ความเสี่ยงสงครามจำกัด "ธนาคารไทย" ยังแข็งแกร่ง

KEY POINTS
ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อสูงขึ้น

ทีม Wealth Research บล.บัวหลวง ประเมินกลุ่มธนาคารไทยรับมือได้ ผลกระทบจำกัด

ฐานทุนแข็งแกร่งและการบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ อาจสร้างแรงกดดันต่อภาคการเงินในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยยังอยู่ในกรอบจำกัด โดยประเมินว่าไม่ควรส่งผลเชิงลบเกิน 3–4 จุด สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะเงินกองทุนและการบริหารความเสี่ยงของธนาคารไทย

ผลกระทบเชิงพื้นฐานและประมาณการกำไร
จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2553 จนถึงสิ้นปี 2568 พบว่า แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อัตราการตั้งสำรองของกลุ่มธนาคารที่อยู่ในการวิเคราะห์ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบอย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้กรณีฐาน คาดว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารที่ให้คำแนะนำในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 2.033 แสนล้านบาท ลดลงประมาณ 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง และกำไรจากการประเมินมูลค่าทางการตลาดของเครื่องมือทางการเงินที่ชะลอตัว
ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายกว่าคาด ประมาณการกำไรปี 2569 อาจมีดาวน์ไซด์จากกรณีฐานเพียงราว 2%

ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุด ดาวน์ไซด์จะอยู่ที่ประมาณ 5% ซึ่งยังสอดคล้องกับมุมมองของทีม Wealth Research ที่ประเมินว่าผลกระทบจากความเสี่ยงสงครามต่อกลุ่มธนาคารไทยยังไม่รุนแรง และไม่เกินกรอบ 3 - 4 จุด

มุมมองรายธนาคาร
ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL คำแนะนำราคาเป้าหมาย 190 บาท จากระดับมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงและคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง
ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK คำแนะนำราคาเป้าหมาย 180 บาท จากแรงกดดันด้านผลตอบแทนในระยะถัดไป
ขณะที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ได้รับคำแนะนำราคาเป้าหมาย 84 บาท จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง
ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ยังคงราคาเป้าหมาย 36 บาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและผลการดำเนินงานที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับกลุ่ม
ส่วน ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB คงคำแนะนำ ราคาเป้าหมาย 135 บาท

เงินปันผลและกลยุทธ์การลงทุน
แม้กำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในปี 2569 จะชะลอตัวลง แต่คาดว่ายังสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับราว 6-8% ต่อปี ส่งผลให้ประมาณการอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยของกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นเป็นราว 8.15%

ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารเท่ากับตลาด โดยแนะนำเลือกลงทุนในธนาคารที่มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง และทำหน้าที่เป็นกันชนต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่ง BBL และ KTB ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม.



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่