จากการอภิวัฒน์การศึกษาสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ:
รัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการสร้างฉันทามติแห่งชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2538–2540
บทคัดย่อ
บทความนี้เสนอว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มิได้เกิดขึ้นจากการปฏิรูปกฎหมายหรือกระบวนการรัฐสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของรัฐไทยที่เริ่มต้นจาก “การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538” และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8
ภายใต้การนำ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รัฐไทยได้พยายามเปลี่ยนผ่านจากระบบราชการรวมศูนย์แบบเดิม ไปสู่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ การบูรณาการเชิงนโยบาย และความเสมอภาคทางสังคม
บทความนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์แบบ historical institutionalism ร่วมกับ process-tracing methodology เพื่ออธิบายว่า การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540 ทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบเชิงปฏิบัติการ” (prototype implementation platform) ของสถาปัตยกรรมการบริหารรัฐรูปแบบใหม่ ผ่านการขยายโอกาสทางการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน การจัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ และการกระจายอำนาจสู่สภาโรงเรียนทั่วประเทศ
บทความเสนอว่า กระบวนการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “ฉันทามติแห่งชาติ” ซึ่งเอื้อให้ประเทศไทยสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้อย่างสันติ
แทนที่จะมองการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการแยกจากกัน บทความนี้เสนอว่าทั้งสองคือองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันของการเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐพัฒนาแบบมีส่วนร่วม” (participatory developmental state)
กรณีศึกษาของประเทศไทยจึงมีความสำคัญต่อการศึกษาด้าน developmental state, governance transformation, democratic transition และ political economy of education โดยแสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาขนาดใหญ่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกของการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีในประเทศกำลังพัฒนาได้
1. บทนำ
การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุดฉบับหนึ่งก่อนวิกฤตการเมืองในศตวรรษที่ 21 โดยมีการปฏิรูปทั้งด้านประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ ความโปร่งใส และสิทธิเสรีภาพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายส่วนใหญ่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มักมุ่งเน้นไปที่:
การปฏิรูปทางกฎหมาย
การต่อรองของชนชั้นนำ
การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
หรือการปรับโครงสร้างรัฐสภา
แม้คำอธิบายเหล่านี้จะมีความสำคัญ แต่กลับให้ความสำคัญต่อ “การปฏิรูประบบการพัฒนาและการบริหารรัฐ” น้อยเกินไป
บทความนี้จึงเสนอคำอธิบายอีกแนวทางหนึ่ง
โดยเสนอว่า รากฐานสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงการเกิดขึ้นของ “กระบวนทัศน์การบริหารรัฐแบบใหม่” ซึ่งได้รับการสถาปนาผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และถูกนำไปปฏิบัติจริงผ่าน “การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538” ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ข้อเสนอหลักของบทความคือ รัฐไทยในช่วง พ.ศ. 2538–2540 กำลังพยายามสร้าง “รัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (human-centered strategic state) ผ่าน:
การบูรณาการยุทธศาสตร์ระดับชาติ
การกระจายอำนาจ
การมีส่วนร่วมของประชาชน
ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
และการขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง
บทความยังเสนออีกว่า การปฏิรูปการศึกษาในช่วงดังกล่าว มิใช่เพียงการปฏิรูปเชิงนโยบายรายสาขา หากแต่เป็น “กลไกการสร้างความชอบธรรมและฉันทามติของรัฐ” ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540 ทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองเชิงปฏิบัติของรัฐแบบมีส่วนร่วม” ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
2. ทบทวนวรรณกรรม
2.1 รัฐพัฒนาและรัฐเชิงยุทธศาสตร์
วรรณกรรมเกี่ยวกับ “รัฐพัฒนา” (developmental state) โดยทั่วไปมุ่งอธิบายบทบาทของระบบราชการที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยงานคลาสสิกของ Chalmers Johnson, Alice Amsden และ Robert Wade เน้นบทบาทของรัฐในการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบส่งออกในเอเชียตะวันออก
อย่างไรก็ตาม งานด้าน governance ในระยะหลังได้ขยายกรอบการวิเคราะห์จาก “รัฐอุตสาหกรรม” ไปสู่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” ที่สามารถบูรณาการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในมิติที่กว้างขึ้น
Peter Evans เสนอแนวคิด embedded autonomy ขณะที่ Mariana Mazzucato พัฒนาแนวคิด mission-oriented state ซึ่งมองว่ารัฐสามารถทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของสังคมผ่านการประสานงานข้ามภาคส่วน
บทความนี้เสนอว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ของไทย ได้สะท้อนตรรกะของ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” ลักษณะดังกล่าวตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990s ก่อนที่แนวคิดเหล่านี้จะได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ
2.2 การพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการศึกษา
แนวคิดการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะงานของ Amartya Sen เน้นว่าการพัฒนาควรวัดจาก “การขยายศักยภาพของมนุษย์” มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ทุนมนุษย์ เช่น Theodore Schultz และ Gary Becker ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการศึกษาในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว
อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2538–2540 มีลักษณะที่กว้างกว่าทฤษฎีทุนมนุษย์แบบเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เพราะการปฏิรูปการศึกษาไม่ได้มุ่งเพียงเตรียมแรงงานเข้าสู่ตลาด แต่ยังมุ่งสร้าง:
ความเป็นประชาธิปไตย
ความเสมอภาค
การมีส่วนร่วมของชุมชน
การกระจายอำนาจ
และการสร้างพลเมือง
แนวคิดดังกล่าวใกล้เคียงกับปรัชญาการศึกษาของ Paulo Freire ที่มองการศึกษาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการปลดปล่อยทางการเมือง
2.3 การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญและการสร้างฉันทามติ
วรรณกรรมด้าน constitutional transition มักอธิบายการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญผ่าน:
การต่อรองของชนชั้นนำ
การออกแบบสถาบัน
และกระบวนการ democratization
นักวิชาการอย่าง Samuel P. Huntington และ Douglass North ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ยังมีงานศึกษาจำนวนน้อยที่อธิบายบทบาทของ “การพัฒนาเชิงมีส่วนร่วม” ในการสร้างความชอบธรรมทางสังคมให้กับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ
บทความนี้จึงเสนอแนวคิดว่า การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2540 มีบทบาทในการสร้าง:
“กระบวนการก่อรูปฉันทามติก่อนรัฐธรรมนูญ”
(pre-constitutional consensus formation)
ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ
3. ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษานี้ใช้แนวทาง historical institutionalism ร่วมกับ process-tracing methodology เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่าง:
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540
กลไก governance แบบมีส่วนร่วม
และเงื่อนไขที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
แหล่งข้อมูลหลักประกอบด้วย:
ปาฐกถาเชิงนโยบาย
เอกสารราชการ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 และ 8
รายงานกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อมูลงบประมาณ
เอกสารการดำเนินงาน
และแผนภูมิโครงสร้างการบริหารรัฐในช่วง พ.ศ. 2538–2540
การศึกษานี้มิได้มอง “การปฏิรูปการศึกษา” และ “การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ” เป็นกระบวนการแยกขาดจากกัน หากแต่มองว่าเป็นองค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัฐไทยแบบบูรณาการ
เชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการสร้างฉันทามติแห่งชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2538–2540
รัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการสร้างฉันทามติแห่งชาติในประเทศไทย พ.ศ. 2538–2540
บทคัดย่อ
บทความนี้เสนอว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มิได้เกิดขึ้นจากการปฏิรูปกฎหมายหรือกระบวนการรัฐสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของรัฐไทยที่เริ่มต้นจาก “การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538” และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8
ภายใต้การนำ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รัฐไทยได้พยายามเปลี่ยนผ่านจากระบบราชการรวมศูนย์แบบเดิม ไปสู่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ การบูรณาการเชิงนโยบาย และความเสมอภาคทางสังคม
บทความนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์แบบ historical institutionalism ร่วมกับ process-tracing methodology เพื่ออธิบายว่า การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540 ทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบเชิงปฏิบัติการ” (prototype implementation platform) ของสถาปัตยกรรมการบริหารรัฐรูปแบบใหม่ ผ่านการขยายโอกาสทางการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน การจัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ และการกระจายอำนาจสู่สภาโรงเรียนทั่วประเทศ
บทความเสนอว่า กระบวนการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “ฉันทามติแห่งชาติ” ซึ่งเอื้อให้ประเทศไทยสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้อย่างสันติ
แทนที่จะมองการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการแยกจากกัน บทความนี้เสนอว่าทั้งสองคือองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันของการเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐพัฒนาแบบมีส่วนร่วม” (participatory developmental state)
กรณีศึกษาของประเทศไทยจึงมีความสำคัญต่อการศึกษาด้าน developmental state, governance transformation, democratic transition และ political economy of education โดยแสดงให้เห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาขนาดใหญ่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกของการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีในประเทศกำลังพัฒนาได้
1. บทนำ
การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุดฉบับหนึ่งก่อนวิกฤตการเมืองในศตวรรษที่ 21 โดยมีการปฏิรูปทั้งด้านประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ ความโปร่งใส และสิทธิเสรีภาพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายส่วนใหญ่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มักมุ่งเน้นไปที่:
การปฏิรูปทางกฎหมาย
การต่อรองของชนชั้นนำ
การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
หรือการปรับโครงสร้างรัฐสภา
แม้คำอธิบายเหล่านี้จะมีความสำคัญ แต่กลับให้ความสำคัญต่อ “การปฏิรูประบบการพัฒนาและการบริหารรัฐ” น้อยเกินไป
บทความนี้จึงเสนอคำอธิบายอีกแนวทางหนึ่ง
โดยเสนอว่า รากฐานสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงการเกิดขึ้นของ “กระบวนทัศน์การบริหารรัฐแบบใหม่” ซึ่งได้รับการสถาปนาผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และถูกนำไปปฏิบัติจริงผ่าน “การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538” ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ข้อเสนอหลักของบทความคือ รัฐไทยในช่วง พ.ศ. 2538–2540 กำลังพยายามสร้าง “รัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (human-centered strategic state) ผ่าน:
การบูรณาการยุทธศาสตร์ระดับชาติ
การกระจายอำนาจ
การมีส่วนร่วมของประชาชน
ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์
และการขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง
บทความยังเสนออีกว่า การปฏิรูปการศึกษาในช่วงดังกล่าว มิใช่เพียงการปฏิรูปเชิงนโยบายรายสาขา หากแต่เป็น “กลไกการสร้างความชอบธรรมและฉันทามติของรัฐ” ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540 ทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองเชิงปฏิบัติของรัฐแบบมีส่วนร่วม” ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
2. ทบทวนวรรณกรรม
2.1 รัฐพัฒนาและรัฐเชิงยุทธศาสตร์
วรรณกรรมเกี่ยวกับ “รัฐพัฒนา” (developmental state) โดยทั่วไปมุ่งอธิบายบทบาทของระบบราชการที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยงานคลาสสิกของ Chalmers Johnson, Alice Amsden และ Robert Wade เน้นบทบาทของรัฐในการกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบส่งออกในเอเชียตะวันออก
อย่างไรก็ตาม งานด้าน governance ในระยะหลังได้ขยายกรอบการวิเคราะห์จาก “รัฐอุตสาหกรรม” ไปสู่ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” ที่สามารถบูรณาการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในมิติที่กว้างขึ้น
Peter Evans เสนอแนวคิด embedded autonomy ขณะที่ Mariana Mazzucato พัฒนาแนวคิด mission-oriented state ซึ่งมองว่ารัฐสามารถทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของสังคมผ่านการประสานงานข้ามภาคส่วน
บทความนี้เสนอว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ของไทย ได้สะท้อนตรรกะของ “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” ลักษณะดังกล่าวตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990s ก่อนที่แนวคิดเหล่านี้จะได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ
2.2 การพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางและการศึกษา
แนวคิดการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะงานของ Amartya Sen เน้นว่าการพัฒนาควรวัดจาก “การขยายศักยภาพของมนุษย์” มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ทุนมนุษย์ เช่น Theodore Schultz และ Gary Becker ได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการศึกษาในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว
อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2538–2540 มีลักษณะที่กว้างกว่าทฤษฎีทุนมนุษย์แบบเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เพราะการปฏิรูปการศึกษาไม่ได้มุ่งเพียงเตรียมแรงงานเข้าสู่ตลาด แต่ยังมุ่งสร้าง:
ความเป็นประชาธิปไตย
ความเสมอภาค
การมีส่วนร่วมของชุมชน
การกระจายอำนาจ
และการสร้างพลเมือง
แนวคิดดังกล่าวใกล้เคียงกับปรัชญาการศึกษาของ Paulo Freire ที่มองการศึกษาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการปลดปล่อยทางการเมือง
2.3 การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญและการสร้างฉันทามติ
วรรณกรรมด้าน constitutional transition มักอธิบายการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญผ่าน:
การต่อรองของชนชั้นนำ
การออกแบบสถาบัน
และกระบวนการ democratization
นักวิชาการอย่าง Samuel P. Huntington และ Douglass North ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ยังมีงานศึกษาจำนวนน้อยที่อธิบายบทบาทของ “การพัฒนาเชิงมีส่วนร่วม” ในการสร้างความชอบธรรมทางสังคมให้กับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ
บทความนี้จึงเสนอแนวคิดว่า การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2540 มีบทบาทในการสร้าง:
“กระบวนการก่อรูปฉันทามติก่อนรัฐธรรมนูญ”
(pre-constitutional consensus formation)
ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ
3. ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษานี้ใช้แนวทาง historical institutionalism ร่วมกับ process-tracing methodology เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่าง:
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538–2540
กลไก governance แบบมีส่วนร่วม
และเงื่อนไขที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
แหล่งข้อมูลหลักประกอบด้วย:
ปาฐกถาเชิงนโยบาย
เอกสารราชการ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 และ 8
รายงานกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อมูลงบประมาณ
เอกสารการดำเนินงาน
และแผนภูมิโครงสร้างการบริหารรัฐในช่วง พ.ศ. 2538–2540
การศึกษานี้มิได้มอง “การปฏิรูปการศึกษา” และ “การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ” เป็นกระบวนการแยกขาดจากกัน หากแต่มองว่าเป็นองค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัฐไทยแบบบูรณาการ