บอสพาชิม: Nusara โอชารสชาติของคุณยาย (Bangkok, Thailand)

นี่คือการกลับมาเยือนอีกครั้งของผมหลังจากที่ร้านคว้าดาวมาได้ ท่ามกลางเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาของย่านประวัติศาสตร์อย่าง "ท่าเตียน" ที่ให้บรรยากาศขรึม ขลัง และโรแมนติกในคราวเดียวกัน ร้าน
Nusara (นุสรา) ได้ถือกำเนิดขึ้นในตึกแถวโบราณที่ถูกชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นวิหารแห่งอาหารไทยระดับ Fine Dining ร้านอาหารแห่งนี้คือการร้อยเรียงความรักและความทรงจำของ
เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร และคุณตาม (ชัยสิริ) ผู้เป็นน้องชาย ที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ "คุณยายนุสรา" ผู้ล่วงลับ
หัวใจหลักของที่นี่คือ
"Modern Thai Cuisine" ที่หยิบยกเอาสูตรไทยดั้งเดิมมาตีความใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงที่ทันสมัยและประณีต เพื่อชูวัตถุดิบชั้นเลิศของไทยให้ชาวต่างชาติได้ประจักษ์รสชาติของที่นี้ยังคงมีความเป็นไทยและจัดจ้าน แต่ปรับให้รร่วมสมัยนานาชาติสักหน่อย มีการนำรสที่ไม่ค่อยเจอในอาหารไทยอย่างความฝาด มาบาลานซ์มื้ออาหารตลอดคอร์สได้อย่างน่าสนใจ
เชฟต้น ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมสูงสุดจาก Culinary Institute of America (CIA) และผ่านประสบการณ์จากร้านระดับ 3 ดาวมิชลินอย่าง Eleven Madison Park และ Jean-Georges ได้นำพา Nusara คว้ารางวัลระดับสากลมาครองอย่างมากมาย ทั้ง Michelin Star, Asia's 50 Best Restaurants และ Taler Best of Asia รวมทั้งเชฟต้นคือเชฟไทยคนเดียวในโลกที่ครอบครองดาวมิชลินถึง 2 ร้าน คือ Le Du และ Nusara

การเดินทาง (Journey) และ Experience ตลอดมื้ออาหารที่นี่ถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในไทย เริ่มต้นที่ Lounge ด้านล่างด้วย Welcome Drink ก่อนจะนำท่านเดินเยี่ยมชมครัวเพื่อรับประทาน Starter จากนั้นขยับขึ้นสู่ Rooftop เพื่อลิ้มรสคานาเป้อีกชุดคู่กับ Champagne Krug พลางชมวิวหลักล้านของพระปรางค์วัดอรุณฯ และวัดโพธิ์ในแบบพาโนรามายามพระอาทิตย์อัสดง ก่อนจะ Move เข้าสู่ Main Dining Hall เพื่อลิ้มรสเมนูหลัก
หลายเมนูมีการพรีเซนต์พร้อมหน้าตาวัตถุดิบจริงให้ชาวต่างชาติได้เห็น ถือเป็นรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมและประทับใจผมมาก แม้บริกรต่างชาติอาจจะทำให้ Context ในการนำเสนออาหารไทยเพี้ยนจากรากของอาหารไปบ้าง แต่การบริการนั้นถือว่าใส่ใจและเรียบร้อยดีมาก
อีกจุดเด่นของร้านคือWine Pairing โดยคุณตามนั้นทำได้ดี นำไวน์โลกเก่ามาสู้กับอาหารไทยที่มีทั้งความเผ็ดและกะปิได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะการนำไวน์ Clos de la roche grand cru และไวน์ขาวมาแพร์ริ่งกับแกงปูนั้นยังคงประทับใจในทุกรอบ
หมูย่างใบชะพลู (Grilled Pork with Wild Betel Leaf): เริ่มต้นด้วยคำที่ทรงพลัง หมูย่างคลุกเคล้าพริกแกงที่ให้กลิ่นสมุนไพรและพริกแกงชัดเจน ท็อปด้วยใบชะมวงซอย รสพริกแกงไม่แรงจนเกินไปนัก ขณะที่รสฝาดอ่อนๆ ของใบชะมวงช่วยดับความร้อนและกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี
ผัดลําไย (Longan with Squid Tentacles): เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารโบราณอย่างผัดลำไย แต่เสิร์ฟมาในรูปแบบเย็นชวนประหลาดใจ ลำไยคว้านเม็ดยัดไส้ด้วยกะทิ ถั่ว และหนวดปลาหมึก ให้เท็กซ์เจอร์ที่ซับซ้อนเคี้ยวสนุก
แครอทและช่อส้ม: เมนูที่ออกแบบมาให้เข้ากับเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยอย่าง Krug โดดเด่นด้วยกลิ่นปลาหมึกแห้งที่ชัดเจนแต่ไม่มีรสเค็ม เสิร์ฟพร้อม "ช่อส้ม" ที่ดัดแปลงจากอาหารไทยโบราณอย่างช่อม่วง โดยสอดไส้เนื้อปลาช่อนสับ ราดด้วยซอสที่ทำจากน้ำแครอทและส้มจี๊ดเพื่อเพิ่มความสว่าง (Bright) ให้รสชาติที่มีความเป็นไทยผสมผสานความสากล
Tartare ลาบเมือง (Northern-style Tartare): ทาร์ทาร์เนื้อสไตล์เหนือ เสิร์ฟมาในโคนทำจากน้ำมะเขือเทศ โดดเด่นด้วยเนื้อวากิวสกลนครแสนอร่อย ปรุงรสด้วยพริกลาบเชียงใหม่และผักแพว ให้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว
สารพัดบัว (Varieties of Lotus): จานที่แสดงถึงความ "เด็ดขาด" ในการนำเสนอทุกส่วนของบัวออกมาเป็นหลายจานย่อย เริ่มที่สายบัวใต้น้ำและบนน้ำปรุงรสด้วยกะทิกะปิ หอยจอบเนื้อแน่น และส้มซ่า ให้รสอูมามิครบรสและเคี้ยวกรุบกรอบ ตามด้วยพิวเร่รากบัวเนื้อเนียน ทานคู่กับปลาแห้งและพริกแกงปลากรอบ เม็ดบัวหวานละมุนกับน้ำผึ้ง ปิดท้ายด้วยซุปใสจากชากลีบบัวปรุงรสคล้ายต้มโคล้งที่มีความฝาดเบาๆ และกลิ่นบัวบางๆ ทำหน้าที่ล้างเพดานปากได้ดีเยี่ยม
ดูปะชูดง (Spicy Tropical Fruit Salad & Whole Squid): เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากการนำขนมหวานมาทำเป็นของคาว ปลาหมึกเนื้อหนึบยัดไส้ข้าวเหนียวผัดกะทิแน่นหนึบด้านใน เสริมความไบรท์ด้วยผลไม้หลากชนิด ทั้งมังคุด เยลลี่แตงโมเย็น และสับปะรด เป็นจานที่ให้ความสดชื่น ซับซ้อน มีมิติที่ดีมาก และไม่คาวเลย
แกงปูไข่เยิ้มกับใบเล็บครุฑ กุ้งฝอยกรอบ (Blue Swimming Crab Curry & Crispy Garuda Leaves): แกงเหลืองใส่ขมิ้นสีทองอร่าม อัดแน่นด้วยเนื้อปูสุกกำลังดี ไข่ปูทะเล และไข่แมงดา รสชาติหวานนำ ร้อนแรงจัดจ้านถึงใจ หอมเครื่องแกงกะทิเป็นเอกลักษณ์ มีรสฝาดปิดท้าย เสิร์ฟคู่กับใบเล็บครุฑทอดคลุกเคล้าเครื่องแกงที่ให้ความขมและกลิ่นเฉพาะตัวช่วยตัดรสชาติได้ดี พร้อมกุ้งเต้น (กุ้งฝอย) ทอดกรอบที่มาเพิ่มเท็กซ์เจอร์
ต้มข่าปลาสลิด (Tom Kha, Gourami Fish & Poached Mushroom): ต้มข่าที่มาในรูปแบบเนื้อครีมข้นคล้ายเอสพูม่า ดูแน่นแต่สัมผัสในปากกลับเบาบาง ไม่หนักอย่างที่คิด รสชาติหวานนิดๆ ปิดท้ายด้วยความเปรี้ยวอ่อนๆ มีกลิ่นหอมเย็นของข่า ครบรสชาติต้มข่า เสริมความโดดเด่นด้วยน้ำมันพริกอ่อนๆ กุ้งแม่น้ำเนื้อเด้ง และปลาสลิดฟูกรอบที่ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์
แกงกุวามลายูปลาย่าง (Guwa Malayan Curry & Dry-Aged Fish): แกงใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากมลายู ไร้กะทิและมีน้ำแกงที่ใสกว่าแกงใต้ปกติ รสชาติร้อนแรงและเปรี้ยวกว่าแกงส้มใต้ เสิร์ฟพร้อมปลาดรายเอจ (Dry-Aged) เนื่อนุ่มแน่นหนังกรอบ ทานคู่กับสารพัดผัก ทั้งกระเจี๊ยบ สายบัว ผักดอง และเห็ด ซึ่งรสหวานเปรี้ยวของผักดองช่วยเบรกความเผ็ดร้อน ทำให้จานนี้มีความครบรสและอร่อยกลมกล่อม
ยำผักกูดหอยรมควัน (Fiddlehead Salad & Smoked Clam): ผักกูดลวกมาอย่างพอดิบพอดี ยำรสชาติหวานนำ เค็ม เผ็ด ครบรส ทำหน้าที่เป็นตัวลดความเผ็ดได้ดี เพิ่มมิติด้วยหอยรมควันกลิ่นอ่อนๆ เนื้อเด้ง ทำให้ยำจานนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
น้ำพริกสี่ภาค (Peanut Relish, Winged Bean & Pickled White Turmeric Thai Green Banana Chili Relish Fermented Fish Sauce Relish & Kae Flower Kil Paste Relish & Sweet Dancing Shrimp Sour Leaves Soup Thai Wagyu & Holy Basil
): การนำเสนอน้ำพริก 4 แบบจาก 4 ภาค เช่น น้ำพริกหนุ่ม, น้ำพริกปลาร้า มาในรูปแบบคำเล็กๆ สวยงามพร้อมเครื่องแนม รสชาติมีความเป็นไทยแต่อาจไม่จัดจ้านนัก เป็นน้ำพริกที่ประณีตและทานสนุก เหมาะเเก่การลองนิดนี่หน่อย
ซุปใบชะมวง (Sour leaf soup): ซุปใสแบบเช็งๆ ให้รสอูมามิ เปรี้ยวอ่อนๆ ไม่ค่อยฝาด ซดคล่องคอสบายท้อง
ผัดเนื้อซอสกะเพราแดง (Thai wagyu and red holy basil): เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวจากไทยที่ให้กลิ่นเนื้อโดดเด่นนำหน้า ราดด้วยซอสเข้มข้นรสหวานนำและเผ็ดร้อนปลายลิ้น พร้อมกลิ่นหอมของกะเพราแดงที่แทรกมาเป็นระยะ
สารพัดมะม่วง (Varieties of Mangoes): นำความสดชื่นด้วยมะม่วงหลากรูปแบบ ทั้งซอร์เบต์มะม่วงเบา แคนดี้มะม่วง มูสมะม่วงสุก และเนื้อมะม่วงสด ความเปรี้ยวของซอร์เบต์ตัดกับความหวานของครีมได้อย่างลงตัว
สาคูมะพร้าวอ่อน (Sago & Young Coconut): เมนู Signature ของทางร้าน ที่เลือกใช้สาคูต้นแท้ๆ ให้เท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างจากสาคูทั่วไป
Petit Four & ผลไม้ตามฤดูกาล: ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างอลังการและสมบูรณ์แบบ ด้วยแซนด์วิชไอศกรีมชาไทย, ช็อกโกแลตน้ำปลาคาราเมล, ขนมชั้นใบเตยสังขยา, เยลลี่โทงเทง และฝรั่งกับน้ำปลาหวาน
Visit: FEB-2026
🗺 แผนที่: https://maps.app.goo.gl/iSWRxCVZegbsADGU8
⏰ เวลาเปิดปิด: 6–10:30 PM
💵 ค่าเสียหาย: NA
⌨️ เว็บไซต์ร้าน: https://www.nusarabkk.com/
Score : AD
เราเป็นเพจรีวิวร้านอาหาร Fine dining แบบจริงใจและเจาะลึกทั้งในไทยทั่วโลก ชอบช่วยกดไลค์ ใช่ช่วยกดเเชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้เรา #บอสพาชิม #eatliketheboss #michelinguide #michelinstar #tatlerbest #tatlerthailand #tatlerdining #bestchefaward
[SR] บอสพาชิม: Nusara โอชารสชาติของคุณยาย (Bangkok, Thailand)
นี่คือการกลับมาเยือนอีกครั้งของผมหลังจากที่ร้านคว้าดาวมาได้ ท่ามกลางเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาของย่านประวัติศาสตร์อย่าง "ท่าเตียน" ที่ให้บรรยากาศขรึม ขลัง และโรแมนติกในคราวเดียวกัน ร้าน Nusara (นุสรา) ได้ถือกำเนิดขึ้นในตึกแถวโบราณที่ถูกชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นวิหารแห่งอาหารไทยระดับ Fine Dining ร้านอาหารแห่งนี้คือการร้อยเรียงความรักและความทรงจำของ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร และคุณตาม (ชัยสิริ) ผู้เป็นน้องชาย ที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ "คุณยายนุสรา" ผู้ล่วงลับ
หัวใจหลักของที่นี่คือ "Modern Thai Cuisine" ที่หยิบยกเอาสูตรไทยดั้งเดิมมาตีความใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงที่ทันสมัยและประณีต เพื่อชูวัตถุดิบชั้นเลิศของไทยให้ชาวต่างชาติได้ประจักษ์รสชาติของที่นี้ยังคงมีความเป็นไทยและจัดจ้าน แต่ปรับให้รร่วมสมัยนานาชาติสักหน่อย มีการนำรสที่ไม่ค่อยเจอในอาหารไทยอย่างความฝาด มาบาลานซ์มื้ออาหารตลอดคอร์สได้อย่างน่าสนใจ
เชฟต้น ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมสูงสุดจาก Culinary Institute of America (CIA) และผ่านประสบการณ์จากร้านระดับ 3 ดาวมิชลินอย่าง Eleven Madison Park และ Jean-Georges ได้นำพา Nusara คว้ารางวัลระดับสากลมาครองอย่างมากมาย ทั้ง Michelin Star, Asia's 50 Best Restaurants และ Taler Best of Asia รวมทั้งเชฟต้นคือเชฟไทยคนเดียวในโลกที่ครอบครองดาวมิชลินถึง 2 ร้าน คือ Le Du และ Nusara
การเดินทาง (Journey) และ Experience ตลอดมื้ออาหารที่นี่ถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในไทย เริ่มต้นที่ Lounge ด้านล่างด้วย Welcome Drink ก่อนจะนำท่านเดินเยี่ยมชมครัวเพื่อรับประทาน Starter จากนั้นขยับขึ้นสู่ Rooftop เพื่อลิ้มรสคานาเป้อีกชุดคู่กับ Champagne Krug พลางชมวิวหลักล้านของพระปรางค์วัดอรุณฯ และวัดโพธิ์ในแบบพาโนรามายามพระอาทิตย์อัสดง ก่อนจะ Move เข้าสู่ Main Dining Hall เพื่อลิ้มรสเมนูหลัก
หลายเมนูมีการพรีเซนต์พร้อมหน้าตาวัตถุดิบจริงให้ชาวต่างชาติได้เห็น ถือเป็นรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมและประทับใจผมมาก แม้บริกรต่างชาติอาจจะทำให้ Context ในการนำเสนออาหารไทยเพี้ยนจากรากของอาหารไปบ้าง แต่การบริการนั้นถือว่าใส่ใจและเรียบร้อยดีมาก
อีกจุดเด่นของร้านคือWine Pairing โดยคุณตามนั้นทำได้ดี นำไวน์โลกเก่ามาสู้กับอาหารไทยที่มีทั้งความเผ็ดและกะปิได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะการนำไวน์ Clos de la roche grand cru และไวน์ขาวมาแพร์ริ่งกับแกงปูนั้นยังคงประทับใจในทุกรอบ
หมูย่างใบชะพลู (Grilled Pork with Wild Betel Leaf): เริ่มต้นด้วยคำที่ทรงพลัง หมูย่างคลุกเคล้าพริกแกงที่ให้กลิ่นสมุนไพรและพริกแกงชัดเจน ท็อปด้วยใบชะมวงซอย รสพริกแกงไม่แรงจนเกินไปนัก ขณะที่รสฝาดอ่อนๆ ของใบชะมวงช่วยดับความร้อนและกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี
ผัดลําไย (Longan with Squid Tentacles): เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารโบราณอย่างผัดลำไย แต่เสิร์ฟมาในรูปแบบเย็นชวนประหลาดใจ ลำไยคว้านเม็ดยัดไส้ด้วยกะทิ ถั่ว และหนวดปลาหมึก ให้เท็กซ์เจอร์ที่ซับซ้อนเคี้ยวสนุก
แครอทและช่อส้ม: เมนูที่ออกแบบมาให้เข้ากับเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยอย่าง Krug โดดเด่นด้วยกลิ่นปลาหมึกแห้งที่ชัดเจนแต่ไม่มีรสเค็ม เสิร์ฟพร้อม "ช่อส้ม" ที่ดัดแปลงจากอาหารไทยโบราณอย่างช่อม่วง โดยสอดไส้เนื้อปลาช่อนสับ ราดด้วยซอสที่ทำจากน้ำแครอทและส้มจี๊ดเพื่อเพิ่มความสว่าง (Bright) ให้รสชาติที่มีความเป็นไทยผสมผสานความสากล
Tartare ลาบเมือง (Northern-style Tartare): ทาร์ทาร์เนื้อสไตล์เหนือ เสิร์ฟมาในโคนทำจากน้ำมะเขือเทศ โดดเด่นด้วยเนื้อวากิวสกลนครแสนอร่อย ปรุงรสด้วยพริกลาบเชียงใหม่และผักแพว ให้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว
สารพัดบัว (Varieties of Lotus): จานที่แสดงถึงความ "เด็ดขาด" ในการนำเสนอทุกส่วนของบัวออกมาเป็นหลายจานย่อย เริ่มที่สายบัวใต้น้ำและบนน้ำปรุงรสด้วยกะทิกะปิ หอยจอบเนื้อแน่น และส้มซ่า ให้รสอูมามิครบรสและเคี้ยวกรุบกรอบ ตามด้วยพิวเร่รากบัวเนื้อเนียน ทานคู่กับปลาแห้งและพริกแกงปลากรอบ เม็ดบัวหวานละมุนกับน้ำผึ้ง ปิดท้ายด้วยซุปใสจากชากลีบบัวปรุงรสคล้ายต้มโคล้งที่มีความฝาดเบาๆ และกลิ่นบัวบางๆ ทำหน้าที่ล้างเพดานปากได้ดีเยี่ยม
ดูปะชูดง (Spicy Tropical Fruit Salad & Whole Squid): เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากการนำขนมหวานมาทำเป็นของคาว ปลาหมึกเนื้อหนึบยัดไส้ข้าวเหนียวผัดกะทิแน่นหนึบด้านใน เสริมความไบรท์ด้วยผลไม้หลากชนิด ทั้งมังคุด เยลลี่แตงโมเย็น และสับปะรด เป็นจานที่ให้ความสดชื่น ซับซ้อน มีมิติที่ดีมาก และไม่คาวเลย
แกงปูไข่เยิ้มกับใบเล็บครุฑ กุ้งฝอยกรอบ (Blue Swimming Crab Curry & Crispy Garuda Leaves): แกงเหลืองใส่ขมิ้นสีทองอร่าม อัดแน่นด้วยเนื้อปูสุกกำลังดี ไข่ปูทะเล และไข่แมงดา รสชาติหวานนำ ร้อนแรงจัดจ้านถึงใจ หอมเครื่องแกงกะทิเป็นเอกลักษณ์ มีรสฝาดปิดท้าย เสิร์ฟคู่กับใบเล็บครุฑทอดคลุกเคล้าเครื่องแกงที่ให้ความขมและกลิ่นเฉพาะตัวช่วยตัดรสชาติได้ดี พร้อมกุ้งเต้น (กุ้งฝอย) ทอดกรอบที่มาเพิ่มเท็กซ์เจอร์
ต้มข่าปลาสลิด (Tom Kha, Gourami Fish & Poached Mushroom): ต้มข่าที่มาในรูปแบบเนื้อครีมข้นคล้ายเอสพูม่า ดูแน่นแต่สัมผัสในปากกลับเบาบาง ไม่หนักอย่างที่คิด รสชาติหวานนิดๆ ปิดท้ายด้วยความเปรี้ยวอ่อนๆ มีกลิ่นหอมเย็นของข่า ครบรสชาติต้มข่า เสริมความโดดเด่นด้วยน้ำมันพริกอ่อนๆ กุ้งแม่น้ำเนื้อเด้ง และปลาสลิดฟูกรอบที่ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์
แกงกุวามลายูปลาย่าง (Guwa Malayan Curry & Dry-Aged Fish): แกงใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากมลายู ไร้กะทิและมีน้ำแกงที่ใสกว่าแกงใต้ปกติ รสชาติร้อนแรงและเปรี้ยวกว่าแกงส้มใต้ เสิร์ฟพร้อมปลาดรายเอจ (Dry-Aged) เนื่อนุ่มแน่นหนังกรอบ ทานคู่กับสารพัดผัก ทั้งกระเจี๊ยบ สายบัว ผักดอง และเห็ด ซึ่งรสหวานเปรี้ยวของผักดองช่วยเบรกความเผ็ดร้อน ทำให้จานนี้มีความครบรสและอร่อยกลมกล่อม
ยำผักกูดหอยรมควัน (Fiddlehead Salad & Smoked Clam): ผักกูดลวกมาอย่างพอดิบพอดี ยำรสชาติหวานนำ เค็ม เผ็ด ครบรส ทำหน้าที่เป็นตัวลดความเผ็ดได้ดี เพิ่มมิติด้วยหอยรมควันกลิ่นอ่อนๆ เนื้อเด้ง ทำให้ยำจานนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
น้ำพริกสี่ภาค (Peanut Relish, Winged Bean & Pickled White Turmeric Thai Green Banana Chili Relish Fermented Fish Sauce Relish & Kae Flower Kil Paste Relish & Sweet Dancing Shrimp Sour Leaves Soup Thai Wagyu & Holy Basil): การนำเสนอน้ำพริก 4 แบบจาก 4 ภาค เช่น น้ำพริกหนุ่ม, น้ำพริกปลาร้า มาในรูปแบบคำเล็กๆ สวยงามพร้อมเครื่องแนม รสชาติมีความเป็นไทยแต่อาจไม่จัดจ้านนัก เป็นน้ำพริกที่ประณีตและทานสนุก เหมาะเเก่การลองนิดนี่หน่อย
ซุปใบชะมวง (Sour leaf soup): ซุปใสแบบเช็งๆ ให้รสอูมามิ เปรี้ยวอ่อนๆ ไม่ค่อยฝาด ซดคล่องคอสบายท้อง
ผัดเนื้อซอสกะเพราแดง (Thai wagyu and red holy basil): เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวจากไทยที่ให้กลิ่นเนื้อโดดเด่นนำหน้า ราดด้วยซอสเข้มข้นรสหวานนำและเผ็ดร้อนปลายลิ้น พร้อมกลิ่นหอมของกะเพราแดงที่แทรกมาเป็นระยะ
สารพัดมะม่วง (Varieties of Mangoes): นำความสดชื่นด้วยมะม่วงหลากรูปแบบ ทั้งซอร์เบต์มะม่วงเบา แคนดี้มะม่วง มูสมะม่วงสุก และเนื้อมะม่วงสด ความเปรี้ยวของซอร์เบต์ตัดกับความหวานของครีมได้อย่างลงตัว
สาคูมะพร้าวอ่อน (Sago & Young Coconut): เมนู Signature ของทางร้าน ที่เลือกใช้สาคูต้นแท้ๆ ให้เท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างจากสาคูทั่วไป
Petit Four & ผลไม้ตามฤดูกาล: ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างอลังการและสมบูรณ์แบบ ด้วยแซนด์วิชไอศกรีมชาไทย, ช็อกโกแลตน้ำปลาคาราเมล, ขนมชั้นใบเตยสังขยา, เยลลี่โทงเทง และฝรั่งกับน้ำปลาหวาน
Visit: FEB-2026
🗺 แผนที่: https://maps.app.goo.gl/iSWRxCVZegbsADGU8
⏰ เวลาเปิดปิด: 6–10:30 PM
💵 ค่าเสียหาย: NA
⌨️ เว็บไซต์ร้าน: https://www.nusarabkk.com/
Score : AD
เราเป็นเพจรีวิวร้านอาหาร Fine dining แบบจริงใจและเจาะลึกทั้งในไทยทั่วโลก ชอบช่วยกดไลค์ ใช่ช่วยกดเเชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้เรา #บอสพาชิม #eatliketheboss #michelinguide #michelinstar #tatlerbest #tatlerthailand #tatlerdining #bestchefaward
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้