หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมชาววัง และวิธีการปลูกมะระขี้นกให้ได้คุณภาพในตอนแรกไปแล้ว อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ คุณนก-หนึ่งฤทัย อาจยางคำ ให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ “การแปรรูป” ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้สมาชิกกลุ่ม ‘เลิกหนี้ เลิกจน’ ได้อย่างยั่งยืน
วันนี้คุณนกจะมาเผยเทคนิคการเปลี่ยนมะระขี้นกสด ให้กลายเป็นสมุนไพรอบแห้งคุณภาพพรีเมียมที่มีตลาดรองรับแน่นอน ด้วยขั้นตอนที่พิถีพิถันดังนี้...
สำหรับการแปรรูปมะระขี้นกให้ได้คุณภาพเกรดส่งออก คุณนกเล่าว่า เราให้ความสำคัญตั้งแต่ความแก่ของผล เราจะเลือกเก็บเฉพาะลูกที่แก่จัด เนื้อขาว เมล็ดต้องเป็นสีน้ำตาลแข็งจนหยิกไม่เข้า จะไม่เก็บมะระอ่อนที่เมล็ดยังเป็นน้ำนมเด็ดขาด เพราะสเปกที่ลูกค้ากำหนดมานั้นเป็นช่วงที่สารสำคัญทางยาดีที่สุด หากเอาลูกอ่อนไปปนจะทำให้ค่าสารสำคัญตกลงทันที เราจึงมีการประชุมอัปเดตมาตรฐานกับสมาชิกทุกเดือน เพื่อให้ทุกคนคัดของได้ตรงตามเกณฑ์เดียวกัน
ในส่วนของกระบวนการจัดการ จะมีกฎเหล็กว่าสมาชิกต้องมาส่งของได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเท่านั้น และรับซื้อทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ เหตุผลเพราะมะระขี้นกเป็นพืชที่ไวต่อแสงมาก ต่อให้ล้างหรือหั่นแล้ว ถ้าไม่รีบเอาไปโดนแดด สีจะเปลี่ยนจากเปลือกเขียวเป็นเหลือง เนื้อจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นชมพูหรือน้ำตาลทันที การรับของถึงแค่เที่ยงจึงช่วยให้เราล้าง หั่น และตากได้ทันแดดบ่าย เพื่อสตัฟฟ์สีให้สวยตรงตามสเปก ถ้าสมาชิกคนไหนปลูกเยอะเก็บไม่ทันเที่ยง แนะนำให้แบ่งครึ่งเก็บ หรือทยอยส่งพืชตัวอื่นที่ทนกว่าหลังเที่ยงได้
ขั้นตอนการตาก จะผึ่งในโรงตากประมาณ 2 วัน โดยอาศัยอุณหภูมิข้างนอกประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ซึ่งในโรงตากจะช่วยเพิ่มความร้อนให้อีกประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจึงย้ายไปเข้าโรงอบพาราโบลาโดมอีกประมาณ 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความแรงของแดด) ก่อนจะนำไปผ่านการตรวจสอบคุณภาพ แล้วแพ็กส่งลูกค้า
สำหรับสเปกสินค้าที่ส่งให้ลูกค้าจะมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ
1. แบบหั่นแว่น หั่นทั้งลูกตามขวางแล้วนำไปตาก ตัวนี้สัดส่วนจะอยู่ที่ 12 กิโลสดต่อ 1 กิโลแห้ง ความชื้นไม่เกิน 8% ราคาขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 220 บาท
2. แบบคว้านเมล็ด เอาเมล็ดออกให้เหลือแต่เปลือกแล้วค่อยตาก ตัวนี้ราคาจะสูงกว่า อยู่ที่กิโลกรัมละ 500-520 บาท เพราะต้องใช้เนื้อมะระล้วนๆ ถึง 22-23 กิโลสดต่อ 1 กิโลแห้ง และควบคุมความชื้นให้ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์
https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_334258
เกษตรกรสระแก้ว แปรรูปมะระขี้นกอบแห้ง สมุนไพรมูลค่าสูง ราคากิโลละ 220 บาท
วันนี้คุณนกจะมาเผยเทคนิคการเปลี่ยนมะระขี้นกสด ให้กลายเป็นสมุนไพรอบแห้งคุณภาพพรีเมียมที่มีตลาดรองรับแน่นอน ด้วยขั้นตอนที่พิถีพิถันดังนี้...
สำหรับการแปรรูปมะระขี้นกให้ได้คุณภาพเกรดส่งออก คุณนกเล่าว่า เราให้ความสำคัญตั้งแต่ความแก่ของผล เราจะเลือกเก็บเฉพาะลูกที่แก่จัด เนื้อขาว เมล็ดต้องเป็นสีน้ำตาลแข็งจนหยิกไม่เข้า จะไม่เก็บมะระอ่อนที่เมล็ดยังเป็นน้ำนมเด็ดขาด เพราะสเปกที่ลูกค้ากำหนดมานั้นเป็นช่วงที่สารสำคัญทางยาดีที่สุด หากเอาลูกอ่อนไปปนจะทำให้ค่าสารสำคัญตกลงทันที เราจึงมีการประชุมอัปเดตมาตรฐานกับสมาชิกทุกเดือน เพื่อให้ทุกคนคัดของได้ตรงตามเกณฑ์เดียวกัน
ในส่วนของกระบวนการจัดการ จะมีกฎเหล็กว่าสมาชิกต้องมาส่งของได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเท่านั้น และรับซื้อทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ เหตุผลเพราะมะระขี้นกเป็นพืชที่ไวต่อแสงมาก ต่อให้ล้างหรือหั่นแล้ว ถ้าไม่รีบเอาไปโดนแดด สีจะเปลี่ยนจากเปลือกเขียวเป็นเหลือง เนื้อจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นชมพูหรือน้ำตาลทันที การรับของถึงแค่เที่ยงจึงช่วยให้เราล้าง หั่น และตากได้ทันแดดบ่าย เพื่อสตัฟฟ์สีให้สวยตรงตามสเปก ถ้าสมาชิกคนไหนปลูกเยอะเก็บไม่ทันเที่ยง แนะนำให้แบ่งครึ่งเก็บ หรือทยอยส่งพืชตัวอื่นที่ทนกว่าหลังเที่ยงได้
ขั้นตอนการตาก จะผึ่งในโรงตากประมาณ 2 วัน โดยอาศัยอุณหภูมิข้างนอกประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ซึ่งในโรงตากจะช่วยเพิ่มความร้อนให้อีกประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจึงย้ายไปเข้าโรงอบพาราโบลาโดมอีกประมาณ 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความแรงของแดด) ก่อนจะนำไปผ่านการตรวจสอบคุณภาพ แล้วแพ็กส่งลูกค้า
สำหรับสเปกสินค้าที่ส่งให้ลูกค้าจะมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ
1. แบบหั่นแว่น หั่นทั้งลูกตามขวางแล้วนำไปตาก ตัวนี้สัดส่วนจะอยู่ที่ 12 กิโลสดต่อ 1 กิโลแห้ง ความชื้นไม่เกิน 8% ราคาขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 220 บาท
2. แบบคว้านเมล็ด เอาเมล็ดออกให้เหลือแต่เปลือกแล้วค่อยตาก ตัวนี้ราคาจะสูงกว่า อยู่ที่กิโลกรัมละ 500-520 บาท เพราะต้องใช้เนื้อมะระล้วนๆ ถึง 22-23 กิโลสดต่อ 1 กิโลแห้ง และควบคุมความชื้นให้ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์
https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_334258