JJNY : ยื่นแก้รธน.เปิดทางถอดถอนองค์กรอิสระ│คุณหญิงสุดารัตน์เตือน! สึนามิศก.│เดชรัตถามศุภจี จี้เร่งทำงาน│IMF หั่นคาดการณ์

ยุทธนา ยื่น 8 หมื่นรายชื่อ ปชช.เสนอ โสภณ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางถอดถอน องค์กรอิสระ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5672837
.

.
ยุทธนา ยื่น 8 หมื่น รายชื่อ แก้รัฐธรรมนูญ ให้ ‘โสภณ’ เปิดทาง ปชช.ถอดถอนองค์กรอิสระ
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา นายยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง iTAX ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ….. และเอกสารการลงลายมือชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 80,412 คน ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยนายโสภณมอบหมายให้ น.ส.รัชดาภรณ์ เอี่ยมอนันต์ นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับยื่นหนังสือแทน
.
นายยุทธนา กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีหลักการคือให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ เพื่อเสริมสร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามหมวด 12 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
.
ออกจากตำแหน่งได้ด้วยกลไกเดียวกับการเข้าชื่อถอดถอนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากพบว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
.
นายยุทธนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสมควรรับรองบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบและลงโทษบุคคลและองค์กรต่างๆ อันกระทบกระเทือนหลักนิติธรรม ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม จึงสมควรมีกลไกที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ โดยหลักการดังกล่าวเคยปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นการสร้างสมดุลและความยึดโยงระหว่างองค์กรอิสระกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิบไตย เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
.
ด้านน.ส.รัชดาภรณ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ได้รับมอบหมายจากประธานรัฐสภาให้มารับยื่นเรื่องดังกล่าว สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะส่งเรื่องให้กลุ่มงาน เข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นผู้ตรวจสอบรายชื่อภายใน 45 วันว่าถูกต้อง ครบถ้วน ตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้หรือไม่ และจะนำกราบเรียนประธานรัฐสภาเพื่อทราบต่อไป
.

.
คุณหญิงสุดารัตน์ เตือน! สึนามิเศรษฐกิจ รอบนี้แรงกว่า ต้มยำกุ้ง-โควิด
https://news.ch7.com/detail/866653
.
"คุณหญิงสุดารัตน์" เตือน "สึนามิเศรษฐกิจ" ของจริงกำลังจะมา ชี้วิกฤตรอบนี้แรงกว่า "ต้มยำกุ้ง-โควิด" ขอทุกคนตั้งรับด้วยสติ-วางแผนการใช้ชีวิต
.
10 เม.ย. 69 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan โดยระบุว่า
.
สึนามิ “ทางเศรษฐกิจของจริงกำลังจะมา ไทยจะเตรียมรับหายนะครั้งใหญ่ของโลกอย่างไร ในสายตาของดิฉันที่ผ่านวิกฤติของประเทศมาหลายครั้ง ดิฉันเห็นว่าวิกฤติครั้งนี้จะรุนแรงกว่า โควิด หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่เราเคยเจอมาหลายเท่า ถึงขั้นเป็น “สึนามิ”ที่จะกวาดเศรษฐกิจ และธุรกิจไทยราบเป็นหน้ากลอง ถ้าเราตั้งรับไม่ดี
.
สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามที่ยืดเยื้อ ย้อนแย้ง และย่อยยับ”
.
“ยืดเยื้อ” คือแม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราว เพื่อเปิดให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจากันที่กรุงอิสลามาบัด (Islamabad) ของปากีสถาน แต่การพูดคุยก็ไม่ง่าย เป็นการเจรจาที่เปราะบาง ด้วยเงื่อนไขที่ตกลงกันได้ยาก โดยเฉพาะประเด็นการถล่มเลบานอนของอิสราเอล และจากนี้โลกจะเสี่ยงต่อการก่อการร้ายเพื่อแก้แค้นอย่างต่อเนื่อง
.
“ย้อนแย้ง” คือการทำสงครามครั้งนี้ได้ฉีกทุกกฎกติกาของโลก จนไม่รู้จะยึดหลักอะไร ยากที่จะคาดเดาสิ่งที่จะเกิดในอนาคต 
.
“ย่อยยับ” คือโครงสร้างพลังงานที่ถูกทั้ง 2 ฝ่ายทำลายจนย่อยยับ บางแห่งต้องใช้เวลาซ่อมแซมนาน3-5ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งโลกต้องย่อยยับอย่างยาวนาน
.
แม้ไทยจะอยู่ห่างไกลจากสนามรบ แต่เราได้รับผลกระทบอย่างสาหัส จาก สึนามิเศรษฐกิจ ในครั้งนี้
.
สึนามิลูกแรก วิกฤติราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และก๊าซ
ซึ่งไทยได้รับผลกระทบหนักเพราะเรานำเข้าพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียมากกว่าเพื่อนบ้าน เราจะเข้าสู่ยุคนำ้มันและข้าวของ “แพงทั้งแผ่นดิน“ ซึ่งที่เห็นราคาที่แพงในขณะนี้ยังไม่ใช่ของจริง หลังสงกรานต์หรือภายในเดือนหน้าเราจะเจอกับของจริง ที่จะเป็นวิกฤติหนักมากสำหรับคนไทย และเศรษฐกิจไทย ราคานำ้มันที่ขึ้นทุก 1 บาท จะฉุด GDP ลง 0.04 % และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.32 %
.
สึนามิลูกที่ 2 วิกฤติการขาดแคลนพลังงาน และสินค้าจากปิโตรเคมี ไทยเสี่ยงสูงมากต่อการขาดแคลนพลังงาน แม้จะหยุดยิงกันแล้ว เพราะโครงสร้างพลังงานเสียหายไปอย่างมาก ซึ่งจะเป็นการดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ และเรายังเสี่ยงที่จะขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งหมายถึงจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของไทย และรายได้ของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมทั้งการขาดแคลนผลผลิตจากปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน เช่นเม็ดพลาสติก ส่งผลกระทบหลายอุสาหกรรม เช่นบรรจุภัณฑ์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือยารักษาโรค
.
“สึนามิ” ลูกนี้ใหญ่มาก รัฐบาลต้องไม่ประมาท ควรคิดแบบ worst case scenario หากสถานการณ์เลวร้ายสุด ถึงขั้น สึนามิลูกที่ 2 ตามที่ดิฉันได้กล่าวข้างต้น รัฐบาลจะพาคนไทยให้รอดไปได้อย่างไร กำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวและประกาศให้ประชาชนทราบ เพื่อจะได้ร่วมฟันฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน ด้วยความเข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริง
.
ระยะสั้น ที่รัฐบาลประกาศว่าจะปรับ โครงสร้างราคาพลังงาน ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และอยากให้ดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะต่อจากนี้เราอาจจะหมดยุคที่ราคาพลังงานถูกอีกต่อไป ราคาพลังงานจึงควรจะเป็นธรรมกับประชาชน การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม หรือ Targeted เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำให้“ทั่วถึง รวดเร็ว และเพียงพอ”ที่จะสามารถประครองชีวิตของพี่น้องที่เดือดร้อนให้พออยู่รอดได้อย่างแท้จริง
.
สิ่งรัฐบาลยังไม่ค่อยได้พูดถึง แต่ดิฉันเห็นว่ามีความสำคัญมากคือ“การบริหารราชการในภาวะวิกฤติ” ที่รัฐบาลต้อง เตรียมความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดสุด ๆ ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนของทุกกระทรวงออกทั้งหมด เช่น งบประมาณในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และถนน ซึ่งในปีนี้ตั้งงบประมาณไว้สูงถึงเกือบ 200,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาใช้เยียวยาประชาชน คนตัวเล็ก เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ให้เพียงพอที่จะอยู่รอดในวิกฤตินี้ รวมทั้งจะได้สามารถยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตนำ้มัน ชั่วคราว เพื่อ“ลดราคานำ้มัน” ให้ประชาชนได้ ซึ่งเป็นมาตรการที่หลายประเทศทำ เช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย และเวียตนาม
.
ระยะกลางและยาว คือต้องปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลให้มากที่สุด สนับสนุนประชาชน เกษตรกร และธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงโซลาเซล ได้ง่าย ถูก และสามารถขายไฟฟ้าคืนให้รัฐได้
.
ปรับเปลี่ยนการขนส่งให้ใช้รถไฟและการขนส่งทางน้ำให้มากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนรถขนส่ง รถโดยสารชนิดต่างๆ ให้ใช้EV โดยอาจจะให้เป็นเงินสนับสนุนบางส่วน เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนมาใช้รถ EV รวมทั้งสนับสนุนให้มีการผลิตรถ EV ในไทยให้มากขึ้น เป็นต้น
.
“ยุคแห่งความสงบสุขของโลก”ได้หมดไปแล้ว ต่อไปนี้โลกจะเต็มไปด้วยความผันผวน และความไม่แน่นอน (Uncertainty) โลกกำลังก้าวเข้าสู่  “ยุคที่ความมั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญสุด” ทั้งความมั่นคงด้านความปลอดภัย พลังงาน อาหาร สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งในวิกฤตินี้ ถ้าเราเข้าใจ มีวิสัยทัศน์ ปรับตัวเร็ว และบริหารเป็น เราจะอยู่รอดและสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้
.
ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ทิ้งท้ายว่า สึนามิเศรษฐกิจ ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ขอทุกท่านได้ตั้งรับด้วยสติ วางแผนการใช้ชีวิต และธุรกิจอย่างรอบครอบ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน รอดจาก“สึนามิเศรษฐกิจ” ครั้งใหญ่นี้ไปด้วยกัน
.
https://www.facebook.com/sudaratofficial/posts/pfbid0kbCS7VguQ1a8X1TS4Anx36wQqC1fpqyE2FbqsAnnKbNhcre491kHXV75ArnbWNvel
.

.
เดชรัต ถาม ศุภจี ล้งชุมชน ไม่เหมือนล้งกลาง จี้เร่งทำงาน ราคามะพร้าว ต่ำไม่ไหว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5673007
.
เดชรัต ถาม ศุภจี ล้งชุมชน ไม่เหมือนล้งกลาง จี้เร่งทำงาน ราคามะพร้าว ต่ำไม่ไหว
.
วันที่ 10 เมษายน นายเดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหาร พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
เมื่อวาน เพื่อนๆ ยังสอบถามว่า “ล้งกลาง” ที่คุณศุภจี เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนก่อน (ตามภาพ) ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
.
ผมขอตอบก่อนเลยนะครับว่า เมื่อคืนในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล คุณศุภจีก็ออกมาพูดเรื่องนี้แบบเต็มๆ ว่า ไม่ใช่ล้งกลาง แต่เป็น “ล้งชุมชน” แทนแล้วครับ
.
แล้ว “ล้งกลาง” VS “ล้งชุมชน” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? ผมจะขออภิปรายในโพสต์นี้ครับ
.
ก่อนอื่น เราต้องเท้าความกลับไปถึงบริบทที่คุณศุภจีกล่าวถึง “ล้งกลาง” ในวันนั้น คุณศุภจีกล่าวถึงข่าวที่ล้งรับซื้อมะพร้าวจำนวน “สองร้อยกว่าล้ง” จะไม่รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมเป็นเวลา 2 วัน คุณศุภจีจึงบอกว่า “ให้หยุดไปเลย” เพราะกระทรวงพาณิชย์จะหาคนมาทำ “ล้งกลาง” เอง
.
หลังจากนั้น ทุกคนก็ถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะออกแบบล้งกลางมาในรูปแบบใด ตัวผมเองก็ได้เขียนโพสต์ทบทวนรูปแบบล้งกลางในประเทศอื่นๆ มาด้วย (ดูในคอมเมนท์) เพราะการออกแบบล้งกลางที่จะเวิร์คนั้นมีรายละเอียดมาก และพี่น้องชาวสวนมะพร้าวก็อยากได้ทางออกในเร็ววัน
สรุปสุดท้าย คุณศุภจีก็มาบอกว่า ไม่ได้ทำล้งกลางแล้วนะครับ แต่จะทำ “ล้งชุมชน” โดยส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร มาทำ “ล้งชุมชน” เพื่อกระจายกันรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม
.
เพราะฉะนั้น แนวคิด “ล้งชุมชน” จึงแตกต่างจาก “ล้งกลาง” เพราะล้งชุมชนเป็นลักษณะของล้งเล็กๆ ที่เข้าไปแทรกอยู่ในตลาด และแข่งขันกับล้งอื่นๆ ไม่ใช่ตลาดกลางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกกลางแต่อย่างใด
.
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ “ขนาด” เพราะในครั้งที่คุณศุภจีพูดถึงล้งกลางนั้น คุณศุภจีท้าชนกับล้งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ล้ง เพราะฉะนั้น ก็น่าสงสัยว่า เราจะต้องมี “ล้งชุมชน” สักกี่แห่งที่จะรับมือกับล้งรับซื้อเดิมๆ 200 กว่าแห่งได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่