ทนายปีศาจ (สปอยล์) เผื่อใครสงสัยว่าทำไมเมฆถึง “เปลี่ยนคำให้การ”

เผื่อใครสงสัยว่าทำไมเมฆถึง "เปลี่ยนคำให้การ"
.
*** อาจจะยาวไปหน่อย ค่อย ๆ อ่านแล้วคิดตามนะ
.
== เหตุการณ์ที่อัยการฟ้อง ==
.
- เมฆขับรถจากกรุงเทพฯ ไปที่บ้านเตเพื่อลงมือฆ่xเต และได้ใช้ไม้กอลฺ์ฟตีหัวเตหลายครั้งจนเสียชีวิต
.
- มูลเหตุจูงใจคือทั้งสองมีปัญหากันเรื่องผู้หญิง (อัง) รวมไปถึงคดีโรงงานขยะที่ทั้งสองคนนี้มาเกี่ยวข้อง
.
- อัยการฟ้องเมฆในฐานความผิดฆ่xผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว สาเหตุที่เป็นไตร่ตรองไว้ก่อนเพราะในเมื่อมีการขับรถมานั่นหมายความว่า "ตั้งใจ" ที่จะลงมือมาแต่แรก (ฆ่xแบบใจเย็น ความผิดสูงกว่า) เลยเป็นไตร่ตรอง
.
== การต่อสู้คดีครั้งที่ 1 ของเมฆ ==
.
- เนื่องจากเมฆเป็นทนายที่สู้คดีด้วย "ความจริง" ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เชื่อมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น ชั้นสอบสวนจึงให้การกับตำรวจตามสิ่งที่เกิดขึ้น
.
- เมฆยืนยันว่าไม่ได้ใช้ไม้กอล์ฟตีหัวเตจนตาย แต่เป็นเนอู สาวชาวพม่าที่เตรับมาเป็นแคทดี้ในบ้าน
.
- สาเหตุที่เนอูตีหัวเตเพราะเตใช้ปืนยิงเนอูแต่ไม่ตายและลุกขึ้นมาใช้ไม้กอล์ฟฟาดหัวเต หยิบปืนแล้วหนีไป
.
- เตยิงเนอูเพราะเนอูถือเป็น "พยานคนสำคัญ" ในคดีบนเรือของอนันต์ที่รวมเหล่าพรรคร่วมรัฐบาล บุคคลสำคัญ รวมถึง "อัง" เอาไว้
.
== หากเมฆสู้คดีตาม "ความจริง" จะเกิดอะไรขึ้น ==
.
1.) ในที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด การจะยืนยันความจริงของเมฆจึงต้องอาศัยพยานแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เกิดเหตุ ตลอดจน "พยานบุคคล"
.
2.) พยานบุคคลคนสำคัญคือ "รปภ." ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเบิกความเข้าข้างฝั่งของอนันต์ และยืนยันว่าเขาเห็นเมฆยกไม้กอล์ฟตีเตหลายครั้ง
.
3.) การที่เมฆจะอ้าง "เนอู" ว่าเป็นบุคคลที่ 3 ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นคนที่ใช้ไม้ตีเต เป็นคนที่โดนเตยิงปืนใส่ และเป็นคนที่หนีไปพร้อมกับปืนของเต
.
การกล่าวอ้างนี้ของเมฆ ในมุมของศาลนับเป็นการกล่าวอ้างที่ "เลื่อนลอย" ปราศจากหลักฐานใด ๆ มาสนับสนุนน้ำหนัก เมฆไม่มีตัวของบุคคลที่ 3 ไม่สามารถพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของเนอู รวมถึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีปืนอยู่ในที่เกิดเหตุจริง ๆ
.
หากเมฆสู้เพียงแค่นี้ศาลจะต้องเชื่อหลักฐานฝั่งอัยการว่ามีน้ำหนักมากกว่า และฝั่งจำเลยไม่สามารถหักล้างได้ ศาลย่อมไม่เชื่อการกล่าวอ้างลอย ๆ ของฝั่งเมฆแน่นอน
.
4.) เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด ประกอบกับ "ความสัมพันธ์" ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างเมฆ กับเต ย่อมต้องเชื่อว่าเมฆเป็นคนที่ลงมือโดยปราศจากข้อสงสัย
.
== สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ==
.
ก่อนวันพิจารณาคดี มีเหตุการณ์ "สำคัญ" เกิดขึ้นสองเหตุการณ์
.
1.) "อัง" เปิดเผยความลับทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์บนเรือ พูดถึงเหยื่อซึ่งเป็นพี่สาวของเนอู รวมไปถึงการปกปิดความผิดของคนบนเรือ ซึ่งมีอนันต์เกี่ยวข้องด้วย
.
2.) น้องชายของเนอูมี "ปืนของอนันต์" ที่เนอูวางทิ้งไว้ และได้ใช้ปืนนั้นไปยิงป๋าชัย และปืนดังกล่าวตรวจพบแล้วเป็นชื่อของอนันต์
.
สิ่งสำคัญคือทั้งสองคดีนี้ปรากฎบน "หน้าจอสื่อ" ทั้งคู่
.
== เกมพลิก ==
.
เราจะมาพลิกไปทีละประเด็น
.
1.) การยืนยันถึงการมีตัวตนของ "เนอู" และ "ปืน"
.
ปืนของอนันต์ถูกพบ ทั้งยังปรากฎ DNA ที่ตรงกันกับสร้อยข้อมือของเนอู ทั้งยังมีน้องชายของเนอูมาเบิกความยืนยันเรื่องราวดังกล่าว
.
และแม้อัยการจะถามค้านว่า DNA สามารถเพิ่มมาทีหลังได้ หรือบอกว่าน้องชายแต่งเรื่อง แต่ประเด็นนี้ทำให้คำกล่าวอ้างของเมฆนั้นไม่ "เลื่อนลอย" อีกต่อไป ซึ่งเริ่มเกิดข้อสงสัยในตัวศาลแล้วว่า เนอูมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ?
.
2) ทำลายความสัมพันธ์ระหว่าง "เมฆ" และ "เต"
.
อัยการตั้งข้อสงสัยถึงความสัมพันธ์ที่โกรธแค้นกันระหว่างสองคนนี้ และหากเมฆทำลายตรงนี้ไม่ได้ มันจะเป็นเหตุผลประกอบที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าเมฆลงมือจริง ๆ
.
เมฆจึงต้องเบิกความไปในแนวทางที่ว่า "ผมกับเตเป็นเพื่อนสนิทกัน" และแม้มันจะไม่ใช่ความจริง แต่ "คนตายพูดไม่ได้"
.
สิ่งที่ทำให้คำพูดของเมฆมีน้ำหนัก นั่นคือสิ่งที่ "อัง" ได้ทำลงไป
.
อังระเบิดตัวเองพร้อมกับคนอื่น ๆ พูดถึงเหตุการณ์บนเรือ มันทำให้การเชื่อมโยงทุกอย่างของเมฆดูสมเหตุสมผล นั่นคือ
.
การที่เมฆบอกว่าสนิทกับเตมาก ซึ่งเตก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่บนเรือ รวมไปถึงอังอดีตแฟนเก่าเมฆด้วย สาเหตุที่เมฆขับรถไปบ้านเตเพราะเนอูซึ่งเป็นพยานสำคัญบนเรือจะแฉ เตอยากให้เมฆช่วยเรื่องนี้จึงโทรหาเมฆ และด้วยความที่เป็นเพื่อนสนิท + แฟนเก่าอาจถูกแฉ เมฆจึงต้องไปหาเต
.
เหตุผลตรงนี้ทำลายน้ำหนักของฝั่งอัยการที่บอกว่าเมฆขับรถไปหาเตเพื่อต้องการจะฆ่xเต ให้เปลี่ยนเป็น เมฆไปบ้านเตเพราะจะสังหารเนอู
.
ถ้าเมฆบอกว่า “ผมแค่ไปหาเพื่อนเฉย ๆ แล้วแจ็กพอตเจอเนอูฆ่xเตพอดี” ศาลอาจจะมองว่าฟังไม่ขึ้น และดูบังเอิญเกินไป
.
การยอมรับว่าร่วมมือกันพยายามสังหารเนอูมันคือการสร้าง "แรงจูงใจร่วม" ที่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ศาลเชื่อว่า ทำไมเมฆต้องยอมขับรถไปหาเตด่วนขนาดนั้นในตอนกลางคืน ก็เพราะพวกเขามีผลประโยชน์ร่วมกันในการ "ปิดปากพยานปากเอก (เนอู)" เพื่อปกป้องทั้งเต ปกป้องอัง (แฟนเก่า) และปกป้องคนบนเรือ
.
มิหนำซ้ำยังได้โยนความผิด (ทางศีลธรรม) ไปให้อนันต์ด้วย โดยการบอกว่าสงสารเตที่ต้องโดนพ่อบังคับ (ซึ่งจริง ๆ อิเตมันก็เลวไม่ต่างจากพ่อ)
.
3.) ปิดเกม
.
ถ้ายืนยันตามคำให้การเดิม รปภ. (ซึ่งเป็นคนของอนันต์) จะเบิกความนิ่งมากว่า “เห็นเมฆตีเต” แต่พอเกมพลิก มีเรื่องปืนของอนันต์โผล่มา มีเรื่องเนอูโผล่มา การที่เมฆผูกเรื่องว่าตัวเองเข้าไปพัวพันในการอุ้ม/ปิดปากเนอู มันจะลากให้ คดีบนเรือของอนันต์ กลายเป็นสปอตไลท์หลักทันที
.
หากฝั่งอนันต์หรือรปภ. จะโกหกต่อ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (DNA ของเนอู และปืนของอนันต์ที่ใช้ยิงป๋าชัย) มันจะย้อนกลับไปตบหน้าฝั่งอนันต์เอง จนศาลเกิด "ข้อสงสัยตามสมควร"
.
ในทางกฎหมายอาญา ถ้าศาลสงสัย แม้เพียงนิดเดียวว่าจำเลยอาจไม่ได้ทำ ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย แล้วยกฟ้องครับ
.
พูดง่าย ๆ ก็คือ เมฆยอมรับบทเป็น "คนเลวที่ร่วมมือพยายามฆ่xพยาน" เพื่อสลัดคราบ "ฆาตกรที่ฆ่xเพื่อนตัวเอง" ออกไป เพราะในเกมศาลตอนนี้ คดีหลังน่ากลัวกว่า และการยอมรับบทแรก มันทำให้เรื่องเล่าทั้งหมดสมบูรณ์จนอัยการหาช่องเจาะไม่ได้
.
== การที่เมฆยอมรับว่าพยายามฆ่xเนอู จะทำให้โดนอีกคดีไหม ==
.
ศาลในคนี้ "ลงโทษ" เมฆข้อหาพยายามฆ่xเนอูไม่ได้
.
เนื่องจาก อัยการฟ้องเมฆในข้อหา "ฆ่xเตโดยไตร่ตรองไว้ก่อน" เท่านั้น ต่อให้เมฆจะพูดกลางศาลว่า "ผมร่วมมือกับเตพยายามจะยิงเนอูครับ" ศาลก็ไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษเมฆในข้อหาพยายามฆ่xเนอูได้ในคดีนี้
.
ตามกฎหมายมีหลักการสำคัญคือ "ห้ามพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" ในเมื่ออัยการไม่ได้ฟ้องข้อหาพยายามฆ่xเนอูเข้ามา ศาลในคดีนี้ทำได้เต็มที่คือ ยกฟ้องเมฆ
.
แล้วแบบนี้เมฆจะโดนตั้งข้อหาใหม่เลยไหม ?
.
จริง ๆ "ทำได้" แต่สำหรับเคสนี้คือ "ยากมาก" ครับ
.
ศาลจะลงโทษจำเลยด้วยคำรับสารภาพของจำเลยเองลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบไม่ได้ ในเคสนี้แม้เมฆจะยอมรับว่ายิงเนอู (ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้ยิง) ก็ไม่ทำให้เมฆตกเป็นจำเลย หรือโดนตำรวจตั้งข้อหาแต่อย่างใด
.
อย่างมากตำรวจทำได้แค่ตั้งสำนวนในการสอบสวน แจ้งเมฆเป็นผู้ต้องหา แต่ที่สำคัญสุดคือ "เนอู" ที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง
.
ในเมื่อไม่มีเนอูมาให้ตำรวจสอบปากคำเพื่อยืนยันว่าถูกยิงจริง ถูกปล้นปืนจริง ไม่มีรายงานการตรวจร่างกายจากแพทย์ว่าถูกยิง สำนวนของตำรวจจะกลายเป็น "สำนวนที่ไร้น้ำหนัก" มีเพียงแค่คำพูดของเมฆคนเดียว
.
เมื่อตำรวจส่งสำนวนที่กลวง ๆ นี้ไปให้อัยการ อัยการตรวจดูแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานมีแค่คำสารภาพลอย ๆ ของเมฆ โดยไม่มีตัวผู้เสียหาย (เนอู) มายืนยัน และไม่มีหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์รองรับว่าเมฆยิงเนอูจริง ๆ (เพราะในความจริงเมฆไม่ได้ยิง) สุดท้าย อัยการก็จะมีคำสั่ง "เด็ดขาดไม่ฟ้อง" อยู่ดี เพราะฟ้องไปศาลก็ยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอ
.
.
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เมฆทำทั้งหมดคือการกลืนอุดมการณ์ที่ตัวเองยึดถือ เพื่อแลกมาด้วยความยุติธรรมในรูปแบบที่ตัวเขาเองไม่เคยเชื่อมาก่อน

ที่มา : facebook Justman

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่