สงครามการค้าระลอกใหม่กำลังมา? เหตุผลที่การลงทุน AI ของจีน อาจทำให้โลกปั่นป่วน



มีรายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ว่า ประเทศจีนเตรียมควักกระเป๋าเงินก้อนยักษ์สูงถึง 2.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราวๆ 10 ล้านล้านบาท) เพื่อลงทุนสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ตลอด 5 ปีข้างหน้า
ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีที่เทคโนโลยีจะก้าวหน้าใช่ไหมครับ? แต่ในมุมของเศรษฐกิจ การทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้กลับมีความเสี่ยงที่น่ากลัวซ่อนอยู่ ทั้งต่อตัวประเทศจีนเองและต่อโลกของเราด้วยครับ

1. ปัญหาภายในประเทศจีน: เสี่ยงงบละลายหายวับ
การที่รัฐบาลจีนแจกเงินทุนก้อนโตแบบนี้ แฝงไปด้วยความเสี่ยงใหญ่ๆ 3 เรื่องครับ
1. เสี่ยงเกิด "ศูนย์ข้อมูลร้าง" เหมือนตึกร้างในอดีต: พอรัฐบาลมีเงินให้ รัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทต่างๆ ก็จะแห่กันไปสร้างศูนย์คอมพิวเตอร์ AI เพื่อแย่งเงินสนับสนุน โดยอาจไม่ได้คิดว่าสร้างเสร็จแล้วจะเอาไปทำอะไร สุดท้ายอาจกลายเป็นศูนย์ข้อมูลร้างที่ไม่ได้ใช้งาน เหมือนวิกฤตตึกร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่เคยเกิดขึ้น
2. โดนอเมริกาสกัดขา ได้แต่ของล้าหลัง: ตอนนี้สหรัฐฯ ห้ามไม่ให้จีนซื้อชิปคอมพิวเตอร์แรงๆ และเครื่องจักรผลิตชิปชั้นนำ ผลก็คือ จีนอาจต้องสร้างศูนย์ AI ด้วยชิปรุ่นเก่าที่ทำงานช้า แต่กินไฟเยอะและมีค่าดูแลแพงมหาศาล
3. หนี้ท่วมและเสียโอกาสช่วยประชาชน: ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นของจีนมีหนี้สินท่วมหัวอยู่แล้ว การเอาเงินก้อนโตไปลงกับ AI ทำให้เสียโอกาสในการเอาเงินไปช่วยเรื่องปากท้องของประชาชน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย หรือเอาไปดูแลสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่

2. ผลกระทบต่อโลก: ของแพงขึ้น และโลกไอทีแยกเป็นสองฝ่าย
เมื่อจีนขยับตัว โลกก็สะเทือนตามไปด้วย โดยจะส่งผลกระทบต่อเราทุกคนดังนี้ครับ
โลกไอทีแยกค่าย: โลกจะถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่งชัดเจน คือฝั่งเทคโนโลยีของจีน และฝั่งของตะวันตก (สหรัฐฯ) บริษัทระดับโลกที่ทำซอฟต์แวร์จะต้องปวดหัวกับการทำระบบแยกเป็น 2 เวอร์ชั่นเพื่อให้ถูกกฎหมายของทั้งสองฝั่ง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
1. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้น: จีนต้องเร่งผลิตชิปรุ่นทั่วไปใช้เองในประเทศ ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงวัตถุดิบต้นน้ำ และทำให้ราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกแพงขึ้นตามไปด้วย
2. ค่าพลังงานพุ่งและโลกร้อนขึ้น: คอมพิวเตอร์ AI กินไฟดุมาก ศูนย์ข้อมูลพวกนี้ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล จีนจึงจำเป็นต้องกลับไปพึ่งพาการปั่นไฟด้วยถ่านหินหรือน้ำมันในระยะสั้น ซึ่งจะดันราคาพลังงานโลกให้สูงขึ้น และทำลายเป้าหมายการลดโลกร้อนของโลกอีกด้วย

3. ระยะยาว: สงครามการค้ารอบใหม่
ปัญหาสำคัญคือ จีนเน้นแต่การ "ผลิต" แต่คนในประเทศไม่มีกำลัง "ซื้อ"
หากเทคโนโลยี AI ที่จีนลงทุนไป ไม่สามารถสร้างกำไรหรือสร้างงานให้คนในประเทศได้มากพอ จีนก็จำเป็นต้องเอาเทคโนโลยีและบริการ AI ราคาถูกๆ ออกมา "เทกระจาด" ขายให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพื่อหาเงินคืน
เมื่อเป็นแบบนี้ ฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่นอน พวกเขาจะเริ่มตั้งกำแพงภาษีและกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องธุรกิจตัวเอง จนกลายเป็นสงครามการค้ารอบใหม่ที่ทำลายระบบการค้าเสรีของโลกครับ

บทสรุป
เงิน 10 ล้านล้านบาทของจีนในครั้งนี้เปรียบเสมือน "ดาบสองคม" ครับ ความตั้งใจที่จะเป็นผู้นำเทคโนโลยี ท่ามกลางปัญหาหนี้สินในบ้านตัวเองและการโดนแบนจากอเมริกา อาจจะเปลี่ยนความฝันนี้ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำให้ข้าวของแพงขึ้น พลังงานแพงขึ้น และเกิดความขัดแย้งระลอกใหม่ทั่วโลกในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่