กฎหมายการศึกษา 2542/ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ตามมาตรา 81 รับรองสิทธิ์แค่ 12 ปี แต่คนไทยได้รับ โอกาสทางการศึกษา จริง 15 ปี แล้ว ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 หรือก่อน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ประกาศใช้เมื่อ 11 ตุลาคม 2540
ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ รับรองสิทธ์ ตามมาตรา 43 53 80 81
ทบทวนวรรณกรรม: การเกิด “สิทธิในทางปฏิบัติ” (Emergent De Facto Educational Entitlement) ภายใต้การปฏิรูปการศึกษาไทย พ.ศ. 2538–2540 เมื่อ 8 พฤษภาคม 2540 คนไทยอายุ 3~17 ปี ทุกคนหรือ 16.68 ล้านคน ได้รับบริการการศึกษา 15 ปี โดยรับ กลุ่มเปราะบางเพิ่ม 4.35 ล้านคน
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาไทยช่วง พ.ศ. 2538–2540 ภายใต้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ “สุขวิชโนมิกส์” และการอภิวัฒน์การศึกษา 2538 แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจาก “นโยบายการศึกษา” ไปสู่ “การขยายสิทธิทางการศึกษาในทางปฏิบัติ” (de facto expansion of educational entitlement) ก่อนการรับรองใน
กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา43 และ 80
1) การปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามกรอบ UNESCO (2006)
รายงานของ UNESCO (2006) ระบุว่าประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างครอบคลุมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่
(1) การปฏิรูปสถานศึกษา
(2) การปฏิรูปครู
(3) การปฏิรูปหลักสูตร
(4) การปฏิรูประบบบริหาร โดยเฉพาะการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน
ผลของการปฏิรูปดังกล่าวก่อให้เกิดการขยายโอกาสทางการศึกษา (expansion of educational coverage) อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม รายงานมิได้ระบุถึงการรับรองสิทธิการศึกษาในเชิงกฎหมายโดยตรงในระยะเริ่มต้น จึงสามารถตีความได้ว่าเป็นการ “ขยายสิทธิทางการศึกษาในทางปฏิบัติ” (de facto expansion of entitlement) ผ่านกลไกเชิงนโยบายและการบริหาร
หลักฐานอ้างอิง
https://www.ibe.unesco.org//fileadmin/user_upload/archive/Countries/WDE/2006/ASIA_and_the_PACIFIC/Thailand/Thailand.htm
2) แผนแม่บท “New Aspirations for Education in Thailand” (UNESCO, 1996)
เอกสาร UNESCO (1996) ได้นำเสนอกรอบการอภิวัฒน์การศึกษาไทย ปี2538 ภายใต้
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการยกระดับคุณภาพชีวิต
สาระสำคัญของเอกสาร ได้แก่
การกระจายอำนาจทางการศึกษา (devolution)
การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคเอกชน
การขยายโอกาสทางการศึกษา
การลดความเหลื่อมล้ำผ่านมาตรการสนับสนุนผู้เรียนยากจน
เป็น “การขยายโอกาส
อย่างเป็นรูปธรรม” ก่อนสิทธิทางกฎหมาย จึงสะท้อนกระบวนการ “gradual expansion of entitlement” มากกว่าการสถาปนาสิทธิทันที
หลักฐานอ้างอิง
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000172300
3) การปฏิรูปผ่านการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การเรียนรู้ของครู (1996)
งาน
Teachers’ Learning in a Changing World (1996) ของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล/ His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol เสนอว่าการปฏิรูปการศึกษาจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่เริ่มจาก “การเรียนรู้ของครู”
วรรณกรรมนี้เน้นว่า
ครูมีแนวโน้มสอนตามประสบการณ์เดิม (teaching as reproduction)
จำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (constructivist learning)
ส่งเสริมการคิดเชิงอุปนัย (inductive thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์
ครูต้องเป็น “ผู้เรียนรู้สะท้อนตนเอง” (reflective practitioner)
ดังนั้น
การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 ในระยะนี้จึงเป็นการเปลี่ยน “กระบวนทัศน์เชิงปฏิบัติการ” (pedagogical paradigm shift) มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว
หลักฐานอ้างอิง
https://web.archive.org/web/20190620103917/http://www.seameo.org/vl/library/dlwelcome/publications/report/thematic/96symp31/96annex2.htm
4) การสถาปนาแนวคิด “สิทธิในการเรียนรู้” และการขยายการศึกษา (UNESCO Conference, 1996)
คำปราศรัยในการประชุม UNESCO (1996) ได้นำเสนอแนวคิด “สิทธิในการเรียนรู้” (right to learn) โดยเน้นว่า
การศึกษาควรเข้าถึงได้ตามศักยภาพของบุคคล
การขยายการศึกษาจาก 6 ปี → 9 ปี → 12 ปี เป็นกระบวนการเชิงพัฒนา
การศึกษานอกระบบมีบทบาทสำคัญใน lifelong learning
เป็น “policy objective” มากกว่า “legal entitlement” จึงสะท้อนลักษณะของการขยายสิทธิในเชิงปฏิบัติ (gradual expansion of access) มากกว่าการรับรองสิทธิทันทีตามกฎหมาย
หลักฐานอ้างอิง
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000122102 หน้า53-56
5) กรอบ “สี่เสาหลักของรัฐ” และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (SEAMEO, 1997)
คำปราศรัย SEAMEO (1997) ได้เสนอกรอบ “สี่เสาหลักของรัฐ” ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรม โดยให้การศึกษาเป็นฐานของเสถียรภาพรัฐ
ภายใต้กรอบนี้
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายเชิงคุณภาพ
การศึกษาปฐมวัยถูกระบุเป็น “เงื่อนไขเชิงระบบ” (systemic precondition)
เน้นความจำเป็นของการพัฒนาก่อนวัยเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพระบบโดยรวม
ดังนั้น ทั้ง 12 ปีการศึกษาและอนุบาลในช่วงเวลาดังกล่าวจึงอยู่ในลักษณะ “policy-driven entitlement”
ก่อนสิทธิซึ่งรับรองโดยตรงในทางกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540
หลักฐานอ้างอิง
https://web.archive.org/web/20060504185549/http://www.seameo.org/vl/library/dlwelcome/publications/report/thematic/97sym32/97syman3.htm
6) การสถาปนาสิทธิในทางปฏิบัติ (Education for Life, 1997)
เอกสาร
Education for Life (1997) สะท้อนการใช้การศึกษาระบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการเข้าถึงของเด็กยากจนผ่านมาตรการสนับสนุน เช่น งบประมาณ อาหาร เครื่องแบบ และอุปกรณ์การเรียน
ผลลัพธ์สำคัญคือการเกิดสิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่า
“emergent de facto educational entitlement”
กล่าวคือ
สิทธิการศึกษาเกิดขึ้นจริง 15 ปี ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 43 และ 80 จะรับรองภายหลัง
หลักฐานอ้างอิง
https://www.academia.edu/143869245/Education_for_Life_The_Sukavichinomics_Statement_on_National_Reform
7) การเปลี่ยนผ่านสู่สิทธิทางกฎหมาย (8 พฤษภาคม 2540 และรัฐธรรมนูญ 2540)
ผลของกระบวนการปฏิรูปดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการศึกษาปฐมวัย 3 ปี ให้มีผลเชิงนโยบายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่จะได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
เมื่อ 11 ตุลาคม 2540
มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะจัดให้มีการศึกษาอย่างครบถ้วน มีคุณภาพ และโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาโดยรัฐ จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 53 เด็ก เยาวชน และสมาชิกในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้พ้นจากความรุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ปกครองมีสิทธิได้รับการดูแลและการศึกษาจากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 80 รัฐจะต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย และสร้าง เสริมสร้าง และพัฒนาความสามัชช์ในครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน รัฐจะต้องจัดหาความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้การจัดการศึกษาโดยองค์กรวิชาชีพและภาคเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 81 รัฐจะต้องจัดหาและส่งเสริมภาคเอกชนให้จัดการศึกษาเพื่อบรรลุความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างและเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองและระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สนับสนุนการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมความรู้ท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
เพื่อเปิดโอกาสให้กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ด้านการศึกษา รับรองบริการการศึกษา 15 ปีซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จัดบริการจริงไปแล้ว ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540
แต่ ภายหลัง กฎหมายการศึกษา 2542 หรือกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ตามมาตรา 81 รับรองสิทธิ พื้นฐาน 12 ปี คามมาตรา 43 เท่านั้น ไม่ครอบคลุมเท่าบริกาการศึกษาจริง 15 ปี และ อนุบาลพึงได้สิทธิตามมาตรา53 และ 80 3 ปี เนื่องจาก ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล พ้นจากตำแหน่ง
สิทธิการศึกษา 12 ปี และ 15 ปี จึงสร้างความสับสนในประเทศไทยจนกระทั่งในปัจจุบัน
การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนการเคลื่อนจาก
“de facto entitlement” → “de jure entitlement”
จากนโยบายบริหาร → สิทธิรัฐธรรมนูญ
กฎหมายการศึกษา 2542/ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ตามมาตรา 81 รับรองสิทธิ์แค่ 12 ปี บริการจริงได้ 15 ปี แล้ว
ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ รับรองสิทธ์ ตามมาตรา 43 53 80 81
ทบทวนวรรณกรรม: การเกิด “สิทธิในทางปฏิบัติ” (Emergent De Facto Educational Entitlement) ภายใต้การปฏิรูปการศึกษาไทย พ.ศ. 2538–2540 เมื่อ 8 พฤษภาคม 2540 คนไทยอายุ 3~17 ปี ทุกคนหรือ 16.68 ล้านคน ได้รับบริการการศึกษา 15 ปี โดยรับ กลุ่มเปราะบางเพิ่ม 4.35 ล้านคน
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาไทยช่วง พ.ศ. 2538–2540 ภายใต้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ “สุขวิชโนมิกส์” และการอภิวัฒน์การศึกษา 2538 แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจาก “นโยบายการศึกษา” ไปสู่ “การขยายสิทธิทางการศึกษาในทางปฏิบัติ” (de facto expansion of educational entitlement) ก่อนการรับรองในกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา43 และ 80
1) การปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามกรอบ UNESCO (2006)
รายงานของ UNESCO (2006) ระบุว่าประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างครอบคลุมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่
(1) การปฏิรูปสถานศึกษา
(2) การปฏิรูปครู
(3) การปฏิรูปหลักสูตร
(4) การปฏิรูประบบบริหาร โดยเฉพาะการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน
ผลของการปฏิรูปดังกล่าวก่อให้เกิดการขยายโอกาสทางการศึกษา (expansion of educational coverage) อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม รายงานมิได้ระบุถึงการรับรองสิทธิการศึกษาในเชิงกฎหมายโดยตรงในระยะเริ่มต้น จึงสามารถตีความได้ว่าเป็นการ “ขยายสิทธิทางการศึกษาในทางปฏิบัติ” (de facto expansion of entitlement) ผ่านกลไกเชิงนโยบายและการบริหาร
หลักฐานอ้างอิง
https://www.ibe.unesco.org//fileadmin/user_upload/archive/Countries/WDE/2006/ASIA_and_the_PACIFIC/Thailand/Thailand.htm
2) แผนแม่บท “New Aspirations for Education in Thailand” (UNESCO, 1996)
เอกสาร UNESCO (1996) ได้นำเสนอกรอบการอภิวัฒน์การศึกษาไทย ปี2538 ภายใต้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการยกระดับคุณภาพชีวิต
สาระสำคัญของเอกสาร ได้แก่
การกระจายอำนาจทางการศึกษา (devolution)
การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคเอกชน
การขยายโอกาสทางการศึกษา
การลดความเหลื่อมล้ำผ่านมาตรการสนับสนุนผู้เรียนยากจน
เป็น “การขยายโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม” ก่อนสิทธิทางกฎหมาย จึงสะท้อนกระบวนการ “gradual expansion of entitlement” มากกว่าการสถาปนาสิทธิทันที
หลักฐานอ้างอิง
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000172300
3) การปฏิรูปผ่านการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การเรียนรู้ของครู (1996)
งาน Teachers’ Learning in a Changing World (1996) ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล/ His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol เสนอว่าการปฏิรูปการศึกษาจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่เริ่มจาก “การเรียนรู้ของครู”
วรรณกรรมนี้เน้นว่า
ครูมีแนวโน้มสอนตามประสบการณ์เดิม (teaching as reproduction)
จำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (constructivist learning)
ส่งเสริมการคิดเชิงอุปนัย (inductive thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์
ครูต้องเป็น “ผู้เรียนรู้สะท้อนตนเอง” (reflective practitioner)
ดังนั้น การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 ในระยะนี้จึงเป็นการเปลี่ยน “กระบวนทัศน์เชิงปฏิบัติการ” (pedagogical paradigm shift) มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว
หลักฐานอ้างอิง https://web.archive.org/web/20190620103917/http://www.seameo.org/vl/library/dlwelcome/publications/report/thematic/96symp31/96annex2.htm
4) การสถาปนาแนวคิด “สิทธิในการเรียนรู้” และการขยายการศึกษา (UNESCO Conference, 1996)
คำปราศรัยในการประชุม UNESCO (1996) ได้นำเสนอแนวคิด “สิทธิในการเรียนรู้” (right to learn) โดยเน้นว่า
การศึกษาควรเข้าถึงได้ตามศักยภาพของบุคคล
การขยายการศึกษาจาก 6 ปี → 9 ปี → 12 ปี เป็นกระบวนการเชิงพัฒนา
การศึกษานอกระบบมีบทบาทสำคัญใน lifelong learning
เป็น “policy objective” มากกว่า “legal entitlement” จึงสะท้อนลักษณะของการขยายสิทธิในเชิงปฏิบัติ (gradual expansion of access) มากกว่าการรับรองสิทธิทันทีตามกฎหมาย
หลักฐานอ้างอิง
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000122102 หน้า53-56
5) กรอบ “สี่เสาหลักของรัฐ” และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (SEAMEO, 1997)
คำปราศรัย SEAMEO (1997) ได้เสนอกรอบ “สี่เสาหลักของรัฐ” ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรม โดยให้การศึกษาเป็นฐานของเสถียรภาพรัฐ
ภายใต้กรอบนี้
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายเชิงคุณภาพ
การศึกษาปฐมวัยถูกระบุเป็น “เงื่อนไขเชิงระบบ” (systemic precondition)
เน้นความจำเป็นของการพัฒนาก่อนวัยเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพระบบโดยรวม
ดังนั้น ทั้ง 12 ปีการศึกษาและอนุบาลในช่วงเวลาดังกล่าวจึงอยู่ในลักษณะ “policy-driven entitlement” ก่อนสิทธิซึ่งรับรองโดยตรงในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540
หลักฐานอ้างอิง
https://web.archive.org/web/20060504185549/http://www.seameo.org/vl/library/dlwelcome/publications/report/thematic/97sym32/97syman3.htm
6) การสถาปนาสิทธิในทางปฏิบัติ (Education for Life, 1997)
เอกสาร Education for Life (1997) สะท้อนการใช้การศึกษาระบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการเข้าถึงของเด็กยากจนผ่านมาตรการสนับสนุน เช่น งบประมาณ อาหาร เครื่องแบบ และอุปกรณ์การเรียน
ผลลัพธ์สำคัญคือการเกิดสิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่า
“emergent de facto educational entitlement”
กล่าวคือ สิทธิการศึกษาเกิดขึ้นจริง 15 ปี ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 43 และ 80 จะรับรองภายหลัง
หลักฐานอ้างอิง
https://www.academia.edu/143869245/Education_for_Life_The_Sukavichinomics_Statement_on_National_Reform
7) การเปลี่ยนผ่านสู่สิทธิทางกฎหมาย (8 พฤษภาคม 2540 และรัฐธรรมนูญ 2540)
ผลของกระบวนการปฏิรูปดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการศึกษาปฐมวัย 3 ปี ให้มีผลเชิงนโยบายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่จะได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เมื่อ 11 ตุลาคม 2540
มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะจัดให้มีการศึกษาอย่างครบถ้วน มีคุณภาพ และโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาโดยรัฐ จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 53 เด็ก เยาวชน และสมาชิกในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้พ้นจากความรุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ปกครองมีสิทธิได้รับการดูแลและการศึกษาจากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 80 รัฐจะต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย และสร้าง เสริมสร้าง และพัฒนาความสามัชช์ในครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน รัฐจะต้องจัดหาความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้การจัดการศึกษาโดยองค์กรวิชาชีพและภาคเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 81 รัฐจะต้องจัดหาและส่งเสริมภาคเอกชนให้จัดการศึกษาเพื่อบรรลุความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างและเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองและระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สนับสนุนการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมความรู้ท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
เพื่อเปิดโอกาสให้กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ด้านการศึกษา รับรองบริการการศึกษา 15 ปีซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จัดบริการจริงไปแล้ว ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540
แต่ ภายหลัง กฎหมายการศึกษา 2542 หรือกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540 ตามมาตรา 81 รับรองสิทธิ พื้นฐาน 12 ปี คามมาตรา 43 เท่านั้น ไม่ครอบคลุมเท่าบริกาการศึกษาจริง 15 ปี และ อนุบาลพึงได้สิทธิตามมาตรา53 และ 80 3 ปี เนื่องจาก ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล พ้นจากตำแหน่ง
สิทธิการศึกษา 12 ปี และ 15 ปี จึงสร้างความสับสนในประเทศไทยจนกระทั่งในปัจจุบัน
การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนการเคลื่อนจาก
“de facto entitlement” → “de jure entitlement”
จากนโยบายบริหาร → สิทธิรัฐธรรมนูญ