เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ | เดลินิวส์
„เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.พ. มีการตัดสินคดีที่สังคมจับตามองอยู่คดีหนึ่ง คือ คดีปัญหาค่าโฆษณาบริษัทไร่ส้ม ที่ต้องจ่ายให้กับ อสมท. วันพฤหัสที่ 3 มีนาคม 2559 เวลา 9:00 น. เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.พ. มีการตัดสินคดีที่สังคมจับตามองอยู่คดีหนึ่ง คือ คดีปัญหาค่าโฆษณาบริษัทไร่ส้ม ที่ต้องจ่ายให้กับ อสมท. ซึ่งว่ากันว่า มีการติดสินบนเจ้าพนักงานให้ลงราคาค่าโฆษณาผิด ทำให้ อสมท.เสียส่วนแบ่งให้บริษัทเอกชนไปร่วม 138 ล้านบาท หนึ่งในจำเลยคือ “นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา” ที่เขาเรียกตัวเองเป็นกรรมกรข่าว ผลการตัดสินคดี รายละเอียดในคดีว่าอย่างไร คงไม่หยิบยากมาพูดถึงในนี้อีก เพราะเขาก็แชร์กันไปค่อนเมืองแล้ว ความที่นายสรยุทธเป็นคนดัง จึงมีทั้งคนห่วงใย คนสมน้ำหน้า คนที่คิดว่า ผลคดีมีความชอบธรรมแล้ว ...คนดังเป็นกลุ่มที่ได้รับอภิสิทธิ์ทางสังคมสูง เมื่อมีปัญหา ก็มี“ภาษีสังคม”ที่ต้องจ่ายเยอะกว่าชาวบ้านร้านช่อง มีคนเรียกร้องให้ออกมาแสดงสปิริตมากมาย และเฝ้าจับตาดูการทำงานนัยว่า “ดูซิ..ศาลตัดสินแล้วยังมาออกหน้าจออีกไหม” ปรากฏว่า แกก็มาทำงานฮะท่านผู้ชม โดยบอกเรื่องคดีตัวเองสั้นๆ แค่ว่า เคารพกระบวนการศาลและยืนยันจะสู้ต่อไปจนถึงที่สุด ช่องสามเองก็มีมติอุ้ม บอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดก่อนร่วมงานกัน คดียังไม่สิ้นสุด และที่ผ่านมา ก็ถือว่า ทำงานเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักหรอกมตินี้ เพราะว่า เอาจริงๆ นายสรยุทธนี่ เป็น“แม่เหล็ก”สำคัญของฝ่ายข่าวช่องสาม ได้ข่าวรายการที่เขาจัดค่าโฆษณานาทีละสามแสนแน่ะ ( ช่องอื่นมองกันตาปริบ ๆ ) เรื่องธุรกิจมันสำคัญ เพราะองค์กรสื่อเป็นองค์กรแสวงหากำไร ถ้าเป็นสื่อของรัฐก็ว่าไปอย่างเนาะ ขณะที่กองเชียร์ก็ยืนยันว่า กรรมกรข่าวคนโปรดมีสิทธิ์สู้คดีในอีกสองศาล อย่าด่วนสรุปว่าแกผิด เพราะเกิดศาลสูงกลับคำพิพากษาขึ้นมา กลายเป็นการลงโทษหรือตีตราคนบริสุทธิ์ไป จะทำไงล่ะ ? แล้วก็แถไปเหน็บคนอื่นว่า รับเงินค่าหัวคิวเอาไปบริจาคแล้ว ไม่ผิด รุกที่ป่าสงวนคืนที่ดินแล้วไม่ผิด พระเอาเงินไปซื้อที่ แต่คืนวัดแล้ว ก็ไม่ผิด ( ดังนั้น เมื่อเขาคืนเงินส่วนที่มีปัญหาให้ อสมท.แล้วก็จะเอาอะไรกันอีก ? ) ก็ไม่เอาไงกันอีก เอาที่สบายใจแล้วกัน ... พอเกิดเรื่องนี้ก็คิดเล่นๆ ไปถึงทฤษฎีบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน การทำสื่อมวลชนยุคแรกๆ เป็นยุคเสรีนิยม ที่สื่อมีอิสระในการนำเสนอข่าวมาก จนเสรีภาพสื่อนั้นอาจไปล่วงละเมิดใคร ไปจนถึงชี้นำสังคมไปในทางที่ผิดเอาได้ง่ายๆ สื่อมวลชนยุคแรกๆ มีผลต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของประชาชนสูง เมื่อเห็นว่าเสรีภาพมันจะเกินขอบเขตเอา ก็มาสังคายนากันใหม่ กลายเป็นชุดทฤษฎี “ความรับผิดชอบทางสังคม” กล่าวคือ มีการกำหนดให้สื่อมวลชนเป็น“วิชาชีพ” อันหมายถึง อาชีพที่มีผลกระทบต่อสังคม และต้องมีประมวลจริยธรรมแห่อาชีพมาบังคับใช้ ( อาชีพที่จัดให้เป็นวิชาชีพ อาทิ หมอ นักกฎหมาย ผู้สอบบัญชี ครู ) เพื่อเป็นเข็มทิศในการทำงาน ให้มีการชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้องและไม่ล่วงละเมิดใคร เมื่อสื่อทำความผิดตามประมวลจริยธรรม ก็ต้องมีการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เขาเรียกว่า “แสดงสปิริต”เพราะมันไม่ใช่สภาพบังคับให้ต้องรับผิดชอบ แต่มันเป็นเรื่องแห่งมโนสำนึกของแต่ละคน ที่จะยอมรับและแสดงออกซึ่งการสำนึกผิดหรือไม่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็จัดให้มีประมวลจริยธรรมของสื่อ ลองไปหาอ่านดูได้ในเว็บไซด์ของสภาการฯ ประมวลจริยธรรมเขียนมาเพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกัน ในการ “กำกับดูแลกันเอง” เพราะสื่อไม่ต้องการการกำกับดูแลจากภาครัฐ ซึ่งอาจถูกแทรกแซงการทำงานในรูปแบบต่างๆ ได้ แต่ที่ผ่านมา การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสื่อมวลชนไทย ... ขอเรียกว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก สาเหตุที่ไม่สำเร็จมันมีหลายเรื่องเล่ากันไม่ค่อยจะจบ พอใครถูกองค์กรวิชาชีพชี้ว่าผิดจริยธรรม ก็ลาออกจากสมาชิกองค์กรวิชาชีพไปสวยๆ นัยว่า นี่ไง รับผิดชอบแล้ว ...อย่างตอนเกิดคดีไร่ส้มใหม่ๆ กรรมกรข่าวท่านนี้ก็ประกาศลาออกจากสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้ ก็รอดูการปฏิรูปสื่อที่เขาจะทำๆ กัน ซึ่งไม่ใช่แค่การกระจายทรัพยากรด้านแพลทฟอร์มให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น แต่รวมถึงการปฏิรูปเรื่องการให้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่เห็นแต่ยอดขายตรงหน้า เมื่อการควบคุมกันเองด้วยองค์กรวิชาชีพและประมวลจริยธรรม ยังทำกันได้ไม่ดีนัก ก็มีการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ..... ( ซึ่งตอนนี้ไม่รู้อยู่ขั้นไหน ) ให้มีการตั้งคณะกรรมการวิชาชีพด้านสื่อมวลชน กำกับดูแลด้านจริยธรรมในทุกสื่อ ซึ่งก็ไม่รู้กฎหมายจะมีสภาพบังคับอย่างไร ขอเล่าถึงอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ วันก่อนมีคนไปสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงการทำงานของ คสช. นายอภิสิทธิ์พูดมาประเด็นหนึ่งน่าสนใจ เขาบอกว่า “ถ้ายังทำให้ประชาชนยอมรับในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ ก็ถือว่า การทำงานยังล้มเหลว” เทียบเคียงกับกรณีนี้ เมื่อเข้าไปอ่านๆ ดูความเห็นของ “ติ่งช่องสาม” เบาๆ หน่อยก็เห็นว่า “ผิดแล้วไง ก็ชอบนี่จะดูต่อ” กลางๆ ก็คือ “ยังไม่ครบสามศาล อย่าเพิ่งไปว่าเขาโกง” หนักๆ หน่อยก็วิเคราะห์กันเป็นฉากๆ ว่า คดีมันอาจมีธงก็ได้ เพราะผู้ตัดสินขั้นแรกคือ ป.ป.ช. ( ซึ่งถูกสังคมครหาเรื่องการทำงานที่บางคดีของกลุ่มการเมืองหนึ่งทำช้า แต่อีกกลุ่มทำเร็ว และลงโทษหนักด้วย ) การที่มีความเห็นออกมาเช่นนี้ ไม่รู้ว่า ตรงกับที่นายอภิสิทธิ์พูดไว้หรือไม่ แต่การไม่ยอมรับระบบยุติธรรมเป็นเรื่องอันตราย มันทำให้ถึงขั้นรัฐล้มเหลวได้เลยทีเดียว เพราะมันจะเกิดเหตุการณ์โกลาหล ที่คนยึดเอาอคติเป็นใหญ่ในการตัดสินถูกผิด หนักเข้าอาจกลายเป็นศาลเตี้ยกันขึ้นมา การที่สื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับกระบวนการคุณธรรมจริยธรรมก็อันตราย อธิบายง่ายๆ ว่า ในวงการสื่อ ตอนนี้แพลทฟอร์มอะไรมันมีมากขึ้น ทั้งทีวีดาวเทียม ทั้งอินเทอร์เน็ต ..เมื่อมีสื่อบางคน บางสำนัก อ้างว่า การตัดสินทางจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพไม่เป็นธรรม หรืออ้างว่าตัวเองมีอุดมการณ์แบบหนึ่งที่ชัดเจน ผู้เป็นสื่อเหล่านั้นก็ย้ายตัวเองไปเปิดแพลทฟอร์มหรือช่องทางในการสื่อสารเฉพาะของตัวเอง แล้วชี้นำ หรือปลุกระดมคนบางกลุ่มไปในทางที่ไม่ถูกต้องได้ เพราะเขาไม่สนใจจริยธรรมนี่ อ้างแค่ว่ามีอุดมการณ์ของตัวเอง ( ใครจะทำไม ) เรื่องชวนหัวที่หัวเราะไม่ออก คือความย้อนแย้งลักลั่นของสังคมไทย ในขณะที่เราเรียกร้องการปราบโกงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ความสำคัญมานานแล้วด้วย อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยังเคยพูดกำหนดเป็นนโยบายว่า “ถ้ามีเบาะแสว่าใครโกง ไม่ต้องมีหลักฐาน ผมก็จะดำเนินการ” ( จำคำพูดชัวร์ๆ ไม่ได้นะ ) ต่อมา การปฏิวัติรัฐประหารแต่ละครั้ง พอมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ให้เน้นเรื่องปราบโกงให้เข้มข้น แต่พอคนที่ตัวเองรักชอบ หรือตัวเองเป็นติ่งอยู่ ถูกตัดสินว่ามีความผิด ก็ดิ้นให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไรนะ เหลืออีกสองศาล หรือแว้งกลับไปโจมตีกระบวนการยุติธรรมว่าไม่เป็นกลาง หนักเข้าพอเขาตัดสินถึงสามศาล อาจออกมาขู่คนอื่นแฟ่ๆ ว่า คนล้มอย่าข้าม หรือไปเที่ยวยุให้เขาเปิดแพลทฟอร์ม ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ แทนก็ได้ พร้อมจะติดตาม ถ้าสังคมยังมีความย้อนแย้งทางความคิดเช่นนี้อยู่ จริยธรรมก็ไม่มีความหมาย จริยธรรมมันเป็นจารีต ( คือมันไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย ) ในการอยู่ร่วมกันในสังคมให้สงบสุข แต่ถ้าคนไปยึดเอาหลักกู หลักพวกพ้อง หลักอคติ สังคมก็วุ่นวาย แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่รู้จักจบสิ้น แล้วสังคมจะไม่เหลืออะไรให้ยึดถือ กลายเป็นกลียุค ย้อนกลับมาที่ตัวนายสรยุทธ นักข่าวท่านนี้ก็นับว่ามีคุณูปการต่อสังคม การจัดรายการอะไรก็ช่วยเคลียร์ประเด็นที่สังคมสงสัย เปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่มีโอกาสออกสื่อได้พูด จนกลายเป็นสิ่งที่พูดกันติดปากว่า “เรื่องนี้ต้องถึงสรยุทธ” หรือขอให้สรยุทธช่วยด้วย กรรมกรข่าวท่านนี้จึงได้รับการยอมรับสูง และเป็นต้นแบบของความเป็นผู้สื่อข่าวในหัวใจหลายคน จะเรียกได้ว่า เขาเป็นผู้นำทางความคิด มีอิทธิพลทางความคิด หรือ role model ต้นแบบของใครหลายคนก็ไม่ผิด คนที่มีอิทธิพลทางความคิด หรือเป็น role model นี้ สังคมจะคาดหวังให้ต้องวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เหมือนที่เราชอบพูดกันว่า “ดาราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม” สังคมไทยเราจับตาเฝ้าระวังดาราเข้มแข็งจะตาย เมื่อก่อนใครมีข่าวเสพยา โดนแบนพ้นสื่อสองปี มีข่าวพฤติกรรมชู้สาวไม่ดีเช่นมีภาพหลุดกอดกับแฟน ต้นสังกัดก็แบน หรือกระทั่งมีข่าวฉาวกับ “ผ.อ.( ผัวคนอื่น )” ก็เกิด social sanction ประชาชนไม่ให้การต้อนรับดาราคนนั้น คนข่าวก็เช่นกัน สื่อก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม เพราะเป็นผู้ชี้นำ มีอิทธิพลต่อความคิด เมื่อเกิดกระทำการที่เป็นความผิด ก็ควรต้องแสดงสปิริตอะไรบางอย่าง อย่างน้อยต้องขอโทษต่อสังคม หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่จะคิดเอง ...ไอ้การจะสู้สามศาลมันไม่ผิด มันเป็นสิทธิของคุณ แต่เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินลงมาแล้ว “ความเป็นแบบอย่างที่ดี” ก็ควรต้องแสดงท่าทีอะไรออกมาบ้าง ...คุณมีชื่อเสียง มีเงินทอง มีสิทธิพิเศษทางสังคมได้เพราะสังคมสนับสนุน ก็ยิ่งต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม คนที่เห็นจะได้บอกลูกสอนหลานได้ว่า นี่แหละคือมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งสังคมไทยก็มี ขนาดคนดัง คนที่มีอภิสิทธิ์ทางสังคมสูง เขายังยอมรับและเคารพ จริยธรรมเป็นเรื่องที่อยู่ในมโนสำนึก สามารถแสดงมันออกมาได้เลยโดยไม่ต้องรอสภาพบังคับ ไม่ต้องรอการกดดันจากสังคม หรือไม่ต้องรอให้ติดคุกก่อน การแสดงอะไรออกมาบ้าง จะยิ่งทำให้คุณเป็นแบบอย่างที่ดี ...และขอทีเถอะว่า สังคมไทยเลิกคิดได้แล้วว่า ถ้าแสดงสปิริต หรือยอมรับผิด แปลว่าผิดจริงแล้วต้องเหยียบซ้ำให้ราพณาสูร ...คิดกันแบบนี้คนถึงไม่ค่อยอยากจะยอมรับผิด หนักเข้าก็ชอบแถเอาซะอย่างนั้น อันนี้ฝากไว้ให้คิด แต่สุดท้ายก็อยู่ที่สำนึกของคนก็แล้วกัน. คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่ โดย "บุหงาตันหยง"“
อ่านต่อที่ :
http://www.dailynews.co.th/article/383266
เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้
„เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.พ. มีการตัดสินคดีที่สังคมจับตามองอยู่คดีหนึ่ง คือ คดีปัญหาค่าโฆษณาบริษัทไร่ส้ม ที่ต้องจ่ายให้กับ อสมท. วันพฤหัสที่ 3 มีนาคม 2559 เวลา 9:00 น. เมื่อเช้าวันที่ 29 ก.พ. มีการตัดสินคดีที่สังคมจับตามองอยู่คดีหนึ่ง คือ คดีปัญหาค่าโฆษณาบริษัทไร่ส้ม ที่ต้องจ่ายให้กับ อสมท. ซึ่งว่ากันว่า มีการติดสินบนเจ้าพนักงานให้ลงราคาค่าโฆษณาผิด ทำให้ อสมท.เสียส่วนแบ่งให้บริษัทเอกชนไปร่วม 138 ล้านบาท หนึ่งในจำเลยคือ “นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา” ที่เขาเรียกตัวเองเป็นกรรมกรข่าว ผลการตัดสินคดี รายละเอียดในคดีว่าอย่างไร คงไม่หยิบยากมาพูดถึงในนี้อีก เพราะเขาก็แชร์กันไปค่อนเมืองแล้ว ความที่นายสรยุทธเป็นคนดัง จึงมีทั้งคนห่วงใย คนสมน้ำหน้า คนที่คิดว่า ผลคดีมีความชอบธรรมแล้ว ...คนดังเป็นกลุ่มที่ได้รับอภิสิทธิ์ทางสังคมสูง เมื่อมีปัญหา ก็มี“ภาษีสังคม”ที่ต้องจ่ายเยอะกว่าชาวบ้านร้านช่อง มีคนเรียกร้องให้ออกมาแสดงสปิริตมากมาย และเฝ้าจับตาดูการทำงานนัยว่า “ดูซิ..ศาลตัดสินแล้วยังมาออกหน้าจออีกไหม” ปรากฏว่า แกก็มาทำงานฮะท่านผู้ชม โดยบอกเรื่องคดีตัวเองสั้นๆ แค่ว่า เคารพกระบวนการศาลและยืนยันจะสู้ต่อไปจนถึงที่สุด ช่องสามเองก็มีมติอุ้ม บอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดก่อนร่วมงานกัน คดียังไม่สิ้นสุด และที่ผ่านมา ก็ถือว่า ทำงานเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักหรอกมตินี้ เพราะว่า เอาจริงๆ นายสรยุทธนี่ เป็น“แม่เหล็ก”สำคัญของฝ่ายข่าวช่องสาม ได้ข่าวรายการที่เขาจัดค่าโฆษณานาทีละสามแสนแน่ะ ( ช่องอื่นมองกันตาปริบ ๆ ) เรื่องธุรกิจมันสำคัญ เพราะองค์กรสื่อเป็นองค์กรแสวงหากำไร ถ้าเป็นสื่อของรัฐก็ว่าไปอย่างเนาะ ขณะที่กองเชียร์ก็ยืนยันว่า กรรมกรข่าวคนโปรดมีสิทธิ์สู้คดีในอีกสองศาล อย่าด่วนสรุปว่าแกผิด เพราะเกิดศาลสูงกลับคำพิพากษาขึ้นมา กลายเป็นการลงโทษหรือตีตราคนบริสุทธิ์ไป จะทำไงล่ะ ? แล้วก็แถไปเหน็บคนอื่นว่า รับเงินค่าหัวคิวเอาไปบริจาคแล้ว ไม่ผิด รุกที่ป่าสงวนคืนที่ดินแล้วไม่ผิด พระเอาเงินไปซื้อที่ แต่คืนวัดแล้ว ก็ไม่ผิด ( ดังนั้น เมื่อเขาคืนเงินส่วนที่มีปัญหาให้ อสมท.แล้วก็จะเอาอะไรกันอีก ? ) ก็ไม่เอาไงกันอีก เอาที่สบายใจแล้วกัน ... พอเกิดเรื่องนี้ก็คิดเล่นๆ ไปถึงทฤษฎีบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน การทำสื่อมวลชนยุคแรกๆ เป็นยุคเสรีนิยม ที่สื่อมีอิสระในการนำเสนอข่าวมาก จนเสรีภาพสื่อนั้นอาจไปล่วงละเมิดใคร ไปจนถึงชี้นำสังคมไปในทางที่ผิดเอาได้ง่ายๆ สื่อมวลชนยุคแรกๆ มีผลต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของประชาชนสูง เมื่อเห็นว่าเสรีภาพมันจะเกินขอบเขตเอา ก็มาสังคายนากันใหม่ กลายเป็นชุดทฤษฎี “ความรับผิดชอบทางสังคม” กล่าวคือ มีการกำหนดให้สื่อมวลชนเป็น“วิชาชีพ” อันหมายถึง อาชีพที่มีผลกระทบต่อสังคม และต้องมีประมวลจริยธรรมแห่อาชีพมาบังคับใช้ ( อาชีพที่จัดให้เป็นวิชาชีพ อาทิ หมอ นักกฎหมาย ผู้สอบบัญชี ครู ) เพื่อเป็นเข็มทิศในการทำงาน ให้มีการชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้องและไม่ล่วงละเมิดใคร เมื่อสื่อทำความผิดตามประมวลจริยธรรม ก็ต้องมีการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เขาเรียกว่า “แสดงสปิริต”เพราะมันไม่ใช่สภาพบังคับให้ต้องรับผิดชอบ แต่มันเป็นเรื่องแห่งมโนสำนึกของแต่ละคน ที่จะยอมรับและแสดงออกซึ่งการสำนึกผิดหรือไม่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็จัดให้มีประมวลจริยธรรมของสื่อ ลองไปหาอ่านดูได้ในเว็บไซด์ของสภาการฯ ประมวลจริยธรรมเขียนมาเพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกัน ในการ “กำกับดูแลกันเอง” เพราะสื่อไม่ต้องการการกำกับดูแลจากภาครัฐ ซึ่งอาจถูกแทรกแซงการทำงานในรูปแบบต่างๆ ได้ แต่ที่ผ่านมา การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของสื่อมวลชนไทย ... ขอเรียกว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก สาเหตุที่ไม่สำเร็จมันมีหลายเรื่องเล่ากันไม่ค่อยจะจบ พอใครถูกองค์กรวิชาชีพชี้ว่าผิดจริยธรรม ก็ลาออกจากสมาชิกองค์กรวิชาชีพไปสวยๆ นัยว่า นี่ไง รับผิดชอบแล้ว ...อย่างตอนเกิดคดีไร่ส้มใหม่ๆ กรรมกรข่าวท่านนี้ก็ประกาศลาออกจากสมาชิกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้ ก็รอดูการปฏิรูปสื่อที่เขาจะทำๆ กัน ซึ่งไม่ใช่แค่การกระจายทรัพยากรด้านแพลทฟอร์มให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น แต่รวมถึงการปฏิรูปเรื่องการให้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้นด้วย ไม่ใช่เห็นแต่ยอดขายตรงหน้า เมื่อการควบคุมกันเองด้วยองค์กรวิชาชีพและประมวลจริยธรรม ยังทำกันได้ไม่ดีนัก ก็มีการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ..... ( ซึ่งตอนนี้ไม่รู้อยู่ขั้นไหน ) ให้มีการตั้งคณะกรรมการวิชาชีพด้านสื่อมวลชน กำกับดูแลด้านจริยธรรมในทุกสื่อ ซึ่งก็ไม่รู้กฎหมายจะมีสภาพบังคับอย่างไร ขอเล่าถึงอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ วันก่อนมีคนไปสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงการทำงานของ คสช. นายอภิสิทธิ์พูดมาประเด็นหนึ่งน่าสนใจ เขาบอกว่า “ถ้ายังทำให้ประชาชนยอมรับในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ ก็ถือว่า การทำงานยังล้มเหลว” เทียบเคียงกับกรณีนี้ เมื่อเข้าไปอ่านๆ ดูความเห็นของ “ติ่งช่องสาม” เบาๆ หน่อยก็เห็นว่า “ผิดแล้วไง ก็ชอบนี่จะดูต่อ” กลางๆ ก็คือ “ยังไม่ครบสามศาล อย่าเพิ่งไปว่าเขาโกง” หนักๆ หน่อยก็วิเคราะห์กันเป็นฉากๆ ว่า คดีมันอาจมีธงก็ได้ เพราะผู้ตัดสินขั้นแรกคือ ป.ป.ช. ( ซึ่งถูกสังคมครหาเรื่องการทำงานที่บางคดีของกลุ่มการเมืองหนึ่งทำช้า แต่อีกกลุ่มทำเร็ว และลงโทษหนักด้วย ) การที่มีความเห็นออกมาเช่นนี้ ไม่รู้ว่า ตรงกับที่นายอภิสิทธิ์พูดไว้หรือไม่ แต่การไม่ยอมรับระบบยุติธรรมเป็นเรื่องอันตราย มันทำให้ถึงขั้นรัฐล้มเหลวได้เลยทีเดียว เพราะมันจะเกิดเหตุการณ์โกลาหล ที่คนยึดเอาอคติเป็นใหญ่ในการตัดสินถูกผิด หนักเข้าอาจกลายเป็นศาลเตี้ยกันขึ้นมา การที่สื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับกระบวนการคุณธรรมจริยธรรมก็อันตราย อธิบายง่ายๆ ว่า ในวงการสื่อ ตอนนี้แพลทฟอร์มอะไรมันมีมากขึ้น ทั้งทีวีดาวเทียม ทั้งอินเทอร์เน็ต ..เมื่อมีสื่อบางคน บางสำนัก อ้างว่า การตัดสินทางจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพไม่เป็นธรรม หรืออ้างว่าตัวเองมีอุดมการณ์แบบหนึ่งที่ชัดเจน ผู้เป็นสื่อเหล่านั้นก็ย้ายตัวเองไปเปิดแพลทฟอร์มหรือช่องทางในการสื่อสารเฉพาะของตัวเอง แล้วชี้นำ หรือปลุกระดมคนบางกลุ่มไปในทางที่ไม่ถูกต้องได้ เพราะเขาไม่สนใจจริยธรรมนี่ อ้างแค่ว่ามีอุดมการณ์ของตัวเอง ( ใครจะทำไม ) เรื่องชวนหัวที่หัวเราะไม่ออก คือความย้อนแย้งลักลั่นของสังคมไทย ในขณะที่เราเรียกร้องการปราบโกงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ความสำคัญมานานแล้วด้วย อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยังเคยพูดกำหนดเป็นนโยบายว่า “ถ้ามีเบาะแสว่าใครโกง ไม่ต้องมีหลักฐาน ผมก็จะดำเนินการ” ( จำคำพูดชัวร์ๆ ไม่ได้นะ ) ต่อมา การปฏิวัติรัฐประหารแต่ละครั้ง พอมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ให้เน้นเรื่องปราบโกงให้เข้มข้น แต่พอคนที่ตัวเองรักชอบ หรือตัวเองเป็นติ่งอยู่ ถูกตัดสินว่ามีความผิด ก็ดิ้นให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไรนะ เหลืออีกสองศาล หรือแว้งกลับไปโจมตีกระบวนการยุติธรรมว่าไม่เป็นกลาง หนักเข้าพอเขาตัดสินถึงสามศาล อาจออกมาขู่คนอื่นแฟ่ๆ ว่า คนล้มอย่าข้าม หรือไปเที่ยวยุให้เขาเปิดแพลทฟอร์ม ช่องทางการสื่อสารอื่นๆ แทนก็ได้ พร้อมจะติดตาม ถ้าสังคมยังมีความย้อนแย้งทางความคิดเช่นนี้อยู่ จริยธรรมก็ไม่มีความหมาย จริยธรรมมันเป็นจารีต ( คือมันไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย ) ในการอยู่ร่วมกันในสังคมให้สงบสุข แต่ถ้าคนไปยึดเอาหลักกู หลักพวกพ้อง หลักอคติ สังคมก็วุ่นวาย แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่รู้จักจบสิ้น แล้วสังคมจะไม่เหลืออะไรให้ยึดถือ กลายเป็นกลียุค ย้อนกลับมาที่ตัวนายสรยุทธ นักข่าวท่านนี้ก็นับว่ามีคุณูปการต่อสังคม การจัดรายการอะไรก็ช่วยเคลียร์ประเด็นที่สังคมสงสัย เปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่มีโอกาสออกสื่อได้พูด จนกลายเป็นสิ่งที่พูดกันติดปากว่า “เรื่องนี้ต้องถึงสรยุทธ” หรือขอให้สรยุทธช่วยด้วย กรรมกรข่าวท่านนี้จึงได้รับการยอมรับสูง และเป็นต้นแบบของความเป็นผู้สื่อข่าวในหัวใจหลายคน จะเรียกได้ว่า เขาเป็นผู้นำทางความคิด มีอิทธิพลทางความคิด หรือ role model ต้นแบบของใครหลายคนก็ไม่ผิด คนที่มีอิทธิพลทางความคิด หรือเป็น role model นี้ สังคมจะคาดหวังให้ต้องวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เหมือนที่เราชอบพูดกันว่า “ดาราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม” สังคมไทยเราจับตาเฝ้าระวังดาราเข้มแข็งจะตาย เมื่อก่อนใครมีข่าวเสพยา โดนแบนพ้นสื่อสองปี มีข่าวพฤติกรรมชู้สาวไม่ดีเช่นมีภาพหลุดกอดกับแฟน ต้นสังกัดก็แบน หรือกระทั่งมีข่าวฉาวกับ “ผ.อ.( ผัวคนอื่น )” ก็เกิด social sanction ประชาชนไม่ให้การต้อนรับดาราคนนั้น คนข่าวก็เช่นกัน สื่อก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม เพราะเป็นผู้ชี้นำ มีอิทธิพลต่อความคิด เมื่อเกิดกระทำการที่เป็นความผิด ก็ควรต้องแสดงสปิริตอะไรบางอย่าง อย่างน้อยต้องขอโทษต่อสังคม หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่จะคิดเอง ...ไอ้การจะสู้สามศาลมันไม่ผิด มันเป็นสิทธิของคุณ แต่เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินลงมาแล้ว “ความเป็นแบบอย่างที่ดี” ก็ควรต้องแสดงท่าทีอะไรออกมาบ้าง ...คุณมีชื่อเสียง มีเงินทอง มีสิทธิพิเศษทางสังคมได้เพราะสังคมสนับสนุน ก็ยิ่งต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม คนที่เห็นจะได้บอกลูกสอนหลานได้ว่า นี่แหละคือมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งสังคมไทยก็มี ขนาดคนดัง คนที่มีอภิสิทธิ์ทางสังคมสูง เขายังยอมรับและเคารพ จริยธรรมเป็นเรื่องที่อยู่ในมโนสำนึก สามารถแสดงมันออกมาได้เลยโดยไม่ต้องรอสภาพบังคับ ไม่ต้องรอการกดดันจากสังคม หรือไม่ต้องรอให้ติดคุกก่อน การแสดงอะไรออกมาบ้าง จะยิ่งทำให้คุณเป็นแบบอย่างที่ดี ...และขอทีเถอะว่า สังคมไทยเลิกคิดได้แล้วว่า ถ้าแสดงสปิริต หรือยอมรับผิด แปลว่าผิดจริงแล้วต้องเหยียบซ้ำให้ราพณาสูร ...คิดกันแบบนี้คนถึงไม่ค่อยอยากจะยอมรับผิด หนักเข้าก็ชอบแถเอาซะอย่างนั้น อันนี้ฝากไว้ให้คิด แต่สุดท้ายก็อยู่ที่สำนึกของคนก็แล้วกัน. คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่ โดย "บุหงาตันหยง"“
อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/383266