จับตาค่าไฟงวด พ.ค. เกิน 4 บาท/หน่วย

เมษานี้ราคาสินค้าขึ้นแน่ 5 ยักษ์ผู้ผลิต “เนสท์เล่-สหพัฒน์-ยูนิลีเวอร์-F&N-เบอร์ลี่ ยุคเกอร์”เร่งกำลังการผลิต แจ้งคู่ค้าสต๊อกด่วน “ศุภจี” พร้อมจัดธงฟ้าช่วย วงการค้าปลีกชี้เป็นแผนฉวยจังหวะระบายสต๊อก เผยกำลังซื้อแย่ ขายต่ำเป้า ขณะที่ค่าไฟงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค.ส่อเค้ายืนไม่อยู่ กกพ.แย้มต้นทุนก๊าซพุ่ง 58 สต.ต่อหน่วย ส.อ.ท.ชี้เกิน 4 บาทแน่

5 บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ F&N และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ได้ทำหนังสือแจ้งผู้ค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก ถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบต่อราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่ขาดแคลน ซึ่งสต๊อกสินค้าราคาเดิมจะมีถึงแค่เดือนเมษายน หลังจากนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปรับเพิ่มราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

5 ยักษ์แจ้งขึ้นราคา เม.ย.นี้
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ทำหนังสือร้านค้า เรื่องความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ จากผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น วัตถุดิบซองสินค้า ขวดพลาสติก และพลาสติก เป็นต้น ทำให้การส่งมอบสินค้าผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่เดือนเมษายน มีโอกาสขาดส่งได้

บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย)จำกัด หรือ F&N แจ้งผู้ค้าว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวในอนาคต ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง บริษัทขอความร่วมมือลูกค้าสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าให้เพียงพอต่อการจัดจำหน่าย

บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัดแจ้งร้านค้าว่า ต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เพื่อรองรับสถานการณ์บริษัทจึงได้เร่งผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจและเพิ่มระดับ Safety Stock ในช่วงเดือนมีนาคมนี้

ขณะที่บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือถึงผู้ค้าว่าต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขนส่งที่เพิ่มขึ้น บริษัทอาจมีข้อจำกัดในการผลิตและจัดส่งสินค้า ทำให้ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่ายลดลงจากปกติ จึงขอให้ลูกค้าพิจารณาจัดเก็บสต๊อกเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสถานการณ์

ส่วนบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือระบุว่า บริษัทมีความเสี่ยงเรื่องปริมาณวัตถุดิบที่มีจำกัด รวมถึงราคาและค่าขนส่งที่ส่งผลกับทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยคาดการณ์ว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569

พาณิชย์งัดธงฟ้า 77 จว.รับมือ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและประชาชน ใน 8 รายการสินค้าควบคุม เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์หากจะปรับราคาต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน โดยขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคา

ส่วนสินค้าในหมวดที่ต้องแจ้งเมื่อมีการปรับขึ้นราคา เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า แชมพู และน้ำยาล้างจาน รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกลุ่มติดตามราคา เช่น ข้าวสารบรรจุถุง น้ำปลา และซอสปรุงรส ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอปรับขึ้นราคา โดยหากมีการปรับราคา กระทรวงจะเข้าไปหารือและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการพยุงราคา เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ปรับเพิ่มในระดับสูง จะเร่งหารือกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ในการจัดทำสินค้าราคาพิเศษ กระจายไปยังผู้ค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงการดำเนินโครงการ “ธงฟ้า” ในพื้นที่เปราะบาง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

กกพ.แย้มต้นทุนก๊าซเพิ่ม 58 สต.
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 11/2569 เพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย และมีเสถียรภาพด้านราคา จึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม และรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับค่าไฟฟ้าปัจจุบัน งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 กกพ.กำหนดไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยก่อนหน้านี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และปัจจัยรอบด้านต่าง ๆ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าไฟงวดใหม่ พฤษภาคม-สิงหาคม 2569 โดยจะปล่อยให้ กกพ.คิดตามต้นทุนจริงตามกระบวนการของ กกพ. ซึ่งจะมีการเปิดทำข้อเสนอทางเลือก เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณา หลังจากนั้น รัฐบาลจะเข้าไปพิจารณาอีกครั้ง โดยใช้กลไกจากหลายภาคส่วนทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ต้นทุนพลังงานจากก๊าซที่เพิ่มขึ้น 0.58 บาทต่อหน่วย น่าจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้างวดใหม่สูงกว่า 3.88 บาทต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าจะใช้แนวทางใดในการชดเชยเพื่อตรึงค่าไฟไว้ที่อัตราเดิม

ส.อ.ท.คาดงวด พ.ค.เกิน 4 บาท
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การโจมตีแหล่งก๊าซสำคัญของโลกกำลังส่งผลทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากก๊าซที่จะขาดหายไป ซึ่งจะทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น โดยรอบเดือน พ.ค. 2569 ค่าไฟน่าจะเกิน 4 บาท จากเดิมค่าไฟรอบนี้อยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วย แน่นอนว่าราคาสินค้าบางประเภทต้องปรับขึ้นตามอีก 3-5% และบางประเภทอาจขึ้นมากกว่านี้ เหตุเพราะได้รับผลพวงจากวัตถุดิบขาดแคลนอย่าง เม็ดพลาสติกประเภท PP ที่ใช้ผลิตถุงหิ้ว บรรจุภัณฑ์อาหาร ที่ราคาขึ้นถึง 50% จึงต้องหันไปซื้อเม็ด PP จากจีนแทน รวมถึงเหล็กที่มีผลกระทบไปยังภาคการก่อสร้าง อะลูมิเนียมมีผลไปยังสินค้าปลากระป๋อง ทั้งหมดนี้จะกินเวลายาวนาน เพราะจากที่ประเมินสงครามตะวันออกกลางเชื่อว่า จะไม่มีทางจบลงในเร็ววัน

จี้รัฐตรึงราคาสินค้าพื้นฐาน
นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-ค้าส่ง จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมก่อนที่ผู้ผลิตรายใหญ่จะปรับขึ้นราคาสินค้าในเดือนเมษายน 2569 โดยสั่งซื้อสินค้าเพิ่ม หรือสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้า 2 เดือน จากเดิมสต๊อกเพียง 1 เดือน เน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ซอส น้ำมัน น้ำปลา ข้าวสาร น้ำตาล กระดาษทิสชู สบู่ และแชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนแพ็กเกจจิ้งโดยตรง

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้ 1.การตรึงราคาสินค้า รัฐบาลควรพิจารณามาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ราคาปรับตัวสูงเกินไปจนเป็นภาระประชาชน 2.การบริหารจัดการซัพพลายเชน ควรมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าและการเก็งกำไร 3.การควบคุมราคาพื้นฐาน ซึ่งสินค้าพื้นฐานไม่ควรมีราคาที่สูงเกินไป ดังนั้น รัฐบาลควรเข้ามาดูแลในจุดนี้ 4.การหารือกับผู้ผลิต รัฐบาลควรมีการหารือกับผู้ผลิตเพื่อหาแนวทางในการจัดการต้นทุนและราคาให้เหมาะสม

JSP ปรับแพ็กเกจลดต้นทุน 30-60%
นายพิษณุ แดงประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหารสายงานการขายและการตลาด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์สุภาพโอสถ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาและปริมาณวัตถุดิบ อาทิ เม็ดพลาสติก ในอุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำมีความไม่แน่นอนสูงและคาดการณ์ได้ยากว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด บริษัทรับมือด้วยการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของสินค้า Own Brand จากขวด-กระปุกพลาสติก ไปเป็นแบบซอง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องเม็ดพลาสติกขาดแคลน พร้อมช่วยลดต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ลงได้ถึง 30-60% เพราะบรรจุภัณฑ์ใหม่รูปแบบซอง หรือพลาสติกชนิดอ่อน มีต้นทุนผลิตต่ำกว่าขวดพลาสติกมาก โดยปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบขวดพลาสติก ประมาณ 97% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งคาดว่าในจำนวนนี้จะปรับมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบซองได้ประมาณ 30%

ฉวยโอกาสระบายสต๊อกเก่า
นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” กรณีการแจ้งคู่ค้าของ 5 บริษัทผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ว่า เป็นการใช้สถานการณ์มาเป็นโอกาสในการระบายสต๊อกสินค้าเก่า ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าต่าง ๆ มียอดขายที่ลดลงตั้งแต่เกิดปัญหาสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้สต๊อกคงเหลือจำนวนมากตั้งแต่กลางปี 2568 โดยพบว่าผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ต่างใช้กลยุทธ์ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อกระตุ้นการขายและระบายสต๊อกสินค้า ขณะเดียวกันผู้ผลิตบางรายลดกำลังการผลิตลง

“ทุกเดือนผู้ค้าอย่างเราจะมีเป้าการขายในช่วงหลัง ๆ กระทั่งมาถึงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่มีเดือนไหนที่ถึงเป้าเลย นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ 5 ผู้ผลิตรายใหญ่นัดกันทำหนังสือถึงคู่ค้า ด้วยหวังว่าผู้บริโภคบางส่วนจะซื้อสินค้าไปกักตุนไว้ และแค่หยุดทำโปรโมชั่น 1 แถม 1 ก็เท่ากับสินค้าขึ้นราคาเท่าตัวแล้ว” นายสมชายกล่าว

นายสมชายกล่าวด้วยว่า อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามองคือ ผู้ผลิตสินค้าเริ่มแจ้งคู้ค้าว่าจะเลิกผลิตสินค้าไซซ์เล็ก ราคาขาย 5 บาท 10 บาทแล้ว ซึ่งประเด็นนี้มองว่าเป็นผลกระทบโดยตรงจากวัตถุดิบแพ็กเกจจิ้งเริ่มขาดแคลน แต่อีกมุมหนึ่งคือต่อไปเงินในกระเป๋าผู้บริโภคจะมีมูลค่าน้อยลง ค่าครองชีพผู้บริโภคจะเพิ่มสูงขึ้น

ไม่หวั่นขึ้นราคาชี้แข่งขันสูง
นายสมชายกล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ผู้ผลิตอาจปรับขึ้นราคานั้น ทางสมาคมไม่ห่วงมาก เนื่องจากในสถานการณ์ปกติ ผู้ผลิตก็มีการขึ้นราคาสินค้าทางอ้อมอยู่แล้ว เช่น ขายในราคาเดิม แต่ลดขนาดหรือลดน้ำหนักลงเรื่อย ๆ ครั้งละ 10-15 กรัม ซึ่งผู้บริโภคบางส่วนไม่มีความรู้สึกว่าสินค้าแพงขึ้น

“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่า ผู้ผลิตรายใหญ่อาจคุยกันว่าสินค้าที่จะผลิตลอตใหม่จะมีการกำหนดขนาดและราคาของสินค้าใหม่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานราคาใหม่” นายสมชายกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมการแข่งขันด้านราคาในตลาดยังสูง และกำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลง จึงเชื่อว่าผู้ผลิตสินค้ายังไม่กล้าปรับขึ้นราคาสินค้ามากนัก

SMEs 4.5 หมื่นล้านเสี่ยงหนี้เสีย
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางลากยาว ธุรกิจที่มีสายป่านสั้นอาจจะหยุดผลิตชั่วคราว ซึ่งจะกระทบการจ้างงานหรือการปิดโรงงานตามมาได้ โดยประเมินว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) จะติดลบมากขึ้น จากเดิมคาดติดลบเล็กน้อยอยู่ที่ -0.2% เพิ่มเป็น -0.5-1%

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะได้รับผลกระทบสูง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีการพึ่งพาพลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย และพลาสติก จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะคิดเป็นสัดส่วนต่อต้นทุนรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 11% และหากดูสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มขนส่ง ท่องเที่ยว เคมีภัณฑ์ และพลาสติกของธุรกิจเอสเอ็มอี มีสัดส่วนประมาณ 5.5% ของหนี้เอ็นพีแอลทั้งระบบ หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 2.8 หมื่นล้านบาท จากหนี้เสียทั้งระบบกว่า 5.07 แสนล้านบาท และหากดูสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วน 4.5% หรือคิดเป็นมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท ของ Stage 2 ทั้งหมดอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กลุ่ม Stage 2 มีความเสี่ยงจะไหลเป็นเอ็นพีแอลได้ จึงต้องจับตาใกล้ชิด

“การโจมตีและโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย แม้ว่าสถานการณ์จะจบลง แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องใช้เวลา ซึ่งในมุมสต๊อกสินค้าอย่างเก่งได้ 1-2 เดือน ดังนั้นการปรับตัวของผู้ประกอบการในช่วงที่สินค้าแพง อาจจะต้องหาแหล่งวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมากขึ้น ดังนั้นการหา Option ทางเลือกที่สามารถใช้ทดแทนได้ เช่น เอทานอล เป็นอีกทางเลือก หรือภาคประชาชนการประหยัดก็เป็นสิ่งจำเป็น”

Cr. https://www.prachachat.net/marketing/news-1981749

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่