ขนมครก’ กับตำนานรักที่พลัดพราก ก่อนมาพบกันเพื่อเคียงคู่
‘ขนมครก’ เป็นหนึ่งในขนมโบราณที่เป็นของกินเล่นยอดนิยมของคนไทย เพราะทั้งอร่อย ทั้งราคาถูก หากินง่าย เป็นขนมกินเล่นได้ตลอดทั้งวัน เป็นอาหารเช้ากินคู่กับเครื่องดื่ม เป็นขนมกินยามบ่าย ขายตามงานประเพณีหรือเทศกาลต่างๆ ขนมครกผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยตั้งแต่เป็นเด็กผ่านการละเล่นขายขนมครก ที่เด็กๆ มักตักดินผสมน้ำใส่เตาหลุมขนมครก แล้วใช้ช้อนแคะออกเพื่อเล่นขายของตามบทบาทสมมติกับเพื่อนร่วมแก๊งอีกด้วย
.
แม้จะเป็นหนึ่งในขนมยอดฮิต แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าที่จริงแล้วขนมครกเป็นชื่อเรียกที่เพี้ยนเสียงมาจาก ‘ขนมคนรักกัน’ เพราะขนมครกคือสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่มีวันแยกจากกัน โดยอดีตมีเรื่องเล่าว่ากันว่า ขนมชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมความรักระหว่างชายหนุ่มชื่อ ‘กะทิ’ กับหญิงชื่อ ‘แป้ง’ ลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านที่ทางบ้านคาดหวังให้แต่งงานกับปลัดหนุ่ม ทั้งคู่ตกหลุมรักกันในวันลอยกระทงและสัญญาว่าจะครองรักกันตลอดทุกชาติไป
.
ในค่ำคืนก่อนวันแต่งงานซึ่งตรงกับคืนเดือนแรม กะทิได้เข้ามาขัดขวางการแต่งงานระหว่างปลัดกับหญิงที่เขารัก แต่นั่นกลับเป็นกลอุบายของผู้ใหญ่บ้านที่หลอกล่อให้กะทิวิ่งตกลงไปในหลุมที่ได้ขุดเตรียมไว้แล้วก่อนหน้านี้ เพื่อฝังร่างของกะทิทั้งเป็น แต่มันไม่เป็นไปตามแผนเพราะแป้งกลับรู้ทันพ่อตัวเองเสียก่อน เธอจึงรีบไปหากะทิในคืนนั้นเพื่อเตือนคนรัก ทว่าดันพลัดตกลงไปในหลุมนั้นเสียเอง กะทิที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดีจึงรีบกระโดดลงไปช่วย ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินที่ลูกน้องฝั่งผู้ใหญ่บ้านมาเห็นและนึกว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้ว พวกเขาจึงได้ขุดดินเพื่อฝังกลบหลุมนั้นในคืนเดือนแรม จนเช้าวันต่อมา ถึงได้รู้ว่าในหลุมนั้นไม่ได้มีเพียงร่างที่ตายแล้วของกะทิ แต่ยังมีร่างของแป้งที่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านแทบตรอมใจ
.
เรื่องราวของทั้งคู่จึงกลายเป็นตำนานรักที่ทำให้ในทุกแรม 6 ค่ำ เดือน 6 ชาวบ้านจะทำขนมครก ที่จะใช้ส่วนผสมเพียงแค่แป้งข้าวเจ้าที่เกิดจากการโม่รวมกับหางกะทิ และน้ำตาลนำมาผสมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วหยดลงบนเตาหลุมขนมครกส่วนล่าง ตามด้วยการราดหัวกะทิลงบนหน้าขนมครก ก่อนรอให้ตัวแป้งด้านนอกขึ้นสีไหม้เกรียมกรอบ ก็จะใช้ช้อนแคะออกมา แล้วนำมาประกบกัน เพื่อระลึกถึงคู่รักคู่นี้ที่แม้จะจบชีวิตลงแต่ยังอยู่เคียงคู่กันอย่างมั่นคง
.
แม้ตำนานรักเรื่องนี้จะอธิบายได้ว่าทำไมขนมครกต้องเสิร์ฟคู่กันก็ตาม แต่ต้นกำเนิดของขนมครกอาจไม่ได้มาจากตำนานคู่รักอย่างแป้งและกะทิเสียทีเดียว เพราะมีการค้นพบหลักฐานการทำเครื่องปั้นดินเผา ในชุมชนบ้านหม้อย่านทุ่งขวัญด้านตะวันตกของคลองสระบัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหนึ่งในนั้นคือการทำเตาขนมครก เป็นการบ่งบอกว่าขนมครกมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แม้กระทั่งขุนหลวงหาวัด หรือสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชที่ 3 ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคสมัยนั้น ก็ยังเคยให้การบันทึกไว้ว่า ‘บ้านหม้อ ปั้นหม้อข้าวหม้อแกงใหญ่เล็ก และกระทะเตาขนมครก ขนมเบื้อง’ อีกด้วย และอันที่จริง คำว่าขนมครกยังปรากฏอยู่ใน ‘ขุนช้างขุนแผน’ ตอนนางสร้อยผ้าทำเสน่ห์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวรรณคดีไทยเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่นอกจากจะทำให้เห็นถึงถิ่นต้นกำเนิดของขนมครกแล้ว ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมขนมชนิดนี้ของผู้คนในยุคนั้นด้วย
.
อย่างไรก็ตาม การทำขนมครกที่ได้กล่าวไปคือวิถีของชาวบ้านที่เน้นขั้นตอนเรียบง่าย แต่ถ้าเป็นขนมครกสูตรชาววัง จะเน้นความพิถีพิถันเป็นพิเศษ นั่นก็คือหลังจากที่ตัวแป้งขนมครกรอบนอกสุกและกรอบแล้ว จะตัดริมขอบที่ไหม้เกรียมออก และจะนิยมโรยเผือก มัน ข้าวโพด หรือหน้ากุ้งลงบนหน้าขนมครกให้มีสีสันสวยงาม ทำให้ได้ขนมครกที่ไม่เพียงแต่ให้รสอร่อยหวานมัน แต่ยังเพิ่มมิติรสชาติอื่นๆ ตามเครื่องที่โรยหน้าลงไปด้วย
.
และเพราะขนมครกเป็นขนมไทยที่กินง่าย และยังสามารถประยุกต์พลิกแพลงขั้นตอนการทำ รวมถึงการตกแต่งหน้าตาของขนมชนิดนี้ได้อย่างอิสระ ทำให้ขนมครกกลายเป็นขนมไทยที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ก็ยังเป็นขนมยอดฮิตที่อยู่เคียงข้างวิถีคนไทยอยู่วันยังค่ำ
.
ที่มา : Sauce เรื่องราวกินได้
ขนมครก’ กับตำนานรักที่พลัดพราก ก่อนมาพบกันเพื่อเคียงคู่