เมื่อผมอ่านกระทู้เรื่อง "สมาชิกที่นับถือศาสนาที่สอน ไม่ให้ก้าวก่ายศาสนาอื่น แต่กลับพยายามก้าวก่ายศาสนาศาสนาอื่น แทนที่จะดูแลศาสนาตัวเอง"
(
https://pantip.com/topic/44029015 )
ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่าผู้เขียนกระทู้นี้ ไม่มีความรู้หรือขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม หรือ Ignorance ต่อหลัการของศาสนาอิสลาม เนื่องจากขาดความเข้าใจและขาดความสนใจที่จะศึกษาศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง และมีเจตนาที่จะสร้างกรรมที่เกิดจากการขาดสัมมาทิษฐิ คือ ละชั่ว ทำดี และขัดเกลาจิตให้ผ่องใส เพื่อจะได้เข้าใจผู้นับถือศาสนาอื่นอย่างถูกต้อง โดยปราศจากอคติ
การศึกษาศาสนาอื่นไม่ได้เป็นการก้าวก่ายหรือรุกล้ำ โดยเนื้อแท้ ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่า การทำความเข้าใจความเชื่อที่แตกต่างกันสามารถส่งเสริมความเคารพและความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้บุคคลเชื่อมต่อกับชุมชนที่หลากหลายได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการศึกษาศาสนาเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ศาสนาอิสลามมีคำสอนในบัญญัติที่ 109:6 ว่า; "
สำหรับศาสนาของคุณ ก็เป็นของคุณ และศาสนาของฉันก็เป็นของฉัน" ผู้ที่ขาดความรู้ในศาสนาอิสลามหรือไม่เข้าใจศาสนาอิสลามอาจจะเข้าใจว่า ข้อความในบัญญัติที่ 109:6 นั้นหมายความว่า
"ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาก้าวก่ายกัน" แต่ตามความเป็นจริงแล้วหาได้มีความหมายเช่นนั้นไม่............
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ บทที่ (ซูเราะห์) 109 ผู้ปฏิเสธศรัทธา. (ٱلْكَافِرُون)
بِسْمِ ٱللّٰهِ ٱلرَّحْمٰنِ ٱلرَّحِيمِ
In the name of Allah, Most Gracious, Most Merciful. ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงเมตตาเสมอ
1.ِ قُلْ يَـٰٓأَيُّهَا ٱلْكَـٰفِرُونَ
Say : O ye that reject Faith! 1. จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา!
2. لَآ أَعْبُدُ مَا تَعْبُدُونَ
I worship not that which ye worship, 2. ฉันไม่สักการะสิ่งที่พวกท่านสักการะ
3. وَلَآ أَنتُمْ عَـٰبِدُونَ مَآ أَعْبُدُ
Nor will ye worship that which I worship. 3. และพวกเจ้าก็จะไม่เคารพสักการะสิ่งที่ฉันเคารพสักการะ
4. وَلَآ أَنَا۠ عَابِدٌ مَّا عَبَدتُّمْ
And I will not worship that which ye have been wont to worship, 4. และฉันจะไม่เคารพสักการะสิ่งที่พวกท่านเคยเคารพภักดี
5. وَلَآ أَنتُمْ عَـٰبِدُونَ مَآ أَعْبُدُ
Nor will ye worship that which I worship. 5. และพวกเจ้าก็จะไม่เคารพสักการะสิ่งที่ฉันเคารพสักการะ
6. لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِىَ دِينِ
To you be your Way, and to me mine. 6. สำหรับคุณเป็นทางของคุณ และให้ฉันเป็นของฉัน ("สำหรับศาสนาของคุณ ก็เป็นของคุณ และศาสนาของฉันก็เป็นของฉัน")
ซูเราะห์อัล-กาฟิรุนถูกประทานลงมาเพื่อเป็นการประกาศศรัทธาอย่างชัดเจนและ
เป็นการปฏิเสธการบูชาเทวรูป ซูเราะห์นี้ซึ่งเป็นบทที่ 109 ของอัลกุรอาน ถูกประทานลงมาในช่วงต้นยุคเมกกะ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากให้ประนีประนอมกับหลักการของศาสนาอิสลามของท่านเพื่ออรับผู้บูชาเจว็ดจะได้ยุติการกดขี่ข่มเหงชาวมุสลิม ซูเราะห์นี้เป็นการตอบสนองจากพระเจ้าต่อการกระทำทางการเมืองเหล่านี้
โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างอย่างเด็ดขาดระหว่างความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกับการบูชาเทวรูป (รูปเคารพ) ตามประวัติศาสตร์ การประทานลงมาเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของเผ่ากุเรชในการเจรจาหาทางออกร่วมกับท่านนบี
โดยเรียกร้องให้ท่านยอมรับการบูชาเทวรูปบางรูปแบบควบคู่ไปกับการบูชาพระเจ้าองค์เดียว ซูเราะห์อัล-กาฟิรุนกล่าวอย่างหนักแน่นว่าไม่มีความเข้ากันได้ระหว่างศรัทธาและการไม่ศรัทธา เสริมสร้างหลักการเตาฮีด (ความเป็นเอกภาพของพระเจ้า) คือ
"
สำหรับ(หลักการศรัทธาใน) ศาสนาของคุณ ก็เป็น (หลักการศรัทธาในศาสนา) ของคุณ และ(หลักการศรัทธาใน) ศาสนาของฉันก็เป็น (หลักการศรัทธาในศาสนา) ของฉัน" ซูเราะห์นี้เน้นย้ำว่ามุสลิมไม่ควรประนีประนอมกับความเชื่อของตน โดยกำหนดขอบเขตระหว่างอิสลามและศาสนาอื่น ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูชารูปเคารพ
การมีส่วนร่วมกับศาสนาอื่นควรทำด้วยความเคารพและเปิดใจกว้าง (16:125) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาโดยปราศจากเจตนาที่จะบั่นทอนหรือวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของผู้อื่น แรงจูงใจเบื้องหลังการศึกษาศาสนาอื่นมีความสำคัญ หากเป้าหมายคือการส่งเสริมความเข้าใจและการสนทนา มันเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ ในทางกลับกัน หากเจตนาคือการท้าทายหรือต้องการที่จะเปลี่ยนศาสนา มันอาจถูกมองว่าเป็นการรุกล้ำ การตระหนักถึงบริบทและประเพณีทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญ ตัวอย่างเช่น การทำความเข้าใจพิธีกรรมหรือความเชื่อสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลจากศาสนาเหล่านั้น แทนที่จะทำให้พวกเขาเหินห่าง โดยสรุปแล้ว
การศึกษาศาสนาอื่น ๆ สามารถให้ความรู้และเป็นประโยชน์ได้ เมื่อศึกษาอย่างรอบคอบและเคารพ แทนที่จะเข้าไปแทรกแซง
125: 16 (ٱلنَّحْل) The Bee
بِسْمِ ٱللّٰهِ ٱلرَّحْمٰنِ ٱلرَّحِيمِ
In the name of Allah, Most Gracious, Most Merciful.
ٱدْعُ إِلَىٰ سَبِيلِ رَبِّكَ بِٱلْحِكْمَةِ وَٱلْمَوْعِظَةِ ٱلْحَسَنَةِ ۖ وَجَـٰدِلْهُم بِٱلَّتِى هِىَ أَحْسَنُ ۚ إِنَّ رَبَّكَ هُوَ أَعْلَمُ بِمَن ضَلَّ عَن سَبِيلِهِۦ ۖ وَهُوَ أَعْلَمُ بِٱلْمُهْتَدِينَ
Invite (all) to the Way of thy Lord with wisdom and beautiful preaching; and argue with them in ways that are best and most gracious: for thy Lord knoweth best, who have strayed from His Path, and who receive guidance.
"จงเชิญชวน (ทุกคน) สู่หนทางของพระเจ้าด้วยปัญญาและการเทศนาที่งดงาม และจงโต้แย้งกับพวกเขาด้วยวิธีที่ดีที่สุดและอ่อนโยนที่สุด เพราะพระเจ้าของท่านทรงรู้ดีที่สุดว่าใครบ้างที่หลงทางจากหนทางของพระองค์ และใครบ้างที่ได้รับการชี้นำ"
บัญญัติที่ 16:125 ข้างบนนี้ยืนยันว่า ศาสนาอิสลามสนับสนุนให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม สนทนาและศึกษาหาความรู้หลักการของศาสนาอื่นอย่างสุภาพและใช้เหตุผลที่ดีกว่าในการสนทนา การศึกษาศาสนาอื่นอย่างสุภาพและด้วยเหตุผลที่ดีกว่าได้รับการสนับสนุนจากหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม
การศึกษาศาสนาต่างๆไม่ได้เป็นการกระทำที่ ก้าวก่ายหรือรุกล้ำต่อศาสนานั้นๆ
( https://pantip.com/topic/44029015 ) ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่าผู้เขียนกระทู้นี้ ไม่มีความรู้หรือขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม หรือ Ignorance ต่อหลัการของศาสนาอิสลาม เนื่องจากขาดความเข้าใจและขาดความสนใจที่จะศึกษาศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง และมีเจตนาที่จะสร้างกรรมที่เกิดจากการขาดสัมมาทิษฐิ คือ ละชั่ว ทำดี และขัดเกลาจิตให้ผ่องใส เพื่อจะได้เข้าใจผู้นับถือศาสนาอื่นอย่างถูกต้อง โดยปราศจากอคติ
การศึกษาศาสนาอื่นไม่ได้เป็นการก้าวก่ายหรือรุกล้ำ โดยเนื้อแท้ ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่า การทำความเข้าใจความเชื่อที่แตกต่างกันสามารถส่งเสริมความเคารพและความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้บุคคลเชื่อมต่อกับชุมชนที่หลากหลายได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการศึกษาศาสนาเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ศาสนาอิสลามมีคำสอนในบัญญัติที่ 109:6 ว่า; "สำหรับศาสนาของคุณ ก็เป็นของคุณ และศาสนาของฉันก็เป็นของฉัน" ผู้ที่ขาดความรู้ในศาสนาอิสลามหรือไม่เข้าใจศาสนาอิสลามอาจจะเข้าใจว่า ข้อความในบัญญัติที่ 109:6 นั้นหมายความว่า "ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาก้าวก่ายกัน" แต่ตามความเป็นจริงแล้วหาได้มีความหมายเช่นนั้นไม่............
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ซูเราะห์อัล-กาฟิรุนถูกประทานลงมาเพื่อเป็นการประกาศศรัทธาอย่างชัดเจนและเป็นการปฏิเสธการบูชาเทวรูป ซูเราะห์นี้ซึ่งเป็นบทที่ 109 ของอัลกุรอาน ถูกประทานลงมาในช่วงต้นยุคเมกกะ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากให้ประนีประนอมกับหลักการของศาสนาอิสลามของท่านเพื่ออรับผู้บูชาเจว็ดจะได้ยุติการกดขี่ข่มเหงชาวมุสลิม ซูเราะห์นี้เป็นการตอบสนองจากพระเจ้าต่อการกระทำทางการเมืองเหล่านี้ โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างอย่างเด็ดขาดระหว่างความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกับการบูชาเทวรูป (รูปเคารพ) ตามประวัติศาสตร์ การประทานลงมาเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของเผ่ากุเรชในการเจรจาหาทางออกร่วมกับท่านนบี โดยเรียกร้องให้ท่านยอมรับการบูชาเทวรูปบางรูปแบบควบคู่ไปกับการบูชาพระเจ้าองค์เดียว ซูเราะห์อัล-กาฟิรุนกล่าวอย่างหนักแน่นว่าไม่มีความเข้ากันได้ระหว่างศรัทธาและการไม่ศรัทธา เสริมสร้างหลักการเตาฮีด (ความเป็นเอกภาพของพระเจ้า) คือ
"สำหรับ(หลักการศรัทธาใน) ศาสนาของคุณ ก็เป็น (หลักการศรัทธาในศาสนา) ของคุณ และ(หลักการศรัทธาใน) ศาสนาของฉันก็เป็น (หลักการศรัทธาในศาสนา) ของฉัน" ซูเราะห์นี้เน้นย้ำว่ามุสลิมไม่ควรประนีประนอมกับความเชื่อของตน โดยกำหนดขอบเขตระหว่างอิสลามและศาสนาอื่น ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูชารูปเคารพ
การมีส่วนร่วมกับศาสนาอื่นควรทำด้วยความเคารพและเปิดใจกว้าง (16:125) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาโดยปราศจากเจตนาที่จะบั่นทอนหรือวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของผู้อื่น แรงจูงใจเบื้องหลังการศึกษาศาสนาอื่นมีความสำคัญ หากเป้าหมายคือการส่งเสริมความเข้าใจและการสนทนา มันเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ ในทางกลับกัน หากเจตนาคือการท้าทายหรือต้องการที่จะเปลี่ยนศาสนา มันอาจถูกมองว่าเป็นการรุกล้ำ การตระหนักถึงบริบทและประเพณีทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญ ตัวอย่างเช่น การทำความเข้าใจพิธีกรรมหรือความเชื่อสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลจากศาสนาเหล่านั้น แทนที่จะทำให้พวกเขาเหินห่าง โดยสรุปแล้ว การศึกษาศาสนาอื่น ๆ สามารถให้ความรู้และเป็นประโยชน์ได้ เมื่อศึกษาอย่างรอบคอบและเคารพ แทนที่จะเข้าไปแทรกแซง
"จงเชิญชวน (ทุกคน) สู่หนทางของพระเจ้าด้วยปัญญาและการเทศนาที่งดงาม และจงโต้แย้งกับพวกเขาด้วยวิธีที่ดีที่สุดและอ่อนโยนที่สุด เพราะพระเจ้าของท่านทรงรู้ดีที่สุดว่าใครบ้างที่หลงทางจากหนทางของพระองค์ และใครบ้างที่ได้รับการชี้นำ"
บัญญัติที่ 16:125 ข้างบนนี้ยืนยันว่า ศาสนาอิสลามสนับสนุนให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม สนทนาและศึกษาหาความรู้หลักการของศาสนาอื่นอย่างสุภาพและใช้เหตุผลที่ดีกว่าในการสนทนา การศึกษาศาสนาอื่นอย่างสุภาพและด้วยเหตุผลที่ดีกว่าได้รับการสนับสนุนจากหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม