เคยเป็นไหมคะ? ตื่นเช้ามาก็รู้สึกไม่อยากลุกจากเตียง นั่งทำงานอยู่ดีๆ ก็อยากเอนหลังลงกับพื้นซะอย่างนั้น จนบางทีเราก็เริ่มสับสนและแอบตำหนิตัวเองในใจว่า "นี่เรากลายเป็นคนขี้เกียจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" แต่ช้าก่อนค่ะสาวๆ บางทีอาการที่เห็นอาจไม่ใช่เรื่องของนิสัย แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่าเรา "ไม่ไหวแล้ว"
วันนี้เราจะมาแยกแยะกันให้ชัดค่ะว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าที่เป็นอยู่นั้น มาจากความง่วงที่ต้องการพักผ่อนจริงๆ หรือเป็นแค่ความขี้เกียจที่กำลังครอบงำเราอยู่กันแน่
ี1. สังเกต "สัญญาณกาย" เทียบกับ "สัญญาณใจ"
แค่ง่วง (ทางกาย) : จะมีอาการทางร่างกายแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด เช่น หาวบ่อย ตาแห้ง หนังตาหนัก รู้สึกตื้อที่หัว หรือถ้าฝืนทำอะไรต่อไปก็จะเริ่มหลุดโฟกัส ทำงานผิดพลาดแบบที่ไม่เคยเป็น
ความขี้เกียจ (ทางใจ) : ร่างกายคุณอาจจะดูแข็งแรงดี ตาใสปิ๊ง แต่ใจกลับรู้สึก "ไม่อยากทำ" มีข้ออ้างร้อยแปดพันเก้าเพื่อที่จะเลื่อนงานตรงหน้าออกไป และมักจะมีความรู้สึกอยากไปทำอย่างอื่นที่สนุกกว่าแทน เช่น ไถหน้าจอโทรศัพท์ดูโซเชียล
2. พลังงานสำรองยังเหลือไหม?
ลองถามตัวเองดูค่ะว่า "ถ้าตอนนี้มีเรื่องที่ชอบมากๆ ให้ทำ เราจะมีแรงทำไหม?"
ถ้าคำตอบคือ "ไม่ไหวแล้ว อยากนอนอย่างเดียว" นั่นคือคุณ ง่วงหรือเพลียสะสม ค่ะ ร่างกายต้องการการรีบูตเครื่องใหม่
แต่ถ้าคำตอบคือ "ถ้าไปช้อปปิ้งหรือดูซีรีส์ ฉันไปได้ทันที!" แบบนี้อาจจะเข้าข่าย ความขี้เกียจ หรือความรู้สึกเบื่องานที่จำเจมากกว่าค่ะ
3. คุณภาพการนอนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
อย่าลืมย้อนกลับไปดูตารางชีวิตช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาด้วยนะคะ ถ้าคุณนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือนอนหลับไม่สนิท ต่อให้ใจอยากสู้แค่ไหน ร่างกายมันก็ประท้วงค่ะ ความง่วงในกรณีนี้คือ "ความจำเป็น" ไม่ใช่ความผิด
วิธีรับมือเมื่อแยกแยะออกแล้ว
ถ้าคุณ "แค่ง่วง" : อย่าฝืนค่ะ! การงีบสัก 15-20 นาที (Power Nap) จะช่วยให้สมองกลับมาแล่นได้ดีกว่าการนั่งจิบกาแฟแก้วที่สามแต่ตาปรือ ถ้าเป็นไปได้ควรจัดตารางการนอนใหม่ให้เพียงพอ เพราะความเพลียเรื้อรังส่งผลเสียต่อผิวพรรณและสุขภาพในระยะยาวนะคะ
ถ้าคุณ "ขี้เกียจ" : ลองใช้กฎ 5 วินาทีดูค่ะ คือนับ 5-4-3-2-1 แล้วลุกขึ้นทำทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้สมองได้หาข้ออ้าง หรือลองแบ่งงานใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้รู้สึกว่ามันไม่ได้ยากเกินไปที่จะเริ่ม
บทสรุปจากใจ
การที่เราสับสนว่าตัวเองง่วงหรือขี้เกียจ บางครั้งมันอาจจะทับซ้อนกันได้ค่ะ แต่อยากให้สาวๆ ใจดีกับตัวเองสักนิด ถ้าเหนื่อยก็แค่พัก ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการหยุดนิ่งบ้างในบางวัน เพราะร่างกายที่ได้รับพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะเป็นต้นทุนที่ดีที่สุดในการกลับมาเป็นผู้หญิงที่เก่งและสดใสในวันต่อๆ ไปค่ะ
แค่ง่วงหรือขี้เกียจ? เช็กให้ชัวร์ว่าร่างกายกำลังฟ้อง หรือใจกำลังฝืด
วันนี้เราจะมาแยกแยะกันให้ชัดค่ะว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าที่เป็นอยู่นั้น มาจากความง่วงที่ต้องการพักผ่อนจริงๆ หรือเป็นแค่ความขี้เกียจที่กำลังครอบงำเราอยู่กันแน่
ี1. สังเกต "สัญญาณกาย" เทียบกับ "สัญญาณใจ"
แค่ง่วง (ทางกาย) : จะมีอาการทางร่างกายแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด เช่น หาวบ่อย ตาแห้ง หนังตาหนัก รู้สึกตื้อที่หัว หรือถ้าฝืนทำอะไรต่อไปก็จะเริ่มหลุดโฟกัส ทำงานผิดพลาดแบบที่ไม่เคยเป็น
ความขี้เกียจ (ทางใจ) : ร่างกายคุณอาจจะดูแข็งแรงดี ตาใสปิ๊ง แต่ใจกลับรู้สึก "ไม่อยากทำ" มีข้ออ้างร้อยแปดพันเก้าเพื่อที่จะเลื่อนงานตรงหน้าออกไป และมักจะมีความรู้สึกอยากไปทำอย่างอื่นที่สนุกกว่าแทน เช่น ไถหน้าจอโทรศัพท์ดูโซเชียล
2. พลังงานสำรองยังเหลือไหม?
ลองถามตัวเองดูค่ะว่า "ถ้าตอนนี้มีเรื่องที่ชอบมากๆ ให้ทำ เราจะมีแรงทำไหม?"
ถ้าคำตอบคือ "ไม่ไหวแล้ว อยากนอนอย่างเดียว" นั่นคือคุณ ง่วงหรือเพลียสะสม ค่ะ ร่างกายต้องการการรีบูตเครื่องใหม่
แต่ถ้าคำตอบคือ "ถ้าไปช้อปปิ้งหรือดูซีรีส์ ฉันไปได้ทันที!" แบบนี้อาจจะเข้าข่าย ความขี้เกียจ หรือความรู้สึกเบื่องานที่จำเจมากกว่าค่ะ
3. คุณภาพการนอนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
อย่าลืมย้อนกลับไปดูตารางชีวิตช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาด้วยนะคะ ถ้าคุณนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือนอนหลับไม่สนิท ต่อให้ใจอยากสู้แค่ไหน ร่างกายมันก็ประท้วงค่ะ ความง่วงในกรณีนี้คือ "ความจำเป็น" ไม่ใช่ความผิด
วิธีรับมือเมื่อแยกแยะออกแล้ว
ถ้าคุณ "แค่ง่วง" : อย่าฝืนค่ะ! การงีบสัก 15-20 นาที (Power Nap) จะช่วยให้สมองกลับมาแล่นได้ดีกว่าการนั่งจิบกาแฟแก้วที่สามแต่ตาปรือ ถ้าเป็นไปได้ควรจัดตารางการนอนใหม่ให้เพียงพอ เพราะความเพลียเรื้อรังส่งผลเสียต่อผิวพรรณและสุขภาพในระยะยาวนะคะ
ถ้าคุณ "ขี้เกียจ" : ลองใช้กฎ 5 วินาทีดูค่ะ คือนับ 5-4-3-2-1 แล้วลุกขึ้นทำทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้สมองได้หาข้ออ้าง หรือลองแบ่งงานใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้รู้สึกว่ามันไม่ได้ยากเกินไปที่จะเริ่ม
บทสรุปจากใจ
การที่เราสับสนว่าตัวเองง่วงหรือขี้เกียจ บางครั้งมันอาจจะทับซ้อนกันได้ค่ะ แต่อยากให้สาวๆ ใจดีกับตัวเองสักนิด ถ้าเหนื่อยก็แค่พัก ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการหยุดนิ่งบ้างในบางวัน เพราะร่างกายที่ได้รับพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะเป็นต้นทุนที่ดีที่สุดในการกลับมาเป็นผู้หญิงที่เก่งและสดใสในวันต่อๆ ไปค่ะ