ซื้อแฟรนไชส์มา ขาดทุนมา 6 เดือนเต็ม… ควร กัดฟันสู้ต่อ หรือ ยอมแพ้ก่อนหมดตัว ดีคะ

กระทู้คำถาม
ขอบคุณทุกๆคำแนะนำเลยค่ะ อัพเดทตอนนี้ได้มีการคุยกับทางแฟรนไชส์แล้วยื่นข้อเสนอขายคืนแล้วค่ะ แฟรนไชส์แจ้งว่า ยังไม่เคยมีเคสแบบนี้ ขอไปพิจารณาก่อนค่ะ ถ้ายังไงจะมาอัพเดทอีกที

-----------

สวัสดีค่ะ ขออนุญาตมาระบาย + ขอคำแนะนำจากคนที่เคยมีประสบการณ์นะคะ ตอนนี้เครียดมากจริงๆ 😢

เราเพิ่งตัดสินใจลงทุนซื้อแฟรนไชส์ล้างรถแบรนด์หนึ่งมา ด้วยความหวังว่าอยากมีธุรกิจของตัวเอง เห็นจากที่แบรนด์เค้า present ตัวเลข รายได้ต่อวัน / ระยะเวลาคืนทุน ดูดีมากกก ตอนนั้นคิดว่า เออ น่าจะไปได้

แต่พอทำจริง…มันไม่เหมือนที่คิดเลยค่ะ

ลูกค้าไม่ได้เยอะอย่างที่เค้าบอก
ทำเลก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ปัง
ค่าใช้จ่ายจุกจิกเยอะมาก ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงาน
โปรโมชันที่แบรนด์แนะนำ ก็ไม่ได้ช่วยมากเท่าไหร่

ตอนนี้ผ่านมา 6 เดือนแล้ว ขาดทุนมาตลอด เงินเก็บที่ตั้งใจเอามาลงทุนเริ่มร่อยหรอทุกเดือน 🥲

ยอมรับตรงๆ ว่าตอนนี้เริ่มกลัวแล้วค่ะ
กลัวว่าถ้าฝืนต่อ เงินจะหมดมากกว่านี้
แต่ก็เสียดายเงินที่ลงทุนไปแล้วหลายล้าน

มันเหมือนติดอยู่ตรงกลาง
จะไปต่อ ก็ไม่มั่นใจว่าจะดีขึ้น เพราะใกล้หน้าฝนแล้ว
จะเลิกก็เสียดายเงินหลายล้าน

เลยอยากถามคนที่เคยมีประสบการณ์จริงๆ ว่า

สมมติอยากจะเลิกแล้ว เราสามารถได้คืนในส่วนไหนได้บ้างไหม
หรือเราสามารถเจรจาอะไรได้บ้าง กับแฟรนไชส์ได้ไหมคะ

ตอนนี้ยอมรับเลยว่าทั้งเครียด ทั้งกดดัน ทั้งเสียดายเงิน 😞
ไม่รู้ว่าควรคิดยังไงต่อดี

ขอบคุณทุกความคิดเห็นล่วงหน้ามากๆ เลยนะคะ 🙏
แก้ไขข้อความเมื่อ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ในทางธุรกิจ เงินหลายล้านที่ จขกท จ่ายไปแล้วคือต้นทุนจมเค้าเรียกว่า Sunk Cost ที่มันเอากลับคืนมาเต็มจำนวนไม่ได้แล้วครับ สิ่งสำคัญตอนนี้คือ อย่าไปเอาเงินใหม่ ไปถมความผิดพลาดเก่า แต่ทีนี้ธุรกิจคาร์แคร์ เดือนนี้ถือเป็นช่วงกอบโกย (High Season) โค้งสุดท้าย ของปีเลย เพราะคนจะต้องเอารถมาล้างทำความสะอาดก่อนเดินทางช่วงสงกรานต์ และกลับมาล้างคราบแป้งหลังหมดเทศกาล นี่คือในกรณีที่แบบคนยังจะเล่นสงกรานต์หรือเดินทางเหมือนเดิมนะ

แต่ทีนี้ 6 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ลากยาวมาจนถึงหน้าร้อน ซึ่งมันก็เป็นฤดูกาลที่คนล้างรถกันตามปกติค่อนข้างบ่อย แต่กิจการกลับยังขาดทุน แปลว่าปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ฤดูกาลก็ได้แต่อยู่ที่ "โครงสร้างต้นทุน ทำเล หรือฐานลูกค้า" ของสาขาเราละว่ามันมีปัญหาจริง

ลองใช้ยอดขายและจำนวนลูกค้าในช่วงเดือนนี้ (โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์) เป็นตัวชี้วัดขั้นเด็ดขาดดูครับ หากพ้นเมษาไปแล้ว ตัวเลขยังคงติดลบอีก ผมว่าเจรจาขอเซ้งกิจการหรือประกาศขายอุปกรณ์เพื่อ Cut Loss ดีกว่าจะทำให้ จขกท เจ็บตัวน้อยกว่าการแบกค่าเช่าและค่าจ้างพนักงานต่อไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่