดี เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ตลอดจนหกองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง อาญา ปกครอง โดยให้เปล่าตลอดในชั้นสอบสวน ทุกชั้นศาล ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นจากองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้
3. สนับสนุนด้านการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่สื่อมวลชน
4. สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการประชาสัมพันธ์ด้านกิจกรรมต่างๆ ระหว่างสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
.
โดยบันทึกข้อตกลงนี้มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สิ้นสุดวันที่ 7 พฤษภาคม 2573
.

.
ศาลสหรัฐชี้ “ภาษีทรัมป์” 10% ไร้เหตุผล แต่ไม่ได้สั่งระงับ ปูทางยื้อถึงฎีกา
https://www.dailynews.co.th/news/5843778/
.
ศาลการค้าของสหรัฐพิพากษามาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวทั่วโลกในอัตรา 10% "ไม่ชอบธรรม" อย่างไรก็ตาม การที่ศาลไม่ได้สั่งระงับ ทำให้ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ยังต้องจ่ายภาษีต่อไปจนครบกำหนดถึงเดือน ก.ค. นี้ แต่หลังจากนั้น คาดการณ์ว่า ทำเนียบขาวจะมีมาตรการใหม่ออกมา
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ว่าศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ มีมติเสียงข้างมาก 2 ต่อ 1 พิพากษาว่า การที่รัฐบาลชองประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกเก็บภาษีศุลกากรชั่วคราวทั่วโลกที่ 10% นั้น “ไม่มีเหตุผลอันสมควร
.
ศาลระบุว่าทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากกฎหมายนี้อนุญาตให้เก็บภาษีในอัตราไม่เกิน 15% ได้นาน 150 วัน เฉพาะในกรณีที่เกิด “วิกฤติดุลชำระเงินรุนแรง” หรือเพื่อป้องกันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรุดตัว แต่ศาลเห็นว่า การขาดดุลการค้าที่ทรัมป์อ้างถึงนั้นไม่ใช่กรณีที่กฎหมายนี้ครอบคลุม
.
แม้ศาลจะมองว่า การเก็บภาษีนี้ไม่ชอบธรรม แต่ปฏิเสธที่จะสั่งระงับเป็นการทั่วไป ตามคำร้องของรัฐบาล 24 รัฐ ส่งผลให้ผู้นำเข้ารายอื่น ๆ ยังคงต้องจ่ายภาษีตามอัตรานี้ต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดไปเองในวันที่ 24 ก.ค. นี้ หรือจนกว่าผลการอุทธรณ์จะสิ้นสุด
.
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าคาดการณ์ไปในทางเดียวกัน ว่ารัฐบาลทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ในชั้นศาลยืดเยื้อไปถึงศาลอุทธรณ์ภาคและศาลฎีกา และหลังครบกำหนดการเก็บภาษีในวันที่ 24 ก.ค. ที่จะถึง หลังจากนั้น รัฐบาลอาจเปลี่ยนไปใช้ มาตรา 301 เพื่อเก็บภาษีแบบถาวรแทน
.
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังมองว่า สหรัฐไม่ได้เผชิญกับวิกฤติดุลชำระเงินตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะยังคงสามารถเข้าถึงตลาดการเงิน และไม่มีต้นทุนการกู้ยืมระหว่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ การนำมาตรา 122 มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ.
.
https://twitter.com/CNN/status/2052527663634383249
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่