เศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบ

กระทู้สนทนา
การวิเคราะห์ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ในบริบทเปรียบเทียบกับปรัชญาสมิธและเคนส์

บทคัดย่อ
บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของปรัชญาเศรษฐศาสตร์ซึ่งยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งศึกษาปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ในเชิงเปรียบเทียบกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์คลาสสิกของ Adam Smith และเศรษฐศาสตร์มหภาคแบบเคนส์ของ John Maynard Keynes ผ่านกรอบการวิเคราะห์สี่มิติ ได้แก่ (1) ฐานรากของการพัฒนา (2) กลไกทางเศรษฐกิจ (3) บทบาทของรัฐ และ (4) ผลลัพธ์ทางสังคมและมนุษย์
ผลการศึกษาพบว่า ปรัชญาสุขวิชโนมิกส์นำเสนอการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนา แตกต่างจากแนวคิดของสมิธที่เน้นกลไกตลาดและการจัดสรรทรัพยากร และแนวคิดของเคนส์ที่เน้นการบริหารอุปสงค์รวมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะสั้น สุขวิชโนมิกส์มุ่งขยาย “ศักยภาพพื้นฐานของประชากร” ผ่านการลงทุนด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อโอกาส และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
หลักฐานเชิงประจักษ์จากการปฏิรูปการศึกษาไทยในช่วงปี 2538–2540 ซึ่งได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและการบันทึกโดย UNESCO แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของการเข้าถึงการศึกษาในระดับประเทศ การยกระดับคุณภาพสถานศึกษา และการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในวงกว้าง อันส่งผลต่อการยกระดับทุนมนุษย์และศักยภาพการพัฒนาในระยะยาว
บทความนี้เสนอว่า ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์สามารถอธิบายการพัฒนาเศรษฐกิจในฐานะ “กระบวนการสร้างศักยภาพ” (capability formation) มากกว่าการจัดสรรทรัพยากรหรือการกระตุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ และอาจถือเป็นกรอบแนวคิดทางเลือกซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญข้อจำกัดด้านทุนมนุษย์ โดยทำหน้าที่เสริมสร้างเงื่อนไขพื้นฐานให้กลไกตลาดและนโยบายมหภาคสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

บทนำ
ในประวัติศาสตร์ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ แนวทางการอธิบายการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจมักตั้งอยู่บนสองแกนหลัก ได้แก่ แนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิกซึ่งเน้นกลไกตลาดและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางของ Adam Smith และแนวคิดเศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่ซึ่งเน้นบทบาทของรัฐในการบริหารอุปสงค์รวมและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามแนวคิดของ John Maynard Keynes แม้ทั้งสองกรอบแนวคิดจะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลก แต่โดยนัยสำคัญแล้ว ทั้งสองแนวคิดต่างตั้งอยู่บนสมมติฐานร่วมกันประการหนึ่ง คือ การมีอยู่ของทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพเพียงพอในการเข้าร่วมและตอบสนองต่อกลไกทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก สมมติฐานดังกล่าวมิได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในบริบทที่ข้อจำกัดด้านทุนมนุษย์ เช่น ระดับการศึกษา ทักษะแรงงาน และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” (structural gap) ซึ่งไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขได้อย่างเพียงพอผ่านกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว หรือผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
ในบริบทดังกล่าว ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ซึ่งพัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล/ His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol นำเสนอกรอบแนวคิดทางเลือกที่แตกต่างออกไป โดยกำหนดให้ “มนุษย์” และ “ศักยภาพของมนุษย์” เป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจ มากกว่าการเริ่มต้นจากตลาดหรือกลไกมหภาค แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านระบบการศึกษา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อโอกาส และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการพัฒนา อันนำไปสู่การขยายตัวของความสามารถเชิงผลิต (productive capacity) ของสังคมในระยะยาว
กรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือการปฏิรูปการศึกษาไทยในช่วงปี พ.ศ. 2538–2540 ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างที่มุ่งขยายการเข้าถึงการศึกษาและยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาในระดับประเทศ เอกสารของ UNESCO ได้บันทึกให้เห็นว่าการปฏิรูปดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (system-wide transformation) ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างการบริหาร การพัฒนาครู หลักสูตร และการกระจายโอกาสทางการศึกษาไปสู่กลุ่มประชากรที่ด้อยโอกาส ซึ่งสะท้อนถึงการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของทุนมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม
แม้ว่าจะมีวรรณกรรมจำนวนมากที่ศึกษาบทบาทของการศึกษาในฐานะปัจจัยการผลิตภายใต้กรอบ Human Capital Theoryและแนวคิดด้านศักยภาพมนุษย์ภายใต้ Capability Approach แต่ยังมีช่องว่างสำคัญในเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการบูรณาการแนวคิดเหล่านี้เข้าสู่กรอบเศรษฐศาสตร์เชิงโครงสร้างที่สามารถอธิบาย “จุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจ” ได้อย่างเป็นระบบ บทความนี้จึงมุ่งเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว โดยเสนอการวิเคราะห์ปรัชญาสุขวิชโนมิกส์ในฐานะ “เศรษฐศาสตร์เชิงโครงสร้างที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานก่อน (pre-market foundation) ของกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ
วัตถุประสงค์ของบทความนี้มีสามประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างแนวคิดของปรัชญาสุขวิชโนมิกส์ในเชิงทฤษฎี (2) เพื่อเปรียบเทียบกับกรอบแนวคิดปรัชญาเศรษฐศาสตร์ของสมิธและเคนส์ผ่านมิติการวิเคราะห์สี่ด้าน และ (3) เพื่อประเมินศักยภาพของแนวคิดดังกล่าวในการอธิบายและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา โดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์จากกรณีศึกษาประเทศไทย
บทความนี้ตั้งข้อเสนอหลักว่า การพัฒนาเศรษฐกิจมิได้เริ่มต้นจากกลไกตลาดหรือการบริหารอุปสงค์ หากแต่เริ่มต้นจาก “การสร้างศักยภาพของมนุษย์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้กลไกทางเศรษฐกิจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

🔷
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่