.

.
ผลสำรวจ สวนดุสิตโพล ชี้ประชาชนกังวลหนักราคาพลังงานพุ่งเตรียมรับมือด้วยการปรับพฤติกรรมประหยัดไฟ พร้อมวอนรัฐบาลเร่งตรึงราคาน้ำมันและก๊าซให้นานที่สุดหลังเงินสำรองฉุกเฉินมีจำกัด
.
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “
คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน รองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัด หากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหารทั้งกลไกราคา การสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้น ท าให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงาน ประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี กล่าวอีกว่า แต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของ ประชาชน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลย โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลัก แต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคา และต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน.
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลมีเสถียรภาพ-ฝ่ายค้านทำงานร่วมกันได้ดี
https://www.dailynews.co.th/news/5688559/
.
นิด้าโพล เผยผลสำรวจ พบประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ ของพรรคภูมิใจไทย เชื่อจะมีเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมมองว่า 3 พรรคฝ่ายค้านจะทำงานตรวจสอบร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
.
ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง
.
ชาวคิวบาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรง และก่อเหตุบุกเข้าไปรื้อทำลายข้าวของในสำนักงานของพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงในคิวบาบุกรื้อค้นข้าวของในสำนักงานสาขาของพรรคคอมมิวนิสต์ ในเมืองโมรอน (Moron) ตอนกลางของประเทศ หลังเกิดการชุมนุมประท้วงราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์จนถึงในวันเสาร์ (14 มี.ค.)
กระทรวงมหาดไทยของคิวบาระบุว่า มีผู้ถูกจับกุม 5 ราย หลังจากกลุ่มคนจำนวนบุกทำลายทรัพย์สินภายในสำนักงานสาขาของพรรคคอมมิวนิสต์ดังกล่าว
ความไม่พอใจในหมู่ชาวคิวบากำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเกาะแห่งนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับสลับกันไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ซึ่งถูกซ้ำเติมโดยการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน
.
หนังสือพิมพ์ Invasor ของรัฐระบุว่า การชุมนุมเมื่อวันศุกร์ “เริ่มต้นขึ้นอย่างสงบ” ก่อนจะบานปลายกลายเป็นการ “ก่อวินาศกรรมทำลายทรัพย์สิน” โดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งขว้างก้อนหินใส่ทางเข้าอาคาร และนำเฟอร์นิเจอร์พื้นที่ต้อนรับของอาคาร มาวางบนท้องถนนแล้วจุดไฟเผา
.
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า สถานที่อื่น ๆ ของรัฐ ซึ่งรวมถึงร้านขายยาและตลาดที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน
.
เหตุประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากรัฐบาลคิวบายืนยันว่า กำลังมีการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อ “แสวงหาทางออกผ่านการหารือ” เกี่ยวกับความขัดแย้งของทั้งสองประเทศที่กำลังดำเนินอยู่
.
ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล ของคิวบา กล่าวผ่านการถ่ายทอดสดทั่วประเทศเมื่อวันศุกร์ว่า ไม่มีเชื้อเพลิงส่งเข้าประเทศเลยตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากมาตรการปิดกั้นน้ำมันของสหรัฐฯ
..
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนมาตลอดว่า เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจผู้นำในคิวบา โดยเขากล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คิวบากำลังอยู่ใน “ปัญหาที่ฝังรากลึก” พร้อมกับขู่ว่าจะทำการ “ยึดครองแบบเป็นมิตร”
.
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าประเทศที่ปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียวแห่งนี้จะเป็นราย “ต่อไป” ภายหลังจากที่ นีโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาซึ่งเป็นพันธมิตรของคิวบา ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวถึงในกรุงการากัส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
.
นับตั้งแต่นั้นมา สหรัฐฯ ได้สั่งระงับการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาถึงคิวบา ซึ่งเคยคิดเป็นเกือบ 50% ของความต้องการด้านพลังงานทั้งหมดของคิวบา และยังขู่ว่าจะเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศใดก็ตามที่ขายน้ำมันให้กับประเทศเกาะแห่งนี้ ซ้ำเติมการคว่ำบาตรทางการค้าที่สหรัฐฯ บังคับใช้มานานกว่า 6 ทศวรรษ
.
ที่ผ่านมา คิวบาต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอย่างหนักในการผลิตกระแสไฟฟ้า และการปิดกั้นน้ำมันในครั้งนี้ได้ทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของคิวบาใกล้จะล่มสลาย
.
วิกฤตดังกล่าวไม่เพียงส่งผลถึงราคาอาหารและการผลิตไฟฟ้า แต่ยังกระทบไปถึงการจัดเก็บขยะ, แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาล, การขนส่งสาธารณะ และการศึกษา
.
.
JJNY : เผยคนไทยผวา พลังงานพุ่ง│เผยปชช.เชื่อมั่นรบ.-ฝ่ายค้าน│ชาวคิวบาเดือด แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับ│เตือน 25 จว.ฟ้าคะนอง
https://www.dailynews.co.th/news/5688626/
.
ผลสำรวจ สวนดุสิตโพล ชี้ประชาชนกังวลหนักราคาพลังงานพุ่งเตรียมรับมือด้วยการปรับพฤติกรรมประหยัดไฟ พร้อมวอนรัฐบาลเร่งตรึงราคาน้ำมันและก๊าซให้นานที่สุดหลังเงินสำรองฉุกเฉินมีจำกัด
.
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน รองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัด หากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหารทั้งกลไกราคา การสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้น ท าให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงาน ประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี กล่าวอีกว่า แต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของ ประชาชน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลย โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลัก แต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคา และต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน.
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลมีเสถียรภาพ-ฝ่ายค้านทำงานร่วมกันได้ดี
https://www.dailynews.co.th/news/5688559/
.
นิด้าโพล เผยผลสำรวจ พบประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ ของพรรคภูมิใจไทย เชื่อจะมีเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมมองว่า 3 พรรคฝ่ายค้านจะทำงานตรวจสอบร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
.